Video yükleniyor...

Video Yüklenemedi

Ana Sayfaya Dön

ความจริงคือรู้อยู่แล้วว่าเป็นได้แค่ 1 ปี และยอมรับในมติพรรคมาตั้งแต่ต้น อยากเป็นต่อก็เข้ากระบวนการพรรคที่เค้าให้ไปแสดงวิสัยทัศน์ ไม่ใช่งอแงออกสื่อ ละเรื่องตรวจสอบมันก็อยู่ในกระบวนการ ก็ยังสรรหาหยิบมาอ้างไปเรื่อย ที่พูดในสภาวันก่อนก็ทำให้ตัวเองดูแย่มากพอละนะยังจะมาให้ลูกน้องออกมาแก้ต่างข้างๆคูๆอีก คิดว่าสองวันนี้สังคมคงได้รู้ละนะว่าพี่เป็นคนยังไง ฆ่าตัวตายทางการเมืองโชว์ซะขนาดนี้ ทิ้งอนาคตทางการเมืองทั้งชีวิตเพื่อเก้าอี้นี้ที่มีอายุอีกแค่ 10 เดือน

34,176 görüntüleme • 1 yıl önce •via X (Twitter)

5 Yorum

ซึนซึน(ในนามส่วนตัว) profil fotoğrafı
ซึนซึน(ในนามส่วนตัว)1 yıl önce

ยังไม่จบอ่ะ คิดดู

ซึนซึน(ในนามส่วนตัว) profil fotoğrafı
ซึนซึน(ในนามส่วนตัว)1 yıl önce

แทนที่จะลงสวยๆ ครั้งหน้าครั้งไหนใครอยากเอาไปใช้เวทีใหญ่ไม่ใช่แค่ กทม.ก็หยิบไปได้ ไม่น่าเล้ยยยย

เรื่อยๆ กุไม่รีบ profil fotoğrafı
เรื่อยๆ กุไม่รีบ1 yıl önce

บู๊กับ สก.เองซะด้วย 70 นี่จะลงเขตหรือปาร์ตี้ลิสต์ดีจ๊ะ 😁

 Panggi ❤️🩵 #savebluebird 🐦 profil fotoğrafı
 Panggi ❤️🩵 #savebluebird 🐦1 yıl önce

เลือกตั้งรอบหน้า​ ตอนแรกคิดว่าพี่อิ่มน่าจะไปลง​ Party List แล้วขยับ​ สก.จอห์น​ มาลง​ สส​ แต่คงต้องเปลี่ยนแผนแล้วใช่มั้ยเนี่ย

Oeoekdjjf profil fotoğrafı
Oeoekdjjf1 yıl önce

กัดกันเองอีกแล้วเป็นเพราะพวกส้มแน่ๆเลย

Benzer Videolar

#เรื่องเด่นประเด็นสำคัญ - แฉวีรกรรมผู้ต้องหาคดี "ป้าบัวผัน" มีคดีค้างเก่าเพียบ ทั้งฆาตกรรม-รุมโทรม - ญาติร้อง "บิ๊กโจ๊ก" ขอความเป็นธรรม คดีฆ่า "ป้าบัวผัน" สงสัยมีขบวนการสร้างเรื่องให้ "ลุงเปี๊ยก" รับสารภาพ - "บิ๊กโจ๊ก" ลงพื้นที่ ดูคดี "ป้าบัวผัน" ลั่นไม่ปกป้องหากตำรวจทำผิด - ตำรวจ ยันคดี "โยโกะ" ไม่ซับซ้อน รอชี้แจงแม่ มั่นใจตอบคำถามได้ทุกประเด็น - ศาลอุทธรณ์ สั่งแก้เพิ่มโทษ จำคุก 10 ปี 2 เดือน ตำรวจซิ่งบิ๊กไบก์ชน "หมอกระต่าย" - ครม.เห็นชอบลดภาษีดีเซล 1 บาทต่อลิตร นาน 3 เดือน - "หญิง จุฬาลักษณ์" ดารานางร้ายเซ็กซี่ เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งเต้านม วัย 45 ปี #เรื่องเล่าเช้านี้ #ข่าวช่อง3

เรื่องเล่าเช้านี้

19,146 görüntüleme • 2 yıl önce

The Ultra Unfolds เหนือกว่าที่เคยพับ ใหม่! Galaxy Z Fold7 . จองล่วงหน้าที่ทรู ดีแทค การันตีรับส่วนลดสูงสุด 26,100.- ✨ เก่าแลกใหม่ ลดเพิ่มสูงสุด 15,000.- 💗 ยิ่งอยู่นาน ยิ่งลดเพิ่ม ลูกค้าทรู ดีแทคนำอายุการใช้งานแลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,000.- ✌🏼ฟรีความจุ 2 เท่า มูลค่าสูงสุด 13,000.- ⚽ดูฟรีกีฬาดังระดับโลก 🎬และความบันเทิงครบรสนาน 1 ปี 🎮เล่น GeForce NOW Ultimate นาน 6 เดือน 💰ผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือผ่อนสบายไม่ผ่านบัตรนาน 48 เดือน กับ Pay Next Extra 🗓️ 10 ก.ค. 68 – 31 ก.ค. 68 จองเลยที่ทรูช็อป ดีแทคช็อป หรือคลิก ➜ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด . #Truedtac5GXPhuwin #GalaxyAI #GalaxyZFold7 #GalaxyZFlip7 #Samsung #Truedtac5GXPhuwin phuwintang

True5G

129,093 görüntüleme • 1 yıl önce

The Ultra Unfolds เหนือกว่าที่เคยพับ ใหม่! Galaxy Z Flip7 . จองล่วงหน้าที่ทรู ดีแทค การันตีรับส่วนลดสูงสุด 24,100.- ✨ เก่าแลกใหม่ ลดเพิ่มสูงสุด 13,000.- 💗 ยิ่งอยู่นาน ยิ่งลดเพิ่ม ลูกค้าทรู ดีแทคนำอายุการใช้งานแลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,000.- ✌🏼ฟรีความจุ 2 เท่า มูลค่าสูงสุด 5,000.- ⚽ดูฟรีกีฬาดังระดับโลก 🎬และความบันเทิงครบรสนาน 1 ปี 🎮เล่น GeForce NOW Ultimate นาน 6 เดือน 💰ผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือผ่อนสบายไม่ผ่านบัตรนาน 48 เดือน กับ Pay Next Extra 🗓️ 10 ก.ค. 68 – 31 ก.ค. 68 จองเลยที่ทรูช็อป ดีแทคช็อป หรือคลิก ➜ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด . #Truedtac5GXPhuwin #GalaxyAI #GalaxyZFold7 #GalaxyZFlip7 #Samsung #Truedtac5GXPhuwin phuwintang

True5G

46,463 görüntüleme • 1 yıl önce

The Ultra Unfolds เหนือกว่าที่เคยพับ ใหม่! Galaxy Z Fold7 . จองล่วงหน้าที่ทรู ดีแทค การันตีรับส่วนลดสูงสุด 26,100.- ✨ เก่าแลกใหม่ ลดเพิ่มสูงสุด 15,000.- 💗 ยิ่งอยู่นาน ยิ่งลดเพิ่ม ลูกค้าทรู ดีแทคนำอายุการใช้งานแลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,000.- ✌🏼 ฟรีความจุ 2 เท่า มูลค่าสูงสุด 13,000.- ⚽ ดูฟรีกีฬาดังระดับโลก 🎬 และความบันเทิงครบรสนาน 1 ปี 🎮 เล่น GeForce NOW Ultimate นาน 6 เดือน 💰 ผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือผ่อนสบายไม่ผ่านบัตรนาน 48 เดือน กับ Pay Next Extra 🗓️ 10 ก.ค. 68 – 31 ก.ค. 68 จองเลยที่ทรูช็อป ดีแทคช็อป หรือคลิก ➜ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด . #Truedtac5G #GalaxyAI #GalaxyZFold7 #GalaxyZFlip7 #Samsung #Truedtac5GXPhuwin phuwintang

dtac

18,807 görüntüleme • 1 yıl önce

เงินบำนาญของส.ส. ไม่ได้เรียกว่าเงินบำนาญ แต่เขาเรียกว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่รูปแบบการจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน เหมือนเงินบำนาญ โดยส.ส.จ่ายเงินเข้ากองทุน เดือนละ 3,500 บาท ถ้าเป็นส.ส.ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะได้รับบำนาญตลอดชีพ เดือนละประมาณ 21,300 บาท สูงสุดจะได้รับเดือนละ 427,00 บาท ถ้าใครเป็นสสไม่ถึง1ปี หากมีการยุบสภาก่อน จะได้รับบำนาญ 4 เท่า ของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เช่น เป็นส.ส.10 เดือนแล้วยุบสภา จะได้รับประมาณ 40 เดือน นอกจากได้รับบำนาญแล้ว ยังมีสวัสดิการแถมเพิ่มอีก 4 สวัสดิการ 1.ค่ารักษาพยาบาล หรือใช้สิทธิ์ในการตรวจร่างกาย ปีละ 130,000 บาท 2.เบิกค่าการศึกษาบุตร 2คน อายุไม่เกิน 25 ปี 3.กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเพิ่มอีกเดือนละ 15,000 บาท 4.เสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลืออีก 200,000 บาท นี่คือสิทธิประโยชน์ ที่มากเกินความจำเป็น และถือว่าเป็นการเบียดเบียน ภาษีของประชาชน มาดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามา แต่กลับต้องให้ประชาชนมาดูแล โดยเฉพาะเงินบำนาญ หมายเหตุ กองทุนนี้ตั้งมา ตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 ถึงปี 2569 ใช้เงินภาษีของประชาชน มาดูแลสวัสดิการนักการเมืองแล้ว 3,821 ล้านบาท

หมอวรงค์

66,121 görüntüleme • 4 ay önce

[ รัฐบาลประชาชน | ชุดนโยบายเกษตร – มีส้ม มีเกษตรกรที่มีพลัง มีภาคการเกษตรที่มีอนาคต ] . ประเทศไทยเราถูกขับเคลื่อนด้วยภาคการเกษตร แต่พี่น้องเกษตรกรเราจำนวนมาก ยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงในหลายๆด้าน . พรรคประชาชนเราต้องการจะช่วยเหลือเกษตรกรให้ไปต่อได้ในระยะสั้น และเติบโตได้ในระยะยาว ผ่านอย่างน้อย 4 มาตรการด้วยกัน . 1. ที่ดิน . เกษตรกรจำนวนมากขาดเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดในที่ดินที่ตนเองใช้ชีวิตและทำมาหากินมาหลายรุ่น - ความมั่นคงไม่มี เข้าถึงแหล่งทุนก็ยากขึ้น จะลงทุนในการพัฒนาพื้นที่ ก็อาจจะไม่คุ้ม . พรรคประชาชนเราจะเร่งออกโฉนดให้กับประชาชน เพิ่ม 70 ล้านไร่ ภายใน 4 ปี - เร่งปิดจบเรื่อง one map เพื่อมีแผนที่หลักในการแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน - อัดฉีดงบประมาณและเทคโนโลยี เพื่อเร่งพิสูจน์สิทธิ - เปลี่ยน สปก. เป็น โฉนดอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือก 2. หนี้ . 2 ใน 3 ของเกษตรกรไทยมีภาระหนี้สิน โดย 9 ใน 10 นั้น ไม่สามารถชำระได้หรือจ่ายได้แค่ดอกเบี้ย . พรรคประชาชนเราจะช่วยเกษตรกรทุกกลุ่มหลุดออกจากกับดักหนี้สิน - สำหรับเกษตรกรสูงวัยเกิน 70 ปี: ปลดหนี้ให้หากคุณจ่ายเกินต้น และลดหนี้ให้ครึ่งนึงหากยังจ่ายไม่ถึง - สำหรับเกษตรกรที่ยังมีไฟ: ลดหนี้ให้ หากคุณช่วยรัฐในบางเรื่อง (เช่น ขุดแหล่งน้ำ ปลูกไม้ยืนต้น - สำหรับเกษตรกรที่ชำระหนี้ดี: มีรางวัลให้ ทั้งการคืนดอกเบี้ย 10% และการหักเงินต้น . 3. เงินอุดหนุน . เราจะอุดหนุนเกษตรกรภายใต้หลักคิด “ทำดี ได้มาก ได้ยาว” เพื่อให้เกษตรกรมีเงินสนับสนุน ที่ช่วยให้ไปต่อได้ ณ ปัจจุบัน ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ในอนาคต - คูปองสำหรับ “ปรับกระบวนการเพื่อเพิ่มผลผลิต” (เช่น ปรุงดิน ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ขุดบ่อน้ำ ใช้เครื่องจักร) - คูปองสำหรับ “ใช้เมล็ดพันธุ์หรือเทคนิคใหม่ๆ” (เช่น ข้าวลดโลกร้อน ท่อนพันธุ์มันทนโรค) - คูปองสำหรับ “ยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานสินค้า” (เช่น ทำฟาร์มปศุสัตว์ปลอดโรค รับรอง GAP-เกษตรอินทรีย์) - คูปองสำหรับ “แปรรูปสินค้าเกษตร” (เช่น การซื้อบริการโรงงานต้นแบบเพื่อทดสอบสินค้าในตลาดจริง โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเองตั้งแต่แรก) . 4. ราคาพืชผล . พรรคประชาชนเราจะช่วยลดความผันผวน ไม่แน่นอน และไม่เป็นธรรม ของราคาพืชผลทางการเกษตร - ตั้งกองทุน เพื่อเข้าซื้อและพยุงราคาเมื่อมีวิกฤต - เชื่อมข้อมูลและใช้ AI เพื่อสร้างระบบเตือนภัยราคาสินค้าล่วงหน้า 3 เดือน - เอาจริงกับการสวมสิทธิ์หรือสินค้าเถื่อนที่มีสารปนเปื้อน หรือที่ถูกลักลอบนำเข้าและมาตัดราคาเกษตรไทย . มีส้ม มีเกษตรกรที่มีพลัง มีส้ม มีภาคการเกษตรที่มีอนาคต . . #นโยบายรัฐบาลประชาชน #1คลิป1ชุดนโยบาย

Parit Wacharasindhu (Itim)

16,101 görüntüleme • 6 ay önce

ขอบพระลูกค้าใหม่มากน่ะค่ะ ที่ให้ความสนใจทักมาสอบถาม สอบถามไม่มาได้ไหมได้ค่ะ ปรึกษาได้ทุกเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ ยกเว้นเรื่องเงิน ทฤษฎี ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ หมอไม่จำชื่อลูกค้าค่ะจำแค่โปรไฟล์เดี๋ยวตั้งฉายาให้ใหม่ ไม่ชอบรู้เรื่องลูกค้าเยอะ ขี้เกียจมานั่งแบกเหนื่อย 🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣 🌏 4 ศาสตร์ของ #SolutionFrequency™ Anatomy&Fascia • Neuro&Breath • Zero-Rate&Gamma Focus • Cause-Map (อริยสัจ 4) TUBTIM | Thipsuwannaksara 📌 จองรอบ รับ 2 เคส/วัน | ⭕หยุดทุกวันพระ | ⭕ไม่รับนอกสถานที่ Signature: ไม่เจ็บ | ไม่เขียว|ไม่ช้ำ|ไม่ซ้ำบ่อย 🔹100 คน 100 แบบ 100 ท่วงท่า — ออกแบบสัมผัสเฉพาะบุคคล กายวิภาค + พฤติกรรม + โครงสร้าง + แรงกดสะสมแล้วปลดล็อคทั้งก้อน/ทั้งแผง/ทั้งระบบ 📍ผลลัพธ์ (โดยทั่วไป) เบา/โล่งตั้งแต่ครั้งแรก • ปลดล็อคทั้งโซ่ความตึง • ลดการกลับมาซ้ำบ่อย* 🔁อาการกลับมา ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม: มักกลับมาเป็นตึง/เมื่อย ช้าลง ~4–6 เดือน* ปรับพฤติกรรม+ฝึก: อาจช้าถึง 10 เดือน–1 ปี* เพื่อการให้ความรู้ • ไม่ใช่การแพทย์ • ผลลัพธ์แตกต่างกัน #นวดแก้อาการ #นวดไม่เจ็บ #สลายพังผืด #สลายพังผืดทั้งระบบ #คลายTriggerPoint #แก้อาการเรื้อรัง #ปวดเรื้อรังหาสาเหตุไม่เจอ #แก้ที่ต้นเหตุ #อ่านแพทเทิร์นร่างกาย #แก้ทั้งระบบ #ไม่ฝืนไม่ช้ำ #ไม่เขียวไม่ช้ำ #นวดเฉพาะบุคคล #นวดทางเลือกเพื่อสุขภาพ

TUBTIM​ | Solution Frequency Specialist — Fascia

11,457 görüntüleme • 4 ay önce

ผมเป็นเจ้าของรถ Honda HR-V ปี 2025 ใช้งานมาได้ประมาณ 10 เดือน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ได้นำรถเข้าเคลมรอบคันที่ศูนย์ฮอนด้าแห่งหนึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ทางศูนย์ฯ ได้โทรแจ้งว่า พนักงานขับรถของผมชนภายในศูนย์บริการ ทำให้รถได้รับความเสียหายหนัก ต้องเปลี่ยนประตูและมีความเสียหายหลายจุด เมื่อผมเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าประตูฝั่งคนขับเปิดอ้าเกือบ 180 องศา และต่อมาพบว่าความเสียหายนั้นกระทบถึง เสา A ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของรถ โดยศูนย์ชี้แจงว่าอุบัติเหตุเกิดจากพนักงานเข้าเกียร์ถอยหลังแล้วขับรถชนกับห้องเก็บสีภายในศูนย์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) กลับพบว่าข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคำชี้แจงในตอนแรก โดยพบว่าพนักงานยังคงอยู่ในรถตลอดเวลาขณะเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ศูนย์เสนอแนวทางเยียวยา ดังนี้: 1. ซ่อมรถให้กลับสู่สภาพเดิม 2. ให้รถสำรองใช้ระหว่างซ่อม 3. ชดเชยเงินจำนวน 200,000 บาท แต่ผมได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และยืนยันขอ "เปลี่ยนรถคันใหม่" เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกระทบต่อโครงสร้างตัวถัง และเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความผิดของผมเลย ต่อมาผมพบว่า ศูนย์ได้เริ่มดำเนินการซ่อมรถโดยที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากผม ทั้งที่ข้อพิพาทนั้นยังไม่ยุติ ผมจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงผู้จัดการโชว์รูม และติดต่อ Honda Thailand พร้อมส่งเอกสารและหลักฐานทั้งหมดให้พิจารณา จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม 2569 ทางศูนย์แจ้งว่ายังคงยืนยันเงื่อนไขการเยียวยาเดิม และปฏิเสธที่จะตอบชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากนี้ผมจะดำเนินการยื่นร้องเรียนกับ Honda Thailand ด้วยตนเอง และติดตามเรื่องต่อไปอย่างถึงที่สุด ถ้าเป็นเพื่อนๆ จะทำอย่างไร และมีคำแนะนำยังไงบ้างครับ ช่วยแนะนำผมที #hondathailand #เฮียขับรถ #อุบัติเหตุ #hondahrv #ขับรถ Cr:IBASTORYs

Red Skull

1,099,324 görüntüleme • 6 ay önce

วันนี้ครบรอบการตายของจูดิธ บาร์ซี ดาราเด็กที่ดังมาก แต่ดันโดนพ่อแท้ๆ ฆ่าตายตอนอายุแค่ 10 ขวบ เพราะพ่ออิจฉาลูกตัวเอง ทั้งที่ลูกหาเงินให้มันใช้มาตลอด เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำงานตั้งแต่ 3 ขวบจนร่างกายไม่โตตามวัย ทำงานหนักจนเครียดจนเป็นโรคดึงผมดึงขนตาตัวเอง ชีวิตเด็กคนนึงเกิดมามีแต่คำว่างาน น้องจูดิธ เกิดมาแม่ก็อยากให้ลูกเป็นดารา เพราะแม่ฝันอยากเป็นดาราแต่ไม่ได้เป็น แม่จับน้องฝึกเป็นดาราตั้งแต่ 3 ขวบ พอเริ่มพูดได้เดินได้ก็โดนฝึกทันที จนพอ 5 ขวบก็ตระเวนหางานแคสติ้งเป็นดารา จนน้องได้งานถ่ายโฆษณา ถ่ายโฆษณา 70+ งาน ได้งานเป็นนักแสดงในซีรีส์ดัง เช่น เดอะทไวไลท์โซน ได้แสดงในหนังดังพากย์เสียงการ์ตูนดัง จนพอตอนอายุ 10 ขวบ สามารถหาเงินได้ปีละประมาณ 8-10 ล้านบาท หรือประมาณ 3 แสนดอร์ลาร์ในปัจจุบัน แน่นอนว่าพ่อแม่เอาไปใช้ ก่อนหน้านี้พ่อของจูดิธเป็นช่างประปา ตอนนี้พ่อแม่ซื้อบ้านหรูในแอลเอ ใช้เงินที่ลูกหามาซื้อรถซื้อของต่างๆ ส่วนแม่จากที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ กลายเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัวของลูก จัดการอัดตารางงานให้ลูก จูดิธยิ่งโตขึ้นงานก็ยิ่งเยอะขึ้น แต่ก็แลกมากับการที่ร่างกาย ‘ไม่โตขึ้น’ อายุ 10 ขวบ สูงแค่ 112 ซม ต่ำกว่ามาตรฐานมาก เด็กคนอื่นเติบโตสมวัยเพราะได้พักผ่อนเพียงพอ แต่จูดิธทำงานเลี้ยงพ่อแม่ ต้องไปเข้ารับการรักษาฉีดฮอร์โมนช่วยให้โต แต่ด้วยอาการป่วยของน้องทำให้น้องมีงานทำเยอะขึ้นไปอีก เพราะน้องสามารถแสดงบทเป็นเด็กได้ ตัวเล็ก แต่มีสมองของเด็กโตที่จำบทได้ น้องที่ป่วยอยู่แล้วก็ยิ่งทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันน้องก็เริ่มมีอาการสติแตกกลางกองถ่ายจนคนตกใจ มีอาการชอบดึงขนตา ดึงผม เพราะเครียดเกินกว่าเด็กคนนึงจะรับไหว ชีวิตจูดิธนอกจากเรื่องงานก็มีบ้านกับโรงเรียน แต่ที่บ้านน้องไม่ได้อบอุ่นแม้ว่าจะมีทั้งเงินทองชื่อเสียง พ่อน้อง นายโจเซฟ มีอาการติดเหล้า ชอบใช้ความรุนแรง ทุบตีน้อง เคยขู่ฆ่าทั้งน้องและแม่น้อง เอามีดจ่อคอน้องก่อนน้องไปทำงาน เอาหม้อทุบน้อง บอกว่าถ้าไม่กลับบ้านจะฆ่าทิ้งให้หมด พ่ออิจฉาลูกที่มีชื่อเสียง รู้สึกตัวเองโดนด้อยค่า อีโก้ถูกทำลาย รู้สึกถูกลดทอนความเป็นชาย ทั้งที่ชีวิตประจำวันใช้เงินที่ลูกหามา แต่อายคนอื่น ขณะเดียวกันก็กลัวโดนทิ้ง กลัวว่าถ้าลูกทิ้งตัวเองจะไร้ค่า (และไม่มีเงินใช้) เลยหวาดระแวงว่าลูกสาวจะหนีไปไหน พอน้องไปโรงเรียน น้องเลยไม่ร่าเริง เด็กวัยเดียวกันไม่อยากเข้าใกล้เพราะน้องพูดอะไรน่ากลัว เช่น ด่าพ่อว่าเป็นไอ้เลวขี้เมาน่าสมเพช ไม่อยากกลับบ้าน พ่อจะฆ่าแม่และฉัน เด็กคนอื่นๆ ที่ถึงจะสิบขวบแล้วแต่มันก็ฟังดูน่ากลัว ที่โรงเรียนน้องเลยไม่ค่อยมีเพื่อน ตัวคนเดียวโดดเดี่ยว จนสุดท้ายในวันที่ 25 กรกฎาคม ปี 1988 พ่อของจูดิธ นายโจเซฟ ก็ยิงมาเรีย เมียและแม่ของลูกจนตาย แล้วไปยิงลูกสาวในห้องนอนขณะที่ลูกนอนหลับอยู่บนเตียง โทรไปบอกเอเจนซี่ว่าลูกสาวไปทำธุระ ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่มีศพ (หลอนมาก) สองวันต่อมาก็ยิงตัวตายตาม เพื่อนบ้านได้ยินเสียงปืน ตลอดเวลาที่ผ่านมาน้องมีโอกาสรอดชีวิต แม่เคยโทรแจ้งตำรวจตอนพ่อทำร้ายลูกและตัวเอง แต่ตำรวจมาถึงบอกว่า ไม่เห็นมีแผลเลยนี่นา เลยไม่จับพ่อไป ส่วนแม่ก็ถอนแจ้งความ และจูดิธเคยสติแตกในกองถ่าย ต้องพบนักจิตวิทยา ซึ่งนักจิตฯตรวจพบว่าจูดิธโดนทารุณกรรม เลยแจ้งหน่วยงานคุ้มครองเด็ก แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าแม่กำลังเตรียมตัวหย่าจากสามีเลยไม่สืบสวนต่อ แม่ของจูดิธมีอพาร์ทเมนต์เตรียมพาจูดิธหนีไปด้วยกัน แผนทั้งหมดนี้เกิดก่อนจูดิธเสียชีวิต 1 เดือน แต่สุดท้ายแม่ลังเล ไม่พาลูกหนี สาเหตุเพราะหวงสมบัติและบ้านที่ลูกสาวเป็นคนหามา กลัวต้องแบ่งสิทธิในสมบัติกับผัว เลยอยู่ต่อ ทำให้ลูกเสียชีวิต ผลงานสุดท้ายของจูดิธคือแอนิเมชั่นเรื่อง ออลด็อกส์โกทูเฮเว่น ออกฉายหลังจูดิธเสียชีวิต ทีมงานของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ใจสลายมาก ทีมงานและนักพากย์คนอื่นถึงกับช็อค นักวาดที่วาดงานไปต้องฟังเสียงน้องที่บันทึกไว้ก่อนเสียชีวิต ทุกคนใจพังมาก มีฉากที่จูดิธให้เสียงไว้ว่าจะนอนหลับแล้ว ในบทจูดิธหลับฝันดีมีโอกาสตื่นนอน แต่ชีวิตจริงจูดิธต้องหลับไปก่อนวัยอันควรตลอดกาล ถ้าจูดิธยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เธอก็จะมีอายุ 48 ปี

L O L A

996,556 görüntüleme • 9 gün önce

บุกรวบ "แพทริค" บอสโคเคนไนจีเรียซุกเงินล้านใต้ฝ้า ร้องไห้โฮกลางวงจับกุม ลั่นไม่อยากแก่ตายในคุกไทย . . เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วยนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 30 นาย เปิดปฏิบัติการบุกทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ จับกุมตัวนาย "แพทริค" (MR. PATRIC) สัญชาติไนจีเรีย วัย 47 ปี ระดับหัวหน้าขบวนการลำเลียงโคเคนจากแอฟริกาเข้าสู่ประเทศไทย หลังชุดสืบสวนใช้เวลาแกะรอยนานกว่า 4 เดือน พบพฤติการณ์สุดแนบเนียนแฝงตัวอยู่ในไทยนานถึง 17 ปี โดยใช้การสมรสอำพรางกับหญิงไทยเพื่อพำนักในราชอาณาจักร ปฏิบัติการครั้งนี้ยังสามารถรวบตัวเครือข่ายรายสำคัญได้อีก 3 ราย ประกอบด้วยนายโธมัส สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมโคเคน 0.87 กรัม และชายชาวไทยอีก 2 ราย คือนายยศและนายณัฐ พร้อมของกลางยาเสพติดและทรัพย์สินมูลค่ารวมหลายล้านบาท . เบื้องหลังความสำเร็จมาจากแผน "เข้าเกลียว" ของชุดสืบสวนนครบาล โดยส่งเจ้าหน้าที่อำพรางตัวเป็นวัยรุ่นชาวต่างชาติแฝงตัวเข้าสู่กลุ่มลับในแอปพลิเคชัน จนพบโปรไฟล์ของ "แพทริค" ที่มักสวมชุดบาทหลวงสีเขียวเพื่อสร้างภาพลักษณ์บังหน้า และคอยสั่งการจำหน่ายยาเสพติดผ่านระบบออนไลน์แบบ "ไร้ตัวกลาง" เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบและกินส่วนต่างกำไรเต็มที่ เจ้าหน้าที่ได้สะกดรอยติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิด จนกระทั่งพบว่าผู้ต้องหามีการตระเวนส่งยาให้กลุ่มลูกค้าทั้งในพื้นที่นนทบุรีและย่านพระราม 3 จึงสนธิกำลังวางแผนเข้าจับกุมแบบสายฟ้าแลบเพื่อมิให้ผู้ต้องหาไหวตัวทันหรือทำลายหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงต้นตอในต่างประเทศได้ . จังหวะการเข้าชาร์จจับกุมบริเวณปากซอยสีลม 1 เป็นไปด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากนายแพทริคมีร่างกายสูงใหญ่กำยำ เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเกือบ 10 นายเข้าตะลุมบอนเพื่อควบคุมตัว ทว่าท่าทีขึงขังดุดันกลับเปลี่ยนเป็นอาการ "แต๋วแตก" ทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่ขยายผลค้นคอนโดหรูย่านพระราม 3 แล้วพบเงินสดกว่า 1.5 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝ้าเพดานห้องน้ำ ทำเอา "บิ๊กบอส" ร่างยักษ์ถึงกับเข่าอ่อน ตะคริวกินขา และนั่งร้องไห้โฮตลอดการจับกุม พร้อมคร่ำครวญกับเจ้าหน้าที่ว่า "ขอกลับบ้าน ไม่อยากแก่ตายในคุกไทย" โดยอ้างว่าเงินจำนวนมากดังกล่าวไม่ได้มาจากการค้ายา แต่เป็นเงินที่ส่งมาจากไนจีเรียและนำไปเก็บไว้บนเพดานเพียงเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น . จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางเป็นโคเคนน้ำหนักรวม 30 กรัม (อยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม) รถยนต์ส่วนบุคคล เงินสดไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงเครื่องประดับและนาฬิกาหรูมูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้านบาท จึงได้แจ้งข้อหาหนักในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ และพื้นที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสาน ป.ป.ส. ขยายผลยึดทรัพย์ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายผิวสีที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศ . . [Thai Press | ไทยเพรส] - ข่าวคั่วเข้ม —————— #ThaiPress #ไทยเพรส #ข่าวคั่วเข้ม

THAI PRESS

184,199 görüntüleme • 3 ay önce

[ เจตจำนงที่ไม่เท่ากัน - แก้รัฐธรรมนูญยอมเดินอ้อม สถานบันเทิงครบวงจรเร่งเต็มสปีด ] . วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ 2 นโยบายของรัฐบาลที่บรรจุในคำแถลงนโยบายที่นายกฯแถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน 2567 ซึ่งประชาชนย่อมคาดหวังให้ทุกพรรคการเมืองในซีกรัฐบาลร่วมผลักดันอย่างเป็นเอกภาพและสุดความสามารถ (โดยนายกฯ ได้มอบหมาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบคำถามแทน) . 2 นโยบายของรัฐบาลที่ผมถามถึง ดูเหมือนจะมีความเห็นต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในลักษณะคล้ายๆ กัน แต่กลับมีชะตากรรมและผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกันครับ นั่นคือนโยบาย “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับนโยบาย “สถานบันเทิงครบวงจร (กาสิโน)” . [ นโยบายรัฐธรรมนูญ : บทบาทนายกฯ ในการผลักดัน รธน. ฉบับใหม่ - ใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง? ] สำหรับนโยบายเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลใช้คำว่า “เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ในเอกสารคำแถลงนโยบาย เพราะเราทราบดีว่ายิ่งเราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไปนานเท่าไร ปัญหาหลายอย่างก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นกลไกการปราบโกงที่อ่อนแอ-แทรกแซงได้ จนทำให้คะแนนความโปร่งใสของไทยแย่สุดในรอบ 12 ปี หรือไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองที่ขาดเสถียรภาพและหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ . เมื่อสิ้นปี 2567 ทุกอย่างดูจะไปได้เร็วขึ้น หลังจากผมได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพื่อไปร่วมนำเสนอต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภา จนประธานรัฐสภาเห็นตรงกันว่าเราสามารถลดจำนวนประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จาก 3 เหลือ 2 ครั้ง และบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเมื่อวันที่ 13-14 ก.พ. - แต่แม้รัฐบาลทราบเรื่องนี้มาหลายเดือน รัฐบาลกลับไม่ได้พยายามมากพอในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว - จะเสนอร่างของ ครม. เข้ามาก็ไม่มี จะแค่พูดคุยหารือกันในที่ประชุม ครม. ก็เข้าใจว่ายังไม่ทำ . พอถึงคิวต้องพิจารณา สส. รัฐบาลก็ต่างร่วมกันทำให้การประชุมดังกล่าวล่มลง - พรรคแกนนำรัฐบาลพยายามอธิบายกับสังคมว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง และ สว. ที่เขาว่ากันว่าหัวใจเดียวกัน มีข้อกังวลทางกฎหมายว่าสิ่งที่เราดำเนินการกันอยู่ จะไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้อง “เดินอ้อม” โดยการให้รัฐสภาส่งเรื่องไปถามศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน - แม้ผมยืนยันว่าสิ่งที่รัฐสภาดำเนินการอยู่ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและรัฐสภาเคยส่งเรื่องในลักษณะทำนองเดียวกันไปที่ศาลฯ มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ผมก็เคารพว่าเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอให้รัฐสภาส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 ได้ . คำถามสำคัญที่ผมถามรัฐบาล คือรัฐบาลยืนยันใช่หรือไม่ ว่าเหตุผลที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่ว่ากันว่าหัวใจเดียวกัน ยังไม่พร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพราะ “ข้อกังวลทางกฎหมาย” ที่รัฐบาลเชื่อว่าจะเคลียร์ได้ด้วยการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเพราะ “จุดยืนทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล” ที่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะเคลียร์ได้ ก็ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี . ในคำถามนี้ ผมมีข้อสงสัยเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ . (1) หากสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ต้องการ เพื่อเดินหน้าต่อคือความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุใดสัปดาห์ที่แล้ว สส. พรรคภูมิใจไทยเกือบ 70 คนและ สว. หัวใจเดียวกันอีกกว่าร้อยคน ถึงไม่มาลงมติสนับสนุนเพื่อเร่งส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ? . (2) แม้ 2 วันก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สส. พร้อมเปลี่ยนใจมาร่วมโหวตและสนับสนุนการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ และพร้อมสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ หากสิ้นข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย แต่ตราบใดที่ สว. ที่ว่ากันว่าหัวใจเดียวกัน ไม่เปลี่ยนใจมาร่วมโหวตสนับสนุนญัตติดังกล่าวด้วย อะไรจะเป็นหลักประกันว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้คำตอบกลับมาว่าเดินหน้าต่อได้ สว. กลุ่มนี้จะไม่ขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลอื่น เพราะคน 2 กลุ่มที่อาจมี “หัวใจเดียวกัน” ก็อาจตั้งใจ “แสดงออกไม่เหมือนกัน” ได้ . (3) เราจะเชื่อคำพูดจากใครได้บ้าง ในเมื่อสัปดาห์ที่แล้วขณะที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพฤหัสบดีตอนบ่ายว่าได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับให้สัมภาษณ์ตอนเย็นว่านายกฯ “ไม่เคยมาคุย” หรือหารือเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเลย พูดขัดแย้งกันต่อหน้าประชาชน จนทำให้สังคมสงสัยว่าใครพูดจริง-ใครพูดไม่จริง? . [ นโยบายสถานบันเทิงครบวงจร (กาสิโน) : จุดยืนพรรคร่วมรัฐบาลที่เปลี่ยนไป ถูกแลกมาด้วยอะไรหรือไม่? ] . ถ้าจะวิจารณ์ว่านายกฯ ยังไม่ได้พยายามมากพอในการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้หันมาสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราต้องให้ความเป็นธรรมว่าข้อวิจารณ์นี้ใช้ไม่ได้กับอีกนโยบายที่นายกฯ และพรรคเพื่อไทยดันสุดตัว นั่นคือ “สถานบันเทิงครบวงจร” อันมีกาสิโนเป็นองค์ประกอบที่ขาดหายไม่ได้ โดยความพยายามของพรรคเพื่อไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังหลังจากที่สภาฯ มีมติรับทราบรายงานผลการศึกษาและร่าง พ.ร.บ. แนบท้ายของ กมธ. วิสามัญเมื่อ มี.ค. 2567 . พอขยับมาที่ 13 ส.ค. 2567 พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า “ไม่เห็นด้วย” กับร่างกฎหมายกาสิโนใน 4 ประเด็น ( ) แต่พอผ่านไปเพียง 6 เดือน เมื่อตอนต้นปี 2568 หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีปัญหา” กับร่างกฎหมายกาสิโน จนที่ประชุม ครม. ได้ร่วมกันอนุมัติหลักการและมอบหมายให้กฤษฎีกาเร่งตรวจทานให้เสร็จภายใน 50 วันเพื่อเสนอเข้าสู่สภาฯ ในนาม ครม. ( ) . ตอนแรก ผมเข้าใจว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปของพรรคภูมิใจไทยคงเป็นเพราะร่างของ ครม. ได้มีการแก้ไขจนสามารถคลาย 4 ข้อกังวลของพรรคภูมิใจไทยได้เรียบร้อยแล้ว แต่พอเปิดดูร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร โดยเฉพาะฉบับที่ ครม. รับหลักการเมื่อ 13 ม.ค. และฉบับที่ทางกฤษฎีกาเปิดรับฟังความเห็นเมื่อ 15 ก.พ. ผมกลับเห็นว่าทั้ง 4 ข้อกังวลของพรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้ถูกแก้ไขแม้แต่เรื่องเดียว . (1) พรรคภูมิใจไทยเคยทักท้วงว่าร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร เมื่อปีที่แล้วไม่ได้แก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมาย แต่ร่างที่ ครม. รับหลักการ กลับละเลยปัญหาการพนันผิดกฎหมายยิ่งกว่าเดิม - “กองทุนป้องกันและฟื้นฟูผลกระทบจากการพนัน” ที่เคยมีอยู่ในร่างของ กมธ. เพื่อช่วยแก้ปัญหาคนที่ติดพนัน ถูกร่าง ครม. ตัดออก - มาตรการหลายอย่างในร่างของ ครม. (โดยเฉพาะการเปิดช่องเรื่องการให้ “วงเงิน” หรือ “สินเชื่อ” แก่ผู้เล่น) มีความเสี่ยงที่จะเปิดช่องให้คนที่ไม่มีกำลังไหลเข้ามาติดการพนันได้ง่ายขึ้น - ความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ว่าพอมีสถานบันเทิงครบวงจรแล้วจะทำให้คนไทยที่ปัจจุบันเล่นพนันใต้ดินหันมาเล่นพนันในกาสิโนในเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ก็ถูกตอกฝาโลงโดยกฤษฎีกาที่ไปกำหนดกำแพงไว้สูงมากว่าคนไทยที่จะเข้ามาเล่นได้ต้องมีเงินฝากในบัญชีไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อเนื่อง 6 เดือน (ซึ่งแทบจะทำให้ไม่มีคนไทยคนไหนบรรลุเงื่อนไขนี้) . (2) พรรคภูมิใจไทยเคยทักท้วงว่าร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร เมื่อปีที่แล้วไม่ได้รับประกันผลประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะได้จากกาสิโนอย่าง “มาก” และ “ชัดเจน” เพียงพอ แต่ร่างที่ ครม. รับหลักการมา กลับรับประกันผลประโยชน์น้อยลง - หากพูดถึงประโยชน์ในเชิงรายได้เข้ารัฐ: – ร่างของ กมธ. เคยเปิดกว้างว่ารัฐจะคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสูงเท่าไหร่ก็ได้ตามกลไกตลาด แต่ร่างของ ครม. กลับไปกำหนดเพดานในกฎหมายว่ารัฐจะคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตได้ไม่เกินกี่บาท – ร่างของ กมธ. เคยกำหนดว่าใบอนุญาตจะมีอายุ 20 ปี ต่ออายุได้ครั้งละ 5 ปี แต่ร่างที่ ครม. รับหลักการ กลับขยายอายุใบอนุญาตเป็น 30 ปี ต่อได้ครั้งละ 10 ปี – ร่างของ กมธ. พูดชัดว่าจะต้องมีการ “เปิดประมูล” เพื่อให้เกิดการแข่งขัน แต่ร่างของ ครม. กลับตัดเรื่องการประมูลออกไปเลย - หากจะพูดถึงประโยชน์สำหรับประชาชนในพื้นที่: – ร่างของ กมธ. เคยระบุให้รับฟังความเห็นของ “ประชาชนที่อยู่อาศัยในท้องที่ใกล้เคียง” แต่ร่างของ ครม. กลับไปทำให้การรับฟังความเห็นให้แคบลงไปอีก โดยรวมถึงแค่ “ผู้มีส่วนได้เสีย” และ “ผู้มีสิทธิหรือสิทธิครอบครองในที่ดินข้างเคียง” . (3) พรรคภูมิใจไทยยังเคยทักท้วงว่าร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร เมื่อปีที่แล้ว ไม่ตอบโจทย์เรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการกระจายนักท่องเที่ยวไปตามเมืองรองทั่วประเทศ แต่ร่างที่ ครม. รับหลักการ ก็ไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจนเรื่องนี้มากกว่าเดิม - เรื่อง “จำนวน” และ “จังหวัด” ที่ตั้งของสถานบันเทิงครบวงจรก็ยังไม่มี “หลักประกัน” ในตัวกฎหมาย แต่ไปขึ้นอยู่กับ “ดุลพินิจ” ของฝ่ายบริหาร . (4) พรรคภูมิใจไทยเคยทักท้วงว่าร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร เมื่อปีที่แล้ว ไม่มีมาตราไหนที่ระบุเรื่องการช่วยเหลือหรือดูแลแรงงานไทยในการจ้างงาน แต่ร่างที่ ครม. รับหลักการ ก็ไม่ได้มีอะไรเรื่องการ “รับประกัน” การจ้างงานคนไทยที่ชัดเจนขึ้น - ร่างของ ครม. มีเพียง 1 มาตรา ที่มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายไปกำหนดสัดส่วนการจ้างงานคนไทย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับมาตราที่เคยมีอยู่ในร่างของ กมธ. เมื่อปีที่แล้ว . ณ วันนี้ เรายังไม่ต้องพูดถึงข้อกังวลและเสียงทักท้วงจากสังคมในด้านอื่นๆ (เช่น มาตรการป้องกันการฟอกเงิน การรับประกันความโปร่งใสในการแข่งขัน การคาดการณ์ตัวเลขผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ) ว่านโยบายสถานบันเทิงครบวงจรนี้จะ “ได้คุ้มเสีย” หรือไม่ แต่หากเราพิจารณาเฉพาะแค่ 4 ข้อกังวลที่พรรคภูมิใจไทยเคยออกมาตั้งโต๊ะแถลงทักท้วง เราจะเห็นว่าร่างที่ ครม. และพรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันรับหลักการเมื่อ ม.ค. 2568 ยังไม่ได้แก้ไขในประเด็นเหล่านี้เลย รวมถึงทำให้บางประเด็นแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ . ดังนั้น ผมเลยถามตรงๆ ว่านายกฯ หรือรัฐบาลไปทำอะไรมาที่สามารถโน้มน้าวพรรคภูมิใจไทยยอมเปลี่ยนใจหันมาสนับสนุนนโยบายและร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ของ ครม. ในวันนี้ โดยผมขอให้รัฐบาลยืนยันว่า - ไม่ใช่เป็นเพราะมีการพยายามตกลงกันหลังห้องว่าจะตั้งกาสิโนที่จังหวัดหรือพื้นที่ไหน? - ไม่ใช่เป็นเพราะมีการการแลกเปลี่ยนกันระหว่างการทำกาสิโนบนดินกับการทำกาสิโนออนไลน์? - ไม่ใช่เป็นเพราะมีการเอานโยบายบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับประชาชน (เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ปัญหาสุญญากาศกัญชา) ไปแลกกับกาสิโน? . [ แก้รัฐธรรมนูญเดินอ้อม สถานบันเทิงครบวงจรเร่งเต็มสปีด - นายกฯจัดลำดับความสำคัญนโยบายอย่างไร? ] . ผมเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องปกติ ที่นายกฯ จะต้องพยายามใช้ภาวะผู้นำในการคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอื่นเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นคือความแตกต่างระหว่างเจตจำนงของนายกฯ ใน 2 นโยบายดังกล่าว . ในขณะที่การผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่านายกฯ ไม่เคยไปคุยด้วยเลย แต่พอเป็นนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร ท่านรองนายกฯ ประเสริฐบอกว่านายกฯ ใช้วิธีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจกัน . นี่คือความแตกต่างที่เห็นชัด ว่าแม้สองนโยบายนี้จะอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลทั้งคู่ - แต่นโยบายหนึ่ง นายกฯ และพรรคแกนนำรัฐบาล ยอมเดินอ้อม ยอมปล่อยเกียร์ว่าง ทั้งที่หาเสียงกับประชาชน - แต่อีกนโยบายหนึ่ง นายกฯ และพรรคแกนนำรัฐบาลพร้อมชนทุกอย่าง พร้อมเร่งสปีดเต็มที่เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น แม้ไม่เคยหาเสียงไว้กับประชาชน . ผมเชื่อว่าหลังจากนี้คงมีอีกหลายนโยบายที่มีความเห็นแตกต่างกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากจะถามว่าในบรรดานโยบายต่อไปนี้ที่อาจมีความเห็นต่างกับพรรคร่วมรัฐบาล นายกฯ และพรรคแกนนำพรรครัฐบาล จะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร และจะมีเจตจำนงที่เท่ากันหรือไม่ในการผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้สำเร็จ ท่ามกลางความเห็นต่างที่อาจจะมีของพรรคร่วมรัฐบาล (เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ / สถานบันเทิงครบวงจร / การแก้ปัญหาสุญญากาศกัญชา / การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ / การเลือกตั้งผู้ว่าฯในจังหวัดนำร่อง / การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร / การนิรโทษกรรมคดีการเมือง)

Parit Wacharasindhu (Itim)

24,116 görüntüleme • 1 yıl önce

[ รัฐบาลอนุทินต้องอยู่สั้น แต่ไม่สร้างความเสียหายที่อยู่ยาว | นโยบายต้อง “ไม่ขายของ ไม่ขายฝัน ไม่ขายสมบัติชาติ” ] . ในฐานะ สส. สมัยแรก ผมไม่เคยคิดว่าผมจะต้องมาอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปี . อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการแถลงนโยบาย 2 ครั้งก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เราคาดหวังให้ทำงานครบวาระ แต่เป็นรัฐบาล “เฉพาะกาล เฉพาะกิจ เฉพาะลักษณะ” - “เฉพาะกาล” = สภาจะอนุญาตให้มีอายุได้ไม่เกิน 4 เดือนหลังจากวันนี้ -“เฉพาะกิจ” = มีหน้าที่หลักในการยุบสภา-ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ - “เฉพาะลักษณะ” = ต้องคงสภาวะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย (ผ่านกฎหมายไม่ได้หากฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย / ถูกฝ่ายค้านล้มได้หากทำอะไรนอกลู่นอกทาง) . [ 3 “สงคราม แก้ด่วน” ที่รัฐบาลต้องทำเฉพาะหน้า ] . โดยสรุป นโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา “เฉพาะหน้า” ของประชาชนในช่วง 4 เดือนสั้นๆนี้ ควรเน้นไปที่ “3 สงคราม”” . 1. สงครามเศรษฐกิจ - กระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้ ผ่านการยกระดับ “คนละครึ่งพลัส” ไปอีกขั้น โดยเติมเงื่อนไขให้นำไปสู่การเพิ่มการบริโภคได้จริง มากกว่าแค่การ “ดึงยอดขาย” จากร้านค้านอกโครงการ มาสู่ร้านค้าในโครงการ . 2. สงครามการค้าระหว่างประเทศ - พยุงให้ผู้ประกอบการไทยลืมตาอ้าปากได้ โดยเอาจริงกับ “สินค้าสวมสิทธิ” และ “การทุ่มตลาด” เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการจาก “ภาษีอัตราสูง” จากสหรัฐ หรือ “สินค้าราคาถูก” จากจีน . 3. สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา - เร่งคืนความปกติที่ปลอดภัยให้ประชาชนโดยเร็ว ซึ่งต้องรวมถึงการเดินหน้าทำลายกระเป๋าสตางค์และที่ยืนของผู้นำกัมพูชาในเวทีโลก โดยขั้นต่ำที่สุดคือการทลายธุรกิจสีเทาที่เกี่ยวข้อง . [ ความเสี่ยงที่ “รัฐบาลอยู่สั้น แต่ความเสียหายอยู่ยาว” ] . ในเมื่อรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลอายุสั้น ผมยอมรับว่าสิ่งที่ผมกังวลที่สุด อาจไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะ “ไม่ทำอะไร ที่ควรทำ” แต่สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือรัฐบาลจะ “ทำอะไร ที่ไม่ควรทำ” เพราะหากรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหายที่รัฐบาลถัดไปย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ ก็อาจจะนำไปสู่สภาวะที่ “รัฐบาลอยู่สั้น แต่ความเสียหายอยู่ยาว” . หากจะป้องกันความเสี่ยงนี้ นโยบายและการกระทำของรัฐบาลจะต้องไม่ทำ 3 อย่าง . 1. ไม่ขายของ 2. ไม่ขายฝัน 3. ไม่ขายสมบัติชาติ . . [ ความเสี่ยง #1 = ขายของ ] . รัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้น “หาเสียง” เลือกตั้ง มากกว่า “หาทางออก” ให้ประเทศ และไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้นสร้างคะแนนนิยมให้ “รัฐบาลชุดนี้” แต่สร้างภาระและข้อจำกัดให้ “รัฐบาลถัดไป” . ตัวอย่าง 1 = ลดค่าครองชีพ . นโยบาย “ลดแลกแจกแถม” หลายข้อ ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ใช่แค่เอาเงินภาษีประชาชนในอนาคต มาทำโปรโมชันก่อนเลือกตั้ง . - เช่น การลดค่ารถไฟฟ้าอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ จนกว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จะประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้นิยาม “ค่าโดยสารร่วม” มีความชัดเจน และรัฐบาลจะมีกลไกในการเจรจากับเอกชนเรื่องค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน . - เช่น การลดค่าไฟอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังไม่มีการเจรจากับกลุ่มทุนพลังงานเรื่องสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน และการยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Adder ที่ไม่เป็นธรรม . การลดค่าครองชีพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชน แต่ข้อกังวลที่เรามี คือรัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งเต็มเพียง 4 เดือน ของงบปี 69 แต่หากเรานับเฉพาะนโยบายคนละครึ่งพลัส (ที่ท่านบอกเองว่าเป็น เฟส 1) รัฐบาลนี้กำลังจะใช้ทั้ง 100% ของงบกระตุ้น ศก. ของทั้งงบปี 69 หรือคิดเป็น 33% หากรวมเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินในงบกลางไปด้วย . ถ้ามาบวกกับโปรโมชันที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีก มันจึงเกิดข้อกังวล ว่าตกลงรัฐบาลชุดนี้จะเอาเงินในอนาคต มาใช้หาเสียงล่วงหน้ามากแค่ไหน และรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเหลือพื้นที่ทางการคลังเท่าไหร่ ในการแก้ปัญหาประชาชน . ตัวอย่าง 2 = ประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา . อีกนโยบายในคำแถลง ที่อาจถูกตั้งคำถามได้ ว่าเน้นหาเสียง หรือ เน้นหาทางออกให้ประเทศ คือข้อเสนอในการเร่งเดินหน้าทำประชามติเรื่อง MOU ไทย-กัมพูชาให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . ผมเชื่อว่าเราคนไทยเราทุกคน - ไม่ต้องการให้ไทย ถูกบีบให้ไปยอมรับแผนที่ ที่ทำให้เราเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม - ไม่ต้องการให้ MOU เป็นเพียงกระดาษที่ทำอะไรไม่ได้ แม้กัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงกี่ร้อยครั้ง . แต่ถ้ารัฐบาลอยากให้เราเชื่อ ว่ารัฐบาลคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และไม่ได้เสนอเรื่องนี้เข้ามา เพียงเพื่อเป็นเทคนิคในการหาเสียงกับบางกลุ่ม รัฐบาลควรตอบให้ชัดว่า: - คณะกรรมาธิการวิสามัญ MOU ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน จะศึกษาเรื่องสลับซับซ้อนนี้เสร็จภายใน 4 เดือนได้จริงหรือไม่ และมีแผนจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านภายใน 4 เดือนได้ - ในการทำประชามติ รัฐบาลจะถามกี่คำถาม (เช่น จะแยกคำถามเรื่อง MOU 43 & 44 หรือไม่) และหากประชาชนมีมติให้ยกเลิก รัฐบาลจะมีกลไกอะไรมาแทนที่หรือไม่ เพื่อทำให้ไทยได้เปรียบมากที่สุดในเวทีโลก . รองนายกฯ บอกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่ไม่สมควรตัดสินใจแทนประชาชน ว่าควรยกเลิก MOU หรือไม่ . แต่ถ้านายกฯ ตอบคำถามพื้นฐานผมไม่ได้ ผมก็ต้องถามกลับว่า แล้ว “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ชุดนี้ สมควรหรือไม่ ที่จะตัดสินใจแทนประชาชน ว่าทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ คือการเร่งทำประชามติให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . [ ความเสี่ยง #2 = ขายฝัน ] . ในคำแถลงนโยบาย รัฐบาลระบุว่าจะผลักดันกฎหมายระดับ พรบ. ผ่านสภา 8+ ฉบับ . แม้หลายฉบับเป็นประโยชน์ (และบางฉบับ ผมก็เคยร่วมเสนอร่าง) แต่ผมตั้งคำถามว่ากฎหมายเหล่านี้ จะผ่านสภาทัน 4 เดือนได้อย่างไร? . ตัวอย่าง 1 = พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ - ประชาชนรอมาแล้ว 2 กว่าปีหลังเลือกตั้ง แต่ร่างจากฝ่ายบริหาร ก็ยังไม่คลอดออกมา - ร่างที่ พรรคการเมือง และภาคประชาชนเสนอมาแล้วก็มีถึง 6 ร่าง มีเนื้อหาเฉลี่ยร่างละ 113 มาตรา - แต่ละร่างยังมีความเห็นต่างหลายด้านที่ไม่ง่ายต่อการหาข้อสรุปโดยเร็ว (เช่น สิทธินักเรียน คุณสมบัติครู โครงสร้างกระทรวง) . ตัวอย่าง 2 = พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (climate change) - แม้หน่วยงานมีร่างที่รับฟังความเห็นเสร็จไปแล้ว แต่ร่างดังกล่าว ก็ยาวถึง 200 มาตรา - รัฐบาลจะหยิบร่างนี้มาดันต่อ ก็อาจจะไม่ง่ายนะก เพราะเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ที่อยู่ในร่างกับในคำแถลงนโยบายวางเป้าหมายไว้ต่างกันถึง 15 ปี . ตัวอย่าง 3 : พ.ร.บ. การพนัน - ผมตั้งคำถามว่า รัฐบาลเตรียมร่างใหม่ไว้แล้วหรือยัง เพราะคำแถลงนโยบายระบุว่ารัฐบาลจะ “ควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด”... - …ซึ่งสวนทางกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน ของกระทรวงมหาดไทย สมัยคุณอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ที่เสนอให้เพิ่มอำนาจและดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการปลดล็อกการพนันออนไลน์ . ดังนั้น แทนที่รัฐบาลจะใช้เวลาในสภา 4 เดือนข้างหน้าไปกับการผลักดันกฎหมายที่แม้เป็นประโยชน์แต่ทำแล้วก็เสร็จไม่ทัน หรือทันก็จะได้แต่ทางออกแบบครึ่งๆ กลางๆ.. . ผมเสนอว่ารัฐบาลควรคืนเวลาในสภา 4 เดือนข้างหน้านี้ มาให้ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดกันกันเองระหว่างทุกพรรค ว่าจะหยิบกฎหมายอะไรบ้างที่ถูกเสนอมาแล้วและสามารถผลักดันต่อให้สำเร็จได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งอาจเป็นฉบับที่มีมาตราไม่เยอะ ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน และมั่นใจว่าทำได้ทันแน่นอน (เช่น การเพิ่มอำนาจท้องถิ่นเรื่องขนส่งสาธารณะ? การปลดล็อกโรงแรมขนาดเล็ก? การป้องกันการฟ้องปิดปาก?) . ถ้าเป็นตามข้อเสนอนี้ ร่างกฎหมายในสภา ก็จะมีแต่ร่างของ สส. และภาคประชาชน โดยไม่มีร่างของ ครม. เสียงข้างน้อย - พรรคไหนเห็นด้วยกับร่างไหน ก็มาลงคะแนนสนับสนุนร่างนั้น โดยไม่ต้องลำบากใจเรื่องการเป็นองค์ประชุมให้ใคร . [ ความเสี่ยง #3 = ขาย(สมบัติ)ชาติ ] . รัฐบาลชุดนี้พูดอยู่บ่อยครั้งว่ารักและต้องการปกป้องชาติ โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนและอธิปไตย - เป้าหมายนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขามีความกังวลใจคือรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะปกป้องสมบัติของชาติในมิติอื่นๆ ได้เท่ากับที่พร้อมจะปกป้องเรื่องอธิปไตยและเขตแดนหรือไม่ . ตัวอย่าง 1 = ทรัพยากรธรรมชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง ก็ต้องไม่ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดเอาที่ดินของรัฐมาเป็นของตนเอง . ในกรณีเขากระโดง - ในมุมหนึ่ง เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากรมที่ดินภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีจะทำอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ - แต่ในอีกมุมหนึ่ง นายกฯควรจะต้องสนับสนุนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเดินหน้าฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนแปลงต่างๆ โดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัด - ข้อเสนอของผมคือให้เริ่มต้นที่ 2 แปลง (3466 และ 8564) ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นของตระกูลใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไปในพื้นที่ [ แม้การรถไฟฯให้ข่าวเมื่อวานพอดี ว่าผู้ว่าฯได้อนุมัติการฟ้องไปแล้ว แต่ทางเราก็ต้องติดตามต่อว่าการฟ้องจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ กระบวนการจะโปร่งใสหรือไม่ และผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ] . ตัวอย่าง 2 = สถาบันทางการเมือง ที่ใช้อำนาจแทนประชาชนทุกคน . หากคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภา ได้มาซึ่งอำนาจ ผ่านการกระทำที่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ต่างอะไร จากการขโมยอำนาจจากประชาชนและประเทศชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง และต้องการ “รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด” - รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่ถูกพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องกับการโกง สว. มีที่ยืนในรัฐสภาแห่งนี้ - รัฐบาลต้องทำเต็มที่เพื่อไม่ให้กระบวนการสอบสวนมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปเกี่ยวข้อง (เช่น ทำความเข้าใจกับ สว. ให้หยุดใช้อำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระและกรรมการ กกต. ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่คดีตนเองยังอยู่ที่ กกต. / กำกับให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ที่เคยเป็นตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ สว. ที่ถูกข้อกล่าวหา) ไม่แทรกแซงและฟอกขาวให้กับอดีตหัวหน้าตนเอง) . 4 เดือนข้างหน้านี้ จึงเป็นภารกิจสำคัญของพวกเราฝ่ายค้าน ที่จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ปล่อยให้ รัฐบาลที่อายุสั้นนี้ มาทำให้ประเทศเสียหายยาว . . [ ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ? ] . แต่อีกภารกิจสำคัญของพวกเราพรรคประชาชน คือการกำกับให้รัฐบาลทำตามเงื่อนไข MOA ในการปลดล็อกเรื่องการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ . เราไม่เคยบอกว่าให้รัฐบาลชุดไหน ต้องทำเรื่อง รธน. เรื่องเดียว โดยไม่ทำเรื่องปากท้องหรือเรื่องอื่นๆ แต่เรายืนยันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ว่าตั้งแต่เรามี รธน. 2560 บังคับใช้ ชีวิตคนไทยต้องได้รับผลกระทบจากสภาวะ “ประชาธิปไตยถดถอย นโยบายล้าหลัง การทุจริตเรื้อรัง” . 1. ประชาธิปไตยเราถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะ รธน. 2560 ออกแบบให้สถานบันทางการเมืองขาดความยึดโยงกับประชาชน - ประชาชนลงคะแนนให้กับ สส. พรรคหนึ่ง แต่ สส. เหล่านั้น ก็หอบเสียงย้ายค่ายไปทำงานกับอีกพรรคหนึ่งได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตประชาชน - ประชาชนเลือก สส. เข้าไปในสภา เลือกรัฐบาลเข้าไปในทำเนียบ แต่คนที่ถูกมองว่าชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรเสนอได้ นโยบายอะไรทำได้ บุคคลใดอยู่ในคณะรัฐมนตรีได้ กลับเป็นตุลาการ 9 คน ในศาลรัฐธรรมนูญ . 2. นโยบายเราไม่มีนวัตกรรมเชิงนโยบายมากเท่ากับเมื่อ 20 ปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะ รธน. 2560 ทำให้รัฐบาลขาด “สมาธิ” และ “แรงจูงใจ” ในการคิดค้นนโยบายใหม่ๆ - สมาธิในการทำนโยบายยากๆ ก็ต้องเสียไปกับการรับมือกับคำร้องและนิติสงคราม - แรงจูงใจการทำนโยบายให้สำเร็จ ก็ลดน้อยลง เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลที่ผ่านมากลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจหรือปลายปากกาของประชาชน . 3. การทุจริตเรา ได้คะแนนแย่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนหนึ่งเพราะ รธน. 2560 ที่ถูกโฆษณาว่าเป็น รธน. ปราบโกง กลับเป็น รธน. ที่ปราบได้เฉพาะคนที่อยากปราบ - กลไกตรวจสอบถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งกัน มากกว่าปกป้องภาษีประชาชน - ป.ป.ช. ก็ถูกตั้งคำถามทุกครั้ง ที่ต้องมาทำคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองผู้มากบารมี (เช่น นาฬิกาหรู) - ส.ต.ง. ก็ถูกมองว่าขยันผิดจุด ไล่ล่าครูที่ทำใบเสร็จซื้อเครื่องเขียนหาย แต่กลับปล่อยให้ตึกตนเองถล่มลงมาได้ . แน่นอนว่า พวกผมไม่เคยมีใครเรียกร้องให้เราต้องมีการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ เสร็จทั้งหมดภายใน 4 เดือน . แต่พวกผมก็รับไม่ได้เช่นกัน กับข้อความในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้อย่าง “กว้าง” และ “เบาหวิว” - ซึ่งไม่ได้สัดส่วนเลย กับข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้ ขึ้นอยู่ความสำเร็จของรัฐบาลในการผลักดันวาระการแก้รัฐธรรมนูญ . ถ้านายกฯ ยังอยากจะไปต่อได้ ตามเงื่อนไข MOA ที่ลงนาม ผมเห็นว่านายกฯ จำเป็นต้องลุกขึ้นมายืนยันในสภาแห่งนี้ ให้ชัดเจนใน 2 เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ . [ ข้อเสนอ 1 : Roadmap 4 เดือน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ] . นายกฯควรต้องลุกขึ้นมายืนยันให้ชัด ว่าเป้าหมายของรัฐบาลใน 4 เดือนข้างหน้า คือการเดินหน้าให้มี “ประชามติรัฐธรรมนูญรอบแรก” พร้อมกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องเป็นการทำประชามติครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ในคราวเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 คำถาม ตามคำวินิจฉัย ศาล รธน. - 1. เห็นด้วยหรือไม่กับการมี รธน. ฉบับใหม่ - 2. เห็นด้วยหรือไม่กับโมเดล สสร. หรือ กลไกในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ในร่างแก้ไข รธน. หมวด15/1 ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ . ถ้าจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ นายกฯควรนำทัพรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาจากซีกรัฐบาลทุกคน ในการทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการ 4 เดือนข้างหน้านี้ เดินหน้าโดยไม่สะดุด - ร่างแก้ไข รธน. หมวด 15/1 ของ 3 พรรคหลักที่ยื่นเข้ามาแล้ว ควรจะต้องได้รับความเห็นชอบในวาระที่ 1 ในวันที่ 14-15 ตุลาคม - กมธ. วิสามัญฯ ที่จะตั้งขึ้นมาหลังจากนั้น จะต้องถกเถียงทุกความเห็นต่างและหาข้อสรุปให้เสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อส่งร่างกลับมาให้รัฐสภาได้พิจารณาในวาระที่ 2 & 3 เสร็จ ภายในสิ้นเดือน ธันวาคม - รัฐบาลต้องใช้เวลาหลังปีใหม่ ทำงานกับ กกต. เพื่อเตรียมความพร้อมและเคาะวันประชามติก่อนจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน มกราคม . [ ข้อเสนอ 2 : โมเดล สสร. ที่มีประชาชนในสมการ ] . แต่แค่ “เสร็จ” ทันเวลาอย่างเดียวไม่พอ . ถ้านายกฯต้องการทำให้ภารกิจเรื่อง รธน. “สำเร็จ” ตาม MOA ก็ควรต้องลุกขึ้นมายืนยันให้ชัดว่าจะสนับสนุนโมเดล สสร. หรือ กลไกในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ที่มีประชาชนอยู่ในสมการ . - หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มบอกว่า สสร. เลือกตั้งไปต่อได้ นายกฯก็ต้องสนับสนุน สสร. เลือกตั้งเต็มที่ ตามที่ได้เซ็นไว้ใน MOA . - แต่แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มทำให้ สสร.เลือกตั้งไปต่อได้ยาก นายกฯก็ต้องไม่ฉวยโอกาส โดยการเอาคำวินิจฉัยดังกล่าว มากดดันให้รัฐสภาต้องเห็นชอบกับโมเดล สสร. ที่ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกเกินจำเป็น และไปเพิ่มช่องโหว่ให้เกิดการฮั้วและกินรวบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ . [ ภารกิจในการโน้มน้าวสมาชิกวุฒิสภา ] . การที่นายกฯ ลุกขึ้นมายืนยัน ทั้ง roadmap และหลักการเรื่อง สสร. ในที่ประชุมสภา.. . จะไม่เป็นเพียงแค่การยืนยันว่าท่านจะยังรักษาสัญญาตาม MOA ที่ทำไว้กับพวกผมพรรคประชาชน . แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สื่อสารโดยตรงกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ . แม้ภารกิจในการทำความเข้าใจและโน้มน้าว สว. เป็นภารกิจของทุกคนทุกพรรค . แต่ภารกิจนี้ คงไม่มีบุคคลใดทำได้ดี เท่ากับคนที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” . เพราะคุณอนุทินไม่เพียงแต่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมีหน้าที่ในการผลักดันนโยบายหลักของรัฐบาลให้สำเร็จอยู่แล้ว . แต่คุณอนุทินยังเป็นบุคคลที่ใจตรงกันกับ สว. ในหลายเรื่อง และลงเรือลำเดียวกันกับ สว. ในหลายเหตุการณ์ . ไม่ว่านายกฯจะปฏิเสธความสามารถพิเศษตรงนี้อย่างไร . แต่ประชาชนทราบดี ว่าความร่วมมือของ สว. ต่อการแก้ไข รธน. ใน 4 เดือนข้างหน้านี้ คือตัวชี้วัด “ความจริงจัง” และ “ความจริงใจ” ของนายกฯ ในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ . . ฌ เวลานี้ ความหวังของประชาชนจำนวนมากเรื่องการแก้ รธน. อยู่ในมือนายกฯ อนุทิน แต่หลายคนยังไม่เชื่อ ว่านายกฯจะทำให้ความหวังของเขาเป็นจริงได้ . หากต้องการสร้างความเชื่อมั่นกับพวกเขา ขั้นต่ำที่นายกฯต้องทำ คือลุกขึ้นมาชี้แจงและยืนยันให้เขาเชื่อให้ได้ว่า: . นายกฯไม่ได้มองว่าการแก้ รธน. เป็นเพียง “ภาระ” ที่ท่านต้องทำให้เสร็จๆไปตาม MOA . แต่นายกฯมองว่าการแก้ รธน. เป็น “วาระ” ที่สำคัญ ในการซ่อมประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีให้กับคนไทย . . #ประชุมสภา

Parit Wacharasindhu (Itim)

44,995 görüntüleme • 10 ay önce

📣 จากอดีตเศรษฐีนีร้อยล้าน สู่ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินมหาศาลเพราะถูกลูกจ้างคนสนิทหักหลังโกง ทว่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยยอมแพ้ นำสมบัติชิ้นสุดท้ายออกขาย เพื่อต่อลมหายใจให้หมาแมวจรจัดเกือบ 2,000ชีวิต ◼️ เรื่องราวของ "ป้าติ๋ม" หรือ คุณกวิพร วินิจเถาปฐม เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2546 จากความสงสารลูกสุนัขที่ถูกทิ้งไว้ในกรงของร้านขายสัตว์เลี้ยงในยามค่ำคืน ◼️ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ป้าติ๋มได้เริ่มนำอาหารไปเลี้ยงสุนัขจรจัดตามริมถนน วัด และแคมป์คนงานก่อสร้าง พร้อมทั้งช่วยทำหมันและรักษาโรคให้สัตว์เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ◼️ ความเมตตาได้ก่อตัวจนกลายเป็น "บ้านนางฟ้าของสัตว์จร" ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี (ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมปศุสัตว์) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่พักพิงของสุนัขและแมวจรจัดกว่า 1,700 ชีวิต (จากที่เคยมียอดสูงสุดถึงกว่า 2,000 ตัว) ◼️ ในอดีต ป้าติ๋มคือมหาเศรษฐีนี เจ้าของบริษัทขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก โดยมีรถโม่ปูนในความดูแลถึง 280 คัน และสร้างรายได้เข้าบริษัทกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน ◼️ ทว่าเธอเลือกที่จะนำเงินรายได้เฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาทต่อเดือน มาเป็นค่าอาหาร ยารักษาโรค และค่าจ้างคนงานเพื่อดูแลสัตว์จรจัด ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้อุทิศเงินส่วนตัวไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ◼️ ความเสียสละของป้าติ๋มยิ่งใหญ่ถึงขั้นยอมนำสมบัติล้ำค่าอย่าง "พระสมเด็จวัดระฆัง" ไปปล่อยเช่าในราคา 3 ล้านบาท เพื่อนำเงินทุกบาททุกสตางค์มาซื้ออาหารให้สัตว์จนหมดสิ้น 🔵 มรสุมชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อความไว้ใจถูกทำลายจนสูญสิ้นธุรกิจ ◼️ จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อสามีของป้าติ๋มล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิตลง เธอจึงมอบความไว้วางใจให้หัวหน้าช่างคนสนิทดูแลกิจการ แต่ลูกจ้างคนดังกล่าวกลับลักลอบเปิดบริษัททับซ้อนและนำบิลมาเบิกเงินกับทางบริษัทของเธอ ◼️ ความจริงปรากฏในเดือนเมษายน 2567 เมื่อมีสายโทรศัพท์ติดต่อมาขอซื้อ "เล่มทะเบียนรถ" ในราคา 50,000 บาท ทำให้ป้าติ๋มทราบว่าลูกจ้างคนสนิทได้แอบนำรถโม่ปูนจำนวน 32 คัน ไปทยอยขายทอดตลาด สร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ◼️ แม้จะมีการแจ้งความและผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวแล้ว แต่ระยะเวลาผ่านไปกว่า 8 เดือน เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับยังไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้แม้แต่คันเดียว ทั้งที่ป้าติ๋มได้ให้ข้อมูลจุดจอดรถอย่างชัดเจน จนท้ายที่สุดบริษัทต้องปิดตัวลง ◼️ ในวันนี้ ป้าติ๋มเหลือเพียงเล่มทะเบียนรถเปล่า ไร้ซึ่งทรัพย์สินที่เคยมี และต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโต จนต้องตัดสินใจประกาศขายบ้านมูลค่า 25 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ธนาคาร 🔵 ยอมสละสมบัติชิ้นสุดท้าย เพื่อแลกกับอาหารและลมหายใจของสัตว์นับพัน ◼️ ล่าสุดเรื่องราวได้กลายเป็นไวรัลที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อป้าติ๋มและลูกชายได้นำ "กรอบพระทองคำ" เดินทางไปยังร้านทองนะโม เพื่อขอขายขาดนำเงินมาซื้ออาหารให้สุนัข ◼️ ป้าติ๋มเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้นำกรอบพระไปจำนำไว้ในราคา 100,000 บาท แต่ปัจจุบันไม่สามารถแบกรับภาระดอกเบี้ยเดือนละกว่า 4,000 บาทได้อีกต่อไป โดยยอดดอกเบี้ยสะสมพุ่งสูงกว่า 20,000 บาท จึงจำใจต้องขายสมบัติชิ้นท้ายๆ ที่เหลืออยู่ ◼️ นับเป็นความโชคดีที่เจ้าของร้านทองมีจิตเมตตา ได้ช่วยประเมินราคาทองตามน้ำหนักจริงและรับซื้อไว้ในราคา 122,938 บาท ทำให้ป้าติ๋มได้รับเงินส่วนต่างไปหมุนเวียนต่อ อีกทั้งทางร้านยังอาสาเข้ามาช่วยดูแลและวางแผนแก้ปัญหาหนี้สินต่างๆ ให้ป้าติ๋มโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 🔵 พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และลูกชายผู้เปี่ยมด้วยความกตัญญู ◼️ ท่ามกลางวิกฤตชีวิต ป้าติ๋มได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานความช่วยเหลือเป็นค่าอาหารสุนัขเดือนละ 100,000 บาท (เทียบเท่าอาหารสุนัข 163 กระสอบต่อเดือน) มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตสัตว์จรจัดนับพัน ◼️ อีกหนึ่งแสงสว่างในชีวิตคือ ลูกชายวัย 37 ปี ผู้มีประวัติการศึกษาอันยอดเยี่ยม (จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา และเป็นนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติดีเด่น มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่ตัดสินใจสละอนาคตหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อมาอยู่เคียงข้างและช่วยมารดาดูลสัตว์ ◼️ สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดคือ ลูกชายไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนิคุณแม่แม้แต่ครั้งเดียว ที่นำทรัพย์สินมหาศาลของครอบครัวมาอุทิศเพื่อสัตว์จรจัด ปัจจุบันทั้งสองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำ ◼️ ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของป้าติ๋มได้รับการเชิดชูเกียรติในระดับสากล โดยแบรนด์ช็อกโกแลตระดับโลกอย่าง Hershey's ได้คัดเลือกภาพใบหน้าของเธอไปตีพิมพ์บนซองผลิตภัณฑ์ เพื่อยกย่องในฐานะสตรีผู้สร้างคุณูปการอันล้ำค่าแก่สังคม Cr. สรุปเนื้อหาอรรถรส คลิปวิดีโอร้านทองนะโม

ฉันเล่าแล้วเธอห้ามบอกใครนะ

457,112 görüntüleme • 18 gün önce