ว่ากันด้วยฉากพี่ชาวีพี่จะใส่สูทลงทะเลไม๊? 🌊 มีคนถามเราว่าคิดยังไงกับ EP. 11 ที่น้องนีนเดินลงไปในน้ำ+อยากฟังในมุมมองเราแล้วจะย้อนกลับไปดู #วาดฝันวันวิวาห์EP11 ซ้ำอีกที ก่อนที่เราจะจับมือทุกคนเดินเล่นที่ริมชายหาดไปด้วยกัน... เราอยากชวนคุยเรื่องความแตกต่างของการอ่านนิยายกับดูซีรีส์นิดนึงค่ะ สำหรับเราการที่อ่านนิยาย ในทางจิตวิทยาแค่เพียงไม่กี่บรรทัด นักเขียนก็สามารถบอกเราได้ว่าเสียงอะไรดังซ้ำอยู่ในใจนีน ความคิดไหนที่กำลังวนซ้ำในหัวอยู่ . . . เห็นมั้ยคะ แค่จุด 3 จุดก็ทำให้คุณเข้าใจความเงียบเพียงไม่กี่วินาที และมันยังสามารถถ่ายทอดความยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ให้เราจึงเข้าใจคำว่า “จมดิ่ง” “หนาวเหน็บ” หรือ “อ้างว้าง” ผ่านความรู้สึกของตัวละครได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเห็นสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงตรงหน้า แต่เมื่อเรื่องเดียวกันมาอยู่บนจอ กล้องไม่สามารถทำให้เราอ่านความคิดตัวละครได้ตรงๆ ค่ะ หากไม่ใช้เสียงบรรยายหรือให้ตัวละครพูดใส่กล้อง 2 กล้อง 3 แบบที่เราชอบแซวพวกตัวร้ายหรือนางเองที่ชอบพูดคนเดียวหลังกำแพงกัน ซึ่งถ้าทำบ่อยเกินไป บทสนทนาก็จะเริ่มผิดธรรมชาติ และอารมณ์ที่ควรค่อย ๆ แทรกเข้ามาหาคนดูกลับถูกสรุปจนหมดความคลุมเครือ เราขอยกเครดิตความฉลาดของผู้กำกับ ทีมภาพ และทีมตัดต่อในฉากนี้ การเดินลงไปในน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงแอ็กชันที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อเร่งความระทึก แต่ทำหน้าที่เป็น Visual Metaphor ซึ่งเปลี่ยนภาวะ “จมอยู่ในความคิด” ให้กลายเป็นภาพของร่างกายที่กำลังถูกน้ำโอบล้อมทีละน้อย ภาษาภาพไม่ได้บอกเราตรง ๆ ว่านีนกำลังคิดอะไร แต่มันทำให้คนดูเริ่มรู้สึกถึงสิ่งนั้น ก่อนที่เราจะทันตั้งชื่อความรู้สึกเสียอีก มาค่ะ เดินไปตรงที่น้องนีนนั่งคนเดียวอยู่ที่ชิงช้ากันตามภาพแรกดีมั้ย ภาพแรกเป็น Long Shot ที่ปล่อยพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ไว้รอบตัวน้องนีน ร่างของเธอเล็กมากเมื่อเทียบกับทะเลและท้องฟ้า ขณะเดียวกันชิงช้าที่ควรนั่งได้สองคนกลับมีเธออยู่เพียงลำพัง ที่น่าสนใจคือ ทีมได้เลือกมุมกล้องที่ให้ภาพโครงชิงช้าครอบร่างตัวละครไว้อีกชั้น ราวกับเธอถูกขังอยู่ในกรอบความคิดของตัวเอง ส่วนรั้วสีขาวด้านหลังก็ขีดเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง “พื้นที่ปลอดภัยบนฝั่ง” กับทะเลที่อยู่ไกลออกไป เราจะเห็นว่าซีรีส์ไม่ได้รีบร้อนให้น้องนีนลงน้ำในทันทีค่ะ เธอยังนั่งอยู่หลังรั้ว ยังอยู่ในพื้นที่ซึ่งควบคุมได้ แต่แววตาและใจของเธอเริ่มเดินออกไปยังคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซัดเข้าหาฝั่งก่อนร่างกายไปซะแล้ว จากนั้นภาพตัดเข้า Insert Shot บนหน้าจอโทรศัพท์ “บางครั้งการที่เราหายไป อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนที่เรารักมีความสุขได้จริง ๆ” โพสต์นี้ไม่ได้บอกว่านีนอยู่ที่ไหน และไม่ได้ส่งตรงถึงรัญชน์ แต่มันเหมือนการนำประโยคที่ดังวนอยู่ในหัวออกมาวางไว้นอกตัวชั่วคราว ในเชิงจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Subconscious Cry for Help (เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากจิตใต้สำนึก) ร่างกายจะดึงเอาความสับสนหรือความเจ็บปวดที่อัดแน่นในจิตใจ ออกมาเปลี่ยนเป็นสิ่งที่จับต้องได้ (เช่น การพิมพ์ หรือเขียนข้อความ) เพื่อลดความอัดอั้นในใจไว้ชั่วคราวนั่นเองค่ะ ตัดมาที่เนื้อเรื่องเล่าไปถึงซีนพี่รัญชน์รีบตามมา ภาพให้เธอยืนอยู่หน้าชิงช้าตัวเดิม แต่ที่นั่งซึ่งเคยมีนีนกลับว่างเปล่า รัญชน์ถือโทรศัพท์อยู่สองเครื่อง แม้จะมีอุปกรณ์สื่อสารอยู่ครบทั้งสองฝั่ง แต่คนสองคนกลับติดต่อกันไม่ได้เสียแล้ว จริงๆ ในเชิงภาพนี้เจ็บดีนะคะ เพราะทั้งคู่มีเครื่องมือที่จะพูด แต่ตลอดความสัมพันธ์กลับใช้วิธีคิดแทนกันมากกว่าพูดให้กันฟังเสมอ นีนคิดว่าการหายไปจะทำให้รัญชน์มีความสุข รัญชน์เห็นการหายไปนั้นแล้วคิดว่านีนกำลังจะทำร้ายตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรจริงๆ ทั้งที่รักกันมากขนาดนี้แท้ๆ หลังจากนั้นนีนจึงข้ามรั้วทางความหมาย จากคนที่นั่งมองทะเลอยู่บนฝั่ง กลายเป็นคนที่เดินเข้าไปอยู่ในน้ำจริง ๆ ในมุมจิตวิทยา เราไม่คิดว่านีนต้องการ “ความเงียบทางเสียง” ค่ะ เพราะทะเลไม่เคยเงียบเลย แต่ในขณะเดียวกันเสียงคลื่นไม่มีภาษา ไม่มีคำว่า “เป็นเพราะแก” ไม่มีใครบอกว่าเธอเป็นต้นเหตุ และไม่เรียกร้องให้เธอต้องเลือกหรือต้องเสียสละอะไร นีนเลยกำลังพยายามเปลี่ยนเสียงที่มีความหมายและทำร้ายเธอ ให้เหลือเพียงเสียงซ้ำ ๆ ที่ไม่ตัดสินใคร จากคำกล่าวหาของกิ่งกมล จากเสียงของตัวเองที่ย้ำว่า “ตั้งแต่มีฉันเป็นภรรยา พี่รัญชน์ก็ไม่เคยมีความสุขจริงๆ สักที” ให้เหลือเพียงอุณหภูมิของน้ำ แรงคลื่น และการรับรู้ร่างกายในปัจจุบัน เธอแค่ต้องการให้ความคิดหยุดทำงานสักครู่ค่ะ ไม่ต้องเป็นภรรยาที่ทำให้รัญชน์ต้องเลือกระหว่างแม่กับคนรัก ไม่ต้องเป็นลูกสะใภ้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำครอบครัวแตกแยก และไม่ต้องเป็น “ต้นเหตุ” ในเรื่องเล่าของใครอีกแล้ว แต่ในมุมของรัญชน์ ภาพทั้งหมดถูกเรียงให้มีความหมายอีกแบบค่ะ นีนติดต่อไม่ได้ =>โพสต์ข้อความเรื่องการหายไป=>ทิ้งโทรศัพท์ไว้=>แล้วเดินลึกลงไปในทะเล ความตกใจของรัญชน์จึงสมเหตุสมผล แม้ว่าต่อให้นีนจะยืนยันภายหลังว่าไม่ได้คิดทำร้ายตัวเอง แต่ในช่วงเวลาที่รัญชน์ตะโกนเรียกน้องนีนอย่างสุดเสียง นาทีนั้นรัญชน์เชื่อแล้วค่ะว่าตัวเองและครอบครัวอาจทำให้นีนเจ็บจนเดินมาถึงขอบนั้นได้จริง ๆ ภาพสุดท้ายจึงตอบภาพแรกอย่างสวยมากสำหรับเรา ภาพแรก นีนตัวเล็กและถูกล้อมไว้ด้วยโครงชิงช้า ท่ามกลางพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ ภาพสุดท้าย กล้องลดลงมาอยู่เกือบเสมอระดับน้ำ พื้นที่ว่างถูกแทนด้วยร่างของคนสองคน และสิ่งที่ล้อมตัวนีนไว้ไม่ใช่กรอบชิงช้าอีกแล้ว แต่เป็นอ้อมแขนของรัญชน์ ภาพแรกใช้โทนเย็น ตัวละครอยู่ไกล และมีรั้วคั่นระหว่างนีนกับทะเล ภาพสุดท้ายย้อนแสงอุ่น ระยะภาพใกล้ขึ้น รั้วหายไป โทรศัพท์หายไป และไม่มีอะไรคั่นระหว่างทั้งคู่เหลืออยู่แล้ว เรื่องจึงค่อย ๆ พาเราจาก คนหนึ่งนั่งอยู่ลำพัง=>ข้อความที่พูดแทนเจ้าตัว=>ไปสู่เสียงคลื่น=>ก่อนจบลงด้วยร่างกายสองคนที่สื่อสารกันผ่านอ้อมกอด ดังนั้น ถ้าถามเราว่าทำไมนีนต้องลงไปในน้ำ คำตอบที่เราพบตอนดู คือความฉลาดของทีม #วาดฝันวันวิวาห์ ค่ะ เพราะถ้าให้นีนนั่งร้องไห้อยู่ในห้องแล้วพูดว่า “นีนเหนื่อย” เราจะได้รับข้อมูล แต่ไม่รู้สึกถึงระดับความอันตรายของความเหนื่อยนั้น การให้นีนเดินออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนสภาวะนามธรรมให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่มองเห็นได้ เธอกำลังถอยออกจากผู้คนถอยออกจากฝั่ง และเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีอะไรมั่นคงให้ยืน ทะเลจึงเป็น Liminal Space หรือพื้นที่กึ่งกลางที่เหมาะกับสถานะของนีนมากค่ะ เธอไม่ได้เป็นภรรยาอย่างเดิมแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้หย่าอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้ต้องการตาย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตต่ออย่างไรถ้าไม่มีพี่รัญชน์ เธออยู่ระหว่าง “จะอยู่” กับ “จะหายไป” เหมือนร่างกายที่ยืนอยู่ระหว่างฝั่งกับน้ำ และทะเลไม่ใช่พื้นที่ใหม่สำหรับคู่นี้ด้วย ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นพื้นที่ของการเต้นรำ เต็นท์ ความใกล้ชิด และบ้านกองทรายที่นีนอยากสร้างให้มีเธอกับพี่รัญชน์สองคน พอกลับมาที่ทะเลอีกครั้งเพียงลำพัง สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ที่ผ่านมาจึงถูกเปลี่ยนความหมายไปในทางตรงข้ามที่น่าเศร้าและใจหายเสียเหลือเกิน ประโยคที่บอกว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่จะยังแต่งงานกับหนูป้ะ” นีนไม่ได้กำลังประชดหรือต้องการค้นหาคำตอบเพื่อให้กลับมาคืนดีค่ะ น้องกำลังขอให้พี่รัญชน์ช่วยยืนยันว่า ความรักของเราสองคนถึงมันจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดขนาดนี้ แต่การเลือกกันในอดีตไม่ได้เป็นความผิดพลาดใช่ไหม และรัญชน์ก็ตอบอย่างชัดเจนและนุ่มนวลว่า “ทุกครั้งที่เลือก พี่ก็จะเลือกหนูเป็นภรรยา” ประโยคนี้ไม่ได้แก้ปัญหาครอบครัว และยังไม่ได้ทำให้การหย่าหายไป แต่มันมาพร้อมกับหยุดเสียงโทษตัวเองของน้องที่วนซ้ำได้ในทันทีที่จูบลานั้นถูกถอนริมฝีปากออกมา… เพราะฉะนั้น ถ้าเราลองเรียงภาพตั้งแต่ชิงช้า โพสต์บนหน้าจอ การตามหาของพี่รัญชน์ ไปจนถึงอ้อมกอดกลางทะเลอีกครั้ง เราอาจพบว่าแต่ละภาพไม่ได้มีไว้เพียงเชื่อมเหตุการณ์ แต่กำลังทำหน้าที่เหมือนประโยคแต่ละบรรทัดในคำบรรยายของนิยาย เพียงเปลี่ยนจากสิ่งที่เรา “อ่าน” ให้กลายเป็นสิ่งที่เราต้อง “มองเห็น” และค่อย ๆ รู้สึกไปพร้อมกับนีนนั่นเอง (หวังว่ามุมมองของเราจะทำให้การดูละครของทุกคนใน EP สุดท้ายสนุกขึ้นนะคะ) #วาดฝันวันวิวาห์ #InLoveForeverTheSeries #หลิงออม #LingOrmshow more