Sensitive content

This media may contain sensitive content.

Loading video...

Video Failed to Load

Go Home

กำลังไลสดในกลุ่มไลนะค่ะสนใจสมักแอดไล0989284980

14,265 views • 2 months ago •via X (Twitter)

0 Comments

No comments available

Comments from the original post will appear here

Related Videos

เมื่อคนไทยสัมภาษณ์กันเอง ก็จะเฮฮา แบบไทยๆ 🇹🇭😆 เวลาฝรั่งคนอื่นสัมภาษณ์น้อง #เนเน่ #NeneRoyal ก็จะค่อนข้างนิ่ง แต่กับ สราวุฒิ “ซันนี่” พรหมโยธิน (Srawat “Sunny” Promyotin) หัวหน้า Sunny and The Black Pack ซึ่งเป็นวง House Band ของ Howie Mandel ที่เป็นคนไทย 🇹🇭ด้วยกัน ความเป็นเด็กน้อย ก็ออกมาเต็ม 100% พร้อมการตอบคำถามแบบไทยๆ จีบปากจีบคอ ใส่อารมณ์แบบเต็มสูบ 😆 ตอนที่ ซันนี่ บอกน้องว่า น้องเนเน่ทำให้เค้าร้องไห้หนักมาก น้องมีปลอบ "หง่อออออ" ด้วย 😆 ซั่นนี่ เริ่มต้นด้วยการบอกว่า มันบ้ามากเลยนะ เธอทำได้ ทั้งผมและภรรยานั่งชมในฮอลล์ ตื่นเต้นกันมาก เมื่อถามว่าน้องจะเอาเงินไปทำอะไร น้องบอก จะไปทำเพลง พอ ซั่นนี่บอก ไม่ซื้อ Ferrari ล่ะ น้องก็ตอบว่า "เมื่อกี้ล้อเล่้น" บางที อาจจะกีต้าร์สักตัว 🤣 โดย ซันนี่มีสัมภาษณ์เวอร์ชั่นภาษาไทย ด้วยครับ โดยซันนี่บอกว่าตนเองมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศไทย และถามว่าน้องมาอยู่ที่อเมริกากี่วันแล้ว โดยน้องบอกมาอยู่ที่ อเมริกา 1 สัปดาห์แล้ว คิดถึงอาหารไทยแบบสุดๆ โดยเฉพาะอาหารรสจัด อย่าง "ส้มตำ ปู ปลาร้า" โดยก่อนจบสัมภาษณ์ ซันนี่ บอกว่า ถ้าวันนึงตนเองกลับไปประเทศไทยเจอน้องเนเน่ จะให้พาไปร้านส้มตำปูปลาร้าที่อร่อยที่สุด โดยน้องรับปากว่า "แน่นอน" สังเกตว่า ตอนสัมภาษณ์ ซันนี่ ยังมีความตื่นเต้น ดีใจสุดๆ ด้วยความเป็นคนไทย ที่เห็นคนไทย 🇹🇭 ด้วยกันเองประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกอย่าง America Got Talent #NeneRoyal #AGT #Americagottalent #Phuket #Thailand #Sunny

พี่ชายที่แสนดี 🇹🇭☸️👑

86,537 views • 10 hours ago

[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ] . คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง . เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป) . ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ: . 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”? . 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”? . 3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)? . 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่? . ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ . — . หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. . อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130+ คน ที่เป็น สว. และ 90+ คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน . ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ: . 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”? . 2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่? . 3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่? . . หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่

Parit Wacharasindhu (Itim)

368,385 views • 3 months ago

#หอมรักมิรู้เลือน ***คำเตือน*** คลิปนี้มีสปอยล์นะค้าบบบบบบบบ คลิปนี้มีสปอยล์นะค้าบบบบบบบบ คลิปนี้มีสปอยล์นะค้าบบบบบบบบ หลินจิ่นฉีตกใจเมื่อได้พบความจริงในที่สุดว่าสาวใช้ข้างกายเขาอย่างสวี่หลานเซียงแท้จริงแล้วคือเสิ่นเจียหลาน อดีตคู่หมั้นที่ถูกประหารชีวิตทั้งครอบครัวในปีนั้น หลินจิ่นฉีเริ่มสงสัยหลานเซียงครั้งแรกตอนที่ไปวัดเจินเจวี๋ย ที่ไปเคารพหลุมศพร้างของตระกูลเสิ่น ตอนนั้นเมื่อหลานเซียงได้เห็นหลุมศพที่ไร้ชื่อไร้ป้ายวิญญาณ นางก็หัวใจสลาย คุกเข่าลงร้องไห้อย่างหนักแล้วหลุดปากพูดออกมาว่า "หลานเอ๋อร์มาช้าไป" ในตอนนั้นหลินจิ่นฉีถึงกับตกตะลึงและคาดคั้นถามว่ารู้จักตระกูลเสิ่นได้ยังไง เมื่อหลานเซียงตั้งสติได้จึงตอบกลับอย่างรวดเร็วว่าปีนั้นนางป่วยหนัก ฮูหยินเสิ่นได้มอบเงินให้นาง 10 ตำลึง คุณหนูเสิ่นยังมอบเสื้อผ้าให้นางหนึ่งชุดถึงได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ แต่หลินจิ่นฉีเป็นถึงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่กรำศึกในสนามรบมาอย่างยาวนาน เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่านอกจากหลานเซียงจะรอบรู้ด้านกฎหมายแล้ว นางยังวาดภาพได้อย่างงดงาม ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวอักษรที่ตวัดอย่างงดงามวิจิตรนั้นช่างขัดกับตัวตนและฐานะของนางอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดข้อสงสัยทั้งหมดก็ชี้ไปที่คำตอบเดียว หลังจากกลับมาถึงบ้าน หลินจิ่นฉีไม่ได้โวยวายและไม่ได้ซักถามนางต่อหน้า เขาเปิดหีบหนังสือที่เก็บสะสมของเอาไว้ ข้างในมีภาพวาดบนพัดและภาพวาดตัวละครที่หลานเซียงเคยวาดไว้ คัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร และสมุดบัญชีที่นางแสร้งเขียนตัวหนังสือบิดเบี้ยวบังหน้าไว้ เมื่อมองภาพวาดของหลานเซียง เส้นสายที่ประณีต ฝีมือล้ำลึก ไม่มีทางเป็นสาวใช้บ้านนอกที่ไม่เคยเล่าเรียนหนังสือมาก่อนแน่นอน แต่ลายมือของนางกลับตั้งใจเขียนให้เหมือนกับเด็กที่เพิ่งหัดจับพู่กัน การวาดภาพและการเขียนตัวอักษรมีรากเหง้าเดียวกัน ลายมืออาจจะแสร้งทำเป็นปลอมแปลงได้ แต่พื้นฐานชาติตระกูลและทักษะการวาดภาพอันยอดเยี่ยมที่อยู่ในเนื้อแท้แล้วไม่มีทางหลอกลวงคนอื่นได้ ฝีมือระดับนี้อย่างน้อยต้องได้รับการศึกษาอบรมจากตระกูลใหญ่มานานนับสิบปี ความจริงแทบจะปรากฏอยู่ตรงหน้า หลินจิ่นฉีไม่อาจสงบใจได้เลย เขายกหีบหนังสือแทบจะพุ่งตัวไปหาหลานเซียงในห้องนอน หลินจิ่นฉีจ้องมองนางตาไม่กระพริบ ในที่สุดก็เอ่ยถามคำถามที่สะเทือนใจออกมา "แท้จริงแล้วเจ้าปิดบังอะไรไว้ หรือข้าควรจะถามว่าที่แท้แล้วเจ้าคือใครกันแน่" หลานเซียงพลันตกใจในทันที แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นภาพวาดและสมุดบัญชีในอ้อมแขนของหลินจิ่นฉี แววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงในตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบสงบนิ่งในทันใด ถึงอย่างไรหลานเซียงก็เป็นคนที่เคยผ่านความเป็นความตายและอันตรายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง นางจึงอดทนต่อการคาดคั้นถามของหลินจิ่นฉีได้ แล้วตอบกลับไปอย่างเรียบ ๆ คำหนึ่งว่า "คุณชาย ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือเจ้าคะ ท่านเป็นคนรับข้าเข้าเรือนมาเองแท้ ๆ ยังจะมาถามที่มาที่ไปจากข้าอีกหรือ" ประโยคนี้ทำเอาหลินจิ่นฉีถึงกับจุกจนพูดไม่ออกไปเลย เขาไม่ได้บีบบังคับถามต่อเพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า หากหลานเซียงยอมรับออกมาจริง ๆ เขาควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไรต่อไป เพราะคนที่ถอนหมั้นและทอดทิ้งตระกูลเสิ่นในตอนนั้น ก็คือคนตระกูลหลินของเขานั่นเอง แต่เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้เพียงเท่านี้ เขาไปหา หลินเจาเสียง ท่านปู่ของเขา มองดูม้วนภาพวาด "寒山图" (ภาพภูเขาเหมันต์) ฟังท่านปู่เล่าเรื่องราวในอดีต เสิ่นเจียหลานบริสุทธิ์งดงามดั่งหยกงาม มีท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมด้วยปัญญาดั่งปราชญ์หญิง ในที่สุดเขาก็ยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าหลานเซียงคนที่ร้องไห้หน้าหลุมศพคนนั้น หญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความรู้ เข้มแข็งและอดทนผู้นี้ก็คือเสิ่นเจียหลานที่เขาติดค้างมานานหลายปี แต่หลินจิ่นฉีกลับตัดสินใจทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายแต่ก็สมเหตุสมผลกับตัวตนของเขาในตอนนี้ คืนนั้นเขายกอ่างไฟเปล่าเข้ามาในห้องนอน หัวใจของหลานเซียงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที นางคิดว่านี่เป็นการเปิดอกคุยกัน หรือไม่ก็เป็นสัญญาณของการคิดบัญชี แต่หลินจิ่นฉีกลับไม่ถามอะไรเลย เขาจุดอ่างไฟต่อหน้าต่อตาหลานเซียง นำสมุดบัญชี พัด ภาพวาดและหลักฐานทั้งหมดโยนลงกองไฟทีละชิ้น ท่ามกลางเปลวไฟหลินจิ่นฉีได้สารภาพความรู้สึกผิดในใจ เขามองหลานเซียงแล้วเอ่ยว่า "ข้าคิดมากไปเอง ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงข้าที่ผิดต่อเจ้า เจ้าไม่เคยทำอะไรผิดต่อข้าเลย" คำพูดนี้ไม่เพียงเป็นการยอมรับผิด แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืน เขาไม่ได้ต้องการจะยอมรับคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นผู้สูงศักดิ์คนนั้น แต่คนที่เขายอมรับคือ "สวี่หลานเซียง" คนที่อยู่ตรงหน้าที่เขาเคยใช้อำนาจบีบบังคับแย่งชิงมา แต่นางก็ยังคงปกป้องเขาอย่างสุดกำลัง เขาจับมือหลานเซียงไว้แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า "เจ้าคือสวี่หลานเซียง พวกเราคือสามีภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน" เมื่อเห็นการกระทำของหลินจิ่นฉีที่เผาหลักฐานทิ้งทั้งหมด เดิมทีนางเตรียมใจเอาไว้แล้วหลังจากถูกเปิดเผยตัวตนว่าจะต้องถูกเค้นถาม ถูกหวาดระแวดระวัง หรือแม้กระทั่งสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หลินจิ่นฉีได้เผาหลักฐานและอดีตอันหนักอึ้งที่นางแบกรับมาหลายปีทิ้งไปจนหมด หลานเซียงไม่ได้แก้ตัวและไม่ได้ฉวยโอกาสยอมรับตัวตนการเป็นเสิ่นเจียหลาน ขอบตาของนางแดงก่ำแล้วกุมมือหลินจิ่นฉี ในวินาทีนี้หลานเซียงได้ปลดเปลื้องปราการความระแวงทั้งหมดลง นางเข้าใจแล้วว่า หลินจิ่นฉีในฐานะสามีได้ใช้วิธีที่แทบจะตัดทางถอยของตัวเองเพื่อปกป้องนางและรักษาชีวิตการแต่งงานที่เริ่มต้นจากการบีบบังคับขู่เข็ญนี้เอาไว้
3:35

Sensitive content

#หอมรักมิรู้เลือน ***คำเตือน*** คลิปนี้มีสปอยล์นะค้าบบบบบบบบ คลิปนี้มีสปอยล์นะค้าบบบบบบบบ คลิปนี้มีสปอยล์นะค้าบบบบบบบบ หลินจิ่นฉีตกใจเมื่อได้พบความจริงในที่สุดว่าสาวใช้ข้างกายเขาอย่างสวี่หลานเซียงแท้จริงแล้วคือเสิ่นเจียหลาน อดีตคู่หมั้นที่ถูกประหารชีวิตทั้งครอบครัวในปีนั้น หลินจิ่นฉีเริ่มสงสัยหลานเซียงครั้งแรกตอนที่ไปวัดเจินเจวี๋ย ที่ไปเคารพหลุมศพร้างของตระกูลเสิ่น ตอนนั้นเมื่อหลานเซียงได้เห็นหลุมศพที่ไร้ชื่อไร้ป้ายวิญญาณ นางก็หัวใจสลาย คุกเข่าลงร้องไห้อย่างหนักแล้วหลุดปากพูดออกมาว่า "หลานเอ๋อร์มาช้าไป" ในตอนนั้นหลินจิ่นฉีถึงกับตกตะลึงและคาดคั้นถามว่ารู้จักตระกูลเสิ่นได้ยังไง เมื่อหลานเซียงตั้งสติได้จึงตอบกลับอย่างรวดเร็วว่าปีนั้นนางป่วยหนัก ฮูหยินเสิ่นได้มอบเงินให้นาง 10 ตำลึง คุณหนูเสิ่นยังมอบเสื้อผ้าให้นางหนึ่งชุดถึงได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ แต่หลินจิ่นฉีเป็นถึงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่กรำศึกในสนามรบมาอย่างยาวนาน เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่านอกจากหลานเซียงจะรอบรู้ด้านกฎหมายแล้ว นางยังวาดภาพได้อย่างงดงาม ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวอักษรที่ตวัดอย่างงดงามวิจิตรนั้นช่างขัดกับตัวตนและฐานะของนางอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดข้อสงสัยทั้งหมดก็ชี้ไปที่คำตอบเดียว หลังจากกลับมาถึงบ้าน หลินจิ่นฉีไม่ได้โวยวายและไม่ได้ซักถามนางต่อหน้า เขาเปิดหีบหนังสือที่เก็บสะสมของเอาไว้ ข้างในมีภาพวาดบนพัดและภาพวาดตัวละครที่หลานเซียงเคยวาดไว้ คัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร และสมุดบัญชีที่นางแสร้งเขียนตัวหนังสือบิดเบี้ยวบังหน้าไว้ เมื่อมองภาพวาดของหลานเซียง เส้นสายที่ประณีต ฝีมือล้ำลึก ไม่มีทางเป็นสาวใช้บ้านนอกที่ไม่เคยเล่าเรียนหนังสือมาก่อนแน่นอน แต่ลายมือของนางกลับตั้งใจเขียนให้เหมือนกับเด็กที่เพิ่งหัดจับพู่กัน การวาดภาพและการเขียนตัวอักษรมีรากเหง้าเดียวกัน ลายมืออาจจะแสร้งทำเป็นปลอมแปลงได้ แต่พื้นฐานชาติตระกูลและทักษะการวาดภาพอันยอดเยี่ยมที่อยู่ในเนื้อแท้แล้วไม่มีทางหลอกลวงคนอื่นได้ ฝีมือระดับนี้อย่างน้อยต้องได้รับการศึกษาอบรมจากตระกูลใหญ่มานานนับสิบปี ความจริงแทบจะปรากฏอยู่ตรงหน้า หลินจิ่นฉีไม่อาจสงบใจได้เลย เขายกหีบหนังสือแทบจะพุ่งตัวไปหาหลานเซียงในห้องนอน หลินจิ่นฉีจ้องมองนางตาไม่กระพริบ ในที่สุดก็เอ่ยถามคำถามที่สะเทือนใจออกมา "แท้จริงแล้วเจ้าปิดบังอะไรไว้ หรือข้าควรจะถามว่าที่แท้แล้วเจ้าคือใครกันแน่" หลานเซียงพลันตกใจในทันที แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นภาพวาดและสมุดบัญชีในอ้อมแขนของหลินจิ่นฉี แววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงในตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบสงบนิ่งในทันใด ถึงอย่างไรหลานเซียงก็เป็นคนที่เคยผ่านความเป็นความตายและอันตรายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง นางจึงอดทนต่อการคาดคั้นถามของหลินจิ่นฉีได้ แล้วตอบกลับไปอย่างเรียบ ๆ คำหนึ่งว่า "คุณชาย ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือเจ้าคะ ท่านเป็นคนรับข้าเข้าเรือนมาเองแท้ ๆ ยังจะมาถามที่มาที่ไปจากข้าอีกหรือ" ประโยคนี้ทำเอาหลินจิ่นฉีถึงกับจุกจนพูดไม่ออกไปเลย เขาไม่ได้บีบบังคับถามต่อเพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า หากหลานเซียงยอมรับออกมาจริง ๆ เขาควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไรต่อไป เพราะคนที่ถอนหมั้นและทอดทิ้งตระกูลเสิ่นในตอนนั้น ก็คือคนตระกูลหลินของเขานั่นเอง แต่เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้เพียงเท่านี้ เขาไปหา หลินเจาเสียง ท่านปู่ของเขา มองดูม้วนภาพวาด "寒山图" (ภาพภูเขาเหมันต์) ฟังท่านปู่เล่าเรื่องราวในอดีต เสิ่นเจียหลานบริสุทธิ์งดงามดั่งหยกงาม มีท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมด้วยปัญญาดั่งปราชญ์หญิง ในที่สุดเขาก็ยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าหลานเซียงคนที่ร้องไห้หน้าหลุมศพคนนั้น หญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความรู้ เข้มแข็งและอดทนผู้นี้ก็คือเสิ่นเจียหลานที่เขาติดค้างมานานหลายปี แต่หลินจิ่นฉีกลับตัดสินใจทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายแต่ก็สมเหตุสมผลกับตัวตนของเขาในตอนนี้ คืนนั้นเขายกอ่างไฟเปล่าเข้ามาในห้องนอน หัวใจของหลานเซียงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที นางคิดว่านี่เป็นการเปิดอกคุยกัน หรือไม่ก็เป็นสัญญาณของการคิดบัญชี แต่หลินจิ่นฉีกลับไม่ถามอะไรเลย เขาจุดอ่างไฟต่อหน้าต่อตาหลานเซียง นำสมุดบัญชี พัด ภาพวาดและหลักฐานทั้งหมดโยนลงกองไฟทีละชิ้น ท่ามกลางเปลวไฟหลินจิ่นฉีได้สารภาพความรู้สึกผิดในใจ เขามองหลานเซียงแล้วเอ่ยว่า "ข้าคิดมากไปเอง ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงข้าที่ผิดต่อเจ้า เจ้าไม่เคยทำอะไรผิดต่อข้าเลย" คำพูดนี้ไม่เพียงเป็นการยอมรับผิด แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืน เขาไม่ได้ต้องการจะยอมรับคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นผู้สูงศักดิ์คนนั้น แต่คนที่เขายอมรับคือ "สวี่หลานเซียง" คนที่อยู่ตรงหน้าที่เขาเคยใช้อำนาจบีบบังคับแย่งชิงมา แต่นางก็ยังคงปกป้องเขาอย่างสุดกำลัง เขาจับมือหลานเซียงไว้แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า "เจ้าคือสวี่หลานเซียง พวกเราคือสามีภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน" เมื่อเห็นการกระทำของหลินจิ่นฉีที่เผาหลักฐานทิ้งทั้งหมด เดิมทีนางเตรียมใจเอาไว้แล้วหลังจากถูกเปิดเผยตัวตนว่าจะต้องถูกเค้นถาม ถูกหวาดระแวดระวัง หรือแม้กระทั่งสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หลินจิ่นฉีได้เผาหลักฐานและอดีตอันหนักอึ้งที่นางแบกรับมาหลายปีทิ้งไปจนหมด หลานเซียงไม่ได้แก้ตัวและไม่ได้ฉวยโอกาสยอมรับตัวตนการเป็นเสิ่นเจียหลาน ขอบตาของนางแดงก่ำแล้วกุมมือหลินจิ่นฉี ในวินาทีนี้หลานเซียงได้ปลดเปลื้องปราการความระแวงทั้งหมดลง นางเข้าใจแล้วว่า หลินจิ่นฉีในฐานะสามีได้ใช้วิธีที่แทบจะตัดทางถอยของตัวเองเพื่อปกป้องนางและรักษาชีวิตการแต่งงานที่เริ่มต้นจากการบีบบังคับขู่เข็ญนี้เอาไว้

นางมารร้าย💜熙熙💜WINNER OT4🍀ไม่ชอบฉันก็BLOCKจ้า❄️

45,588 views • 1 day ago