หนังสือปกน้ำเงินเล่มที่เก้า 📘's banner
หนังสือปกน้ำเงินเล่มที่เก้า 📘's profile picture

หนังสือปกน้ำเงินเล่มที่เก้า 📘

@the9thbluebook • 4,943 subscribers

ภาษา, การแปล, แง่คิด | Simplicity is the ultimate sophistication.

Shorts

จริง ใช้คำผิด และนี่คือการบอกให้เงียบที่ถูกต้อง

จริง ใช้คำผิด และนี่คือการบอกให้เงียบที่ถูกต้อง

261,263 Aufrufe

ยึด common use เป็นหลัก ส่วนราชบัณทิตฯ ยึดเป็นแนวทางเฉย ๆ ต่อให้บัญญัติโดยราชบัณฑิตฯ แต่ถ้ามันขัดตาเกินไป ใช้แล้วสื่อยาก คนอ่านไม่เข้าใจ ก็ใช้ตามที่คนทั่วไปนิยมใช้นั่นแหละ เป็นแนวทางที่นายกราชบัณฑิตท่านเป็นคนชี้แจงด้วยตัวเอง (แต่ถ้าเราทำงานให้องค์กรที่กำหนดชัดเจนว่าต้องยึดตามราชบัณฑิตก็อีกเรื่องหนึ่ง) สรุปก็คือใช้ common sense อะ แบบไหนใช้แล้วอ่านง่ายที่สุดก็ใช้แบบนั้นไป

ยึด common use เป็นหลัก ส่วนราชบัณทิตฯ ยึดเป็นแนวทางเฉย ๆ ต่อให้บัญญัติโดยราชบัณฑิตฯ แต่ถ้ามันขัดตาเกินไป ใช้แล้วสื่อยาก คนอ่านไม่เข้าใจ ก็ใช้ตามที่คนทั่วไปนิยมใช้นั่นแหละ เป็นแนวทางที่นายกราชบัณฑิตท่านเป็นคนชี้แจงด้วยตัวเอง (แต่ถ้าเราทำงานให้องค์กรที่กำหนดชัดเจนว่าต้องยึดตามราชบัณฑิตก็อีกเรื่องหนึ่ง) สรุปก็คือใช้ common sense อะ แบบไหนใช้แล้วอ่านง่ายที่สุดก็ใช้แบบนั้นไป

14,863 Aufrufe

Videos

the9thbluebook's profile picture

อยากพูดให้ได้เหมือนเจ้าของภาษา = unrealistic goal คนที่เพิ่งมาเรียนภาษาอังกฤษตอนโต ต่อให้พูดเก่งแค่ไหน โดยมากแล้วจะยังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนฟังจับได้ว่าไม่ได้พูดภาษานั้นเป็นภาษาแม่ คุณสตีฟ คอฟแมน ยูทูปเบอร์ช่องสอนภาษา Steve Kaufmann - lingosteve บอกว่า เคยเจอคนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก สามารถพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาจริง ๆ แต่แค่พักเดียวเท่านั้น พอพูดไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มมีจุดที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้พูดอังกฤษเป็นภาษาแม่ออกมาเอง คนที่เรียนภาษาจนพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาจริง ๆ มีน้อยมาก แบบมาก ๆ นี่ยังไม่พูดถึงตัวเลขที่คุณสตีฟยกมาว่า ผู้เรียนภาษาส่วนใหญ่ไปได้ไม่เกินระดับ B1 (ระดับกลาง) แต่ถึงอย่างนั้น การพูดไม่เหมือนเจ้าของภาษาไม่ใช่ข้อผิดพลาดแต่อย่างใด เราควรมองว่าภาษาคือการสื่อสาร ไม่ใช่การแสดง การที่เราไปพยายามเลียนแบบเจ้าของภาษา คุณสตีฟบอกว่ามันเป็นการแสดงมากกว่าการสื่อสาร เพราะเราจะไปโฟกัสอยู่กับเรื่องสำเนียงและการทำให้คนอื่นประทับใจในภาษาของเรา ต่างจากการสื่อสารซึ่งว่าด้วยการเข้าใจสิ่งที่เราได้ยิน การแสดงความคิดของเรา และการเชื่อมต่อกับผู้อื่น คุณสตีฟเสนอว่า เวลาเรียนภาษา ให้ตั้งเป้าหมายสามข้อนี้ 1. หาวิธีสนุกไปกับภาษา 2. ใช้เวลาไปกับภาษาให้มากพอ 3. เลิกกังวลว่าจะพูดไม่เหมือนเจ้าของภาษา และให้คาดหวังผลลัพธ์จากการเรียนภาษาไว้ที่ระดับ B2 (ระดับกลางตอนบน) ซึ่งเป็นระดับที่เราจะสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ค่อนข้างคล่องและเป็นธรรมชาติ โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องพยายามมากเกินไป ถึงแม้ว่าคนฟังจะรู้ได้ว่าเราไม่ใช่เจ้าของภาษาก็ตาม คุณสตีฟมองว่า B2 เป็นเป้าหมายที่สมเหตุสมผล เพราะเป็นระดับที่ผู้พูดและผู้ฟังสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่จำเป็นต้องพูดให้เหมือนเจ้าของภาษาขนาดนั้น . . . ได้ฟังแล้วก็มองว่าจริงไม่น้อย เพราะตัวเราเองก็เป็นนึงที่ใช้เวลาสิบกว่าปีในการเรียนภาษาอังกฤษไปกับการพยายามอย่างจริงจังในการฝึกรูปภาษาและสำเนียงให้เหมือนเนทีฟ ถามว่าเห็นผลมั้ย ก็ใช่ เวลาเราพูดอิ้งกับเนทีฟ เขาก็มักจะชมว่าภาษาเป็นธรรมชาติมาก แต่เราเองก็รู้ตัวดีว่ามันไม่ได้เหมือนซะทีเดียว พอบทสนทนาเริ่มยาวขึ้น เราก็เริ่มหลุด learner mistakes บ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะเราก็สื่อสารได้แบบไม่สะดุดอะไร ซึ่งมันคือ goal ของการเรียนภาษาอยู่แล้ว พอมาช่วงหลัง ๆ เห็นเขาเริ่มออกมารณรงค์ว่า สำเนียงไม่สำคัญเท่าการสื่อสาร (คล้ายกับที่คุณคอฟแมนพูด) ทำให้เราแอบคิดว่าไม่น่าไปบ้าฝึกสำเนียงเลย แต่ทีนี้มันมีเรื่องนึงที่ทำให้เราแอบชั่งใจนิดหน่อย เพราะมีครั้งนึงที่คนเนทีฟ (UK) มาถามเราว่าทำไมพูดชัด เราตอบไปว่าชอบฝึกสำเนียงมาก แต่ก็รู้ดีนะว่ามันไม่ได้ช่วยการสื่อสารเท่าไหร่ ละเขาก็ตอบกลับมาว่า จริง ๆ มันช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นนะ เราก็อ้าว หรือว่าคิดถูกแล้วที่บ้าฝึกสำเนียง (แต่สุดท้ายเราก็เปลี่ยนมาเน้นฝึกการสื่อสารเป็นหลักอยู่ดี คิดว่ามีประโยชน์กว่า) เอาเป็นว่า personal take ตอนนี้คือ การเรียนภาษาควรเน้นการสื่อสารเป็นหลัก สำเนียงจะเหมือนเนทีฟหรือไม่ก็ได้ ขอแค่สื่อสารเข้าใจก็พอ แล้วก็อยากให้คนไทยเลิกจับผิดกันเองเวลาเห็นคนอื่นพูดอิ้ง เห็นบ่อยมาก ไม่รู้ทำไมชอบกดคนอื่นเรื่องสำเนียงกับแกรมมาร์ พูดแล้วงานลุล่วงด้วยดีก็พอแล้วมั้ย 🙂‍↕️ . เห็นด้วยหรือไม่อย่างไรคอมเม้นมาได้เลย

หนังสือปกน้ำเงินเล่มที่เก้า 📘

32,822 Aufrufe • vor 6 Tagen

Keine weiteren Inhalte verfügbar