正在加载视频...

视频加载失败

ความจริงแล้ว วงน้องเขามีสี่คนน. #คนของแปลน

32,636 次观看 • 2 年前 •via X (Twitter)

10 条评论

ᡴꪫ𝗡𝗟𝗬𝗥𝗡·˚ ༘✨ᵕ̈. 的头像
ᡴꪫ𝗡𝗟𝗬𝗥𝗡·˚ ༘✨ᵕ̈.2 年前

เชื่อละค่ะ😂.

Photchanin Viset 的头像
Photchanin Viset2 年前

อุ้ย สี่สาวน่ารักเลย😅💗

𝐓u𝔪𝕟𝐨i💚 的头像
𝐓u𝔪𝕟𝐨i💚2 年前

ใช่ม่ะ ต้องมี 4คน😂

ชอบสายน้ำ 的头像
ชอบสายน้ำ2 年前

😁

ᴍᴇᴡ ᴀᴘᴍ 🍎 ˚ꔛ 的头像
ᴍᴇᴡ ᴀᴘᴍ 🍎 ˚ꔛ2 年前

น่ารักกกกก!

ยายแอบติ่ง 的头像
ยายแอบติ่ง2 年前

🤣🤣🤣🫣

ห้ะอะไรนะ 的头像
ห้ะอะไรนะ2 年前

เอ็นดูคนเต้นตามไม่ทัน555

💐FOCUS💐 的头像
💐FOCUS💐2 年前

มีคนแปลกเพื่อน😂💚

French 的头像
French2 年前

ตรงกลางเสื้อขาวเต้นน่ารักมากเลย💗@bplannnnn

Kanungnit ( 1 )💚🦁 的头像
Kanungnit ( 1 )💚🦁2 年前

5555 จริง เขามี 4 คน

相关视频

[ ต้องเป็นนายกฯแบบไหน ที่ฟังผิดเอง เข้าใจผิดเอง แต่ยังกล้ามาต่อว่าคนอื่นว่าไม่ทำการบ้าน แถมยังคอยมีประธานสภามาช่วยปิดไมค์ฝ่ายค้าน-ตัดจบประชุมสภาให้? ] . วันนี้ ผมถูกพาดพิงโดยท่านนายกฯในหลายประเด็น - ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเห็นที่แตกต่างกันซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ติดใจอะไร / แต่มี 1 ประเด็น เรื่องการแบ่ง “คลัสเตอร์” รองนายกฯ ที่ท่านนายกฯกล่าวหาผมว่า “ไม่ทำการบ้าน” ทั้งๆที่ ท่านนายกฯเองเป็นฝ่ายที่เข้าใจคลาดเคลื่อน . ท่านนายกฯ กล่าวหาว่าผมไม่ทำการบ้าน และจินตนาการไปเองว่า ผมกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเอากระทรวงเกษตรไปดูแล แถมยังมาทำทีท่าถามผมเสมือนกับว่าผมไม่รู้หรอ ว่าท่านนายกฯ มอบหมาย กระทรวงเกษตรฯ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รองนายกฯ ยศชนัน จากพรรคเพื่อไทย . คำตอบคือ “ผมรู้ครับ ผมก็อภิปรายเช่นนั้น และนั่นแหละคือประเด็นของผม” . ถ้าย้อนไปฟังคำอภิปรายของผม ก็จะเห็นชัดว่าผมรู้ว่าท่านนายกฯ มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ภายใต้รองนายกฯ ยศชนัน และการตัดสินใจเช่นนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมตั้งคำถามว่าท่านนายกฯกำลังแบ่งคลัสเตอร์เพื่อ “แก้โจทย์การเมือง” หรือ “แก้โจทย์ประเทศ” . เพราะหากท่านนายกฯยึด “โจทย์ประเทศ” ผมเห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรอยู่ภายใต้รองนายกฯ ศุภจี ที่ดูแลคลัสเตอร์การผลิต การค้า และการบริการ . แต่ในเมื่อท่านนายกฯ ตัดสินใจย้ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ไปอยู่ภายใต้ รองนายกฯ ยศชนัน ที่ดูแลคลัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ แทน ผมจึงตั้งคำถามว่าท่านตัดสินใจแบบนี้เพราะยึด “โจทย์การเมือง” เป็นหลักใช่หรือไม่ เพียงเพราะ รองนายกฯ ยศชนัน กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร (รมว. สุริยะ) มาจากพรรคเดียวกัน . ความจริงเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ผมได้อภิปรายในคืนนี้) แต่การที่ท่านนายกฯ ไม่ตั้งใจฟัง เข้าใจผิดเอง และยังเอาความมั่นใจผิดๆมากล่าวหาว่าคนอื่นไม่ทำการบ้าน ก็น่าจะยิ่งสะท้อนถึงวุฒิภาวะของท่านนายกฯ และตอกย้ำว่าคนที่ไม่ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่คือตัวท่านนายกฯเอง . ความจริงแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 47 ผมมีสิทธิยืนขึ้นและใช้สิทธิพาดพิงได้เลยทันทีที่โดนพาดพิง แต่ผมอยากให้เกียรติไม่ขัดจังหวะท่านนายกฯระหว่างพูด เลยตั้งใจว่าจะใช้สิทธิพาดพิงหลังนายกฯพูดจบ - เผอิญผมไม่คิดว่าเราจะเจอประธานสภาที่ต้องการปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้ใช้สิทธิพาดพิงและปิดประชุมทันที ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับ . เรื่องนี้จึงตอกย้ำ ว่าเรากำลังทำงานในสภา ที่พร้อมปิดปากฝ่ายค้าน และยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่นายกฯ พูดว่าพร้อมรับฟัง สส. ทุกคนไม่เป็นความจริง

Parit Wacharasindhu (Itim)

177,997 次观看 • 3 个月前

[ “ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว” : การเอาจริงเรื่องสแกมเมอร์ จะฟื้นฟูบทบาทไทยในเวทีโลก ] . ปัญหาเรื่องอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ (สแกม) เป็นปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดอันดับต้นๆ ที่สังคมคาดหวังให้รัฐบาลแก้ไข . หากรัฐบาลเอาจริงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประชาชนและประเทศเราจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล เปรียบเสมือนการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว” . 1. ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยที่ต้องสูญเสียเงินหลักหลายร้อนล้านบาทต่อวัน 2. ยุติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หากรายได้จากสแกมเมอร์กำลังหล่อเลี้ยงเครือข่ายที่ใกล้ชิดผู้นำกัมพูชา 3. รื้อฟื้นบทบาทและสถานะของไทยในเวทีโลก เนื่องจากปัญหาสแกมเป็นวิกฤตระดับนานาชาติ . วันนี้ ผมได้อภิปรายในสภาเพื่อขยายความข้อเสนอแนะในประเด็นที่ 3 . ความจริงแล้ว ความตื่นตัวของโลกต่อปัญหานี้เป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย . ในมุมหนึ่ง โลกต้องการไทย . ประเทศต่างๆรู้ดี ว่าเขาแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ไม่ได้ หากไทยไม่ร่วมมือ เพราะในเชิงภูมิศาสตร์ ไทยเราถูกล้อมรอบทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ด้วยประเทศที่เป็นแหล่งรวมศูนย์สแกมของโลก . สงครามกับสแกมเมอร์จะชนะหรือแพ้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยว่า - จะเป็น “ส่วนต่อขยาย” ของเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน - หรือจะเป็น “สะพาน” ให้กับทั้งโลกในการเข้าไปทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ . แต่ในอีกมุมหนึ่ง ไทยเราต้องการโลก . ในการรับมือกับปัญหาที่มีลักษณะเป็น “อาชญากรรมข้ามพรมแดน” เราต้องอาศัย “มาตรการที่ทำงานข้ามพรมแดน” เช่นกัน . - จะจับกุมอาชญากรที่หลอกลวงคนไทยจากฐานที่ตั้งในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องอาศัยความร่วมมือด้านข้อมูล และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน . - จะสกัดกั้นและยึดคืนเส้นเงินที่ถูกโอนข้ามประเทศ ก็ต้องร่วมมือกันเรื่องเทคโนโลยี การอายัดทรัพย์ และการยกระดับมาตรฐานป้องกันการฟอกเงิน . - จะลบหรือ take down โฆษณาหลอกลวงที่ว่อนอยู่ออนไลน์ ก็ต้องขอความร่วมมือจากบริษัทแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไทยขอเองไม่ได้ . - จะเร่งช่วยเหลือและเยียวยาคนไทย ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานในศูนย์ ก็ต้องประสานความร่วมมือกับองค์กรด้านมนุษยธรรมนานาชาติ . . จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายว่าในการประชุม ASEAN ที่มาเลเซียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา: - แม้นายกฯ มีการพูดถึงการเสนอตัวให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ - แต่นายกฯ กลับไม่ได้มีแผนที่เตรียมไปนำเสนออย่างชัดเจน ว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบอย่างไร และจะเชิญชวนประเทศอื่นมาร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร . บทสนทนาเบื้องต้นจากการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ที่กำลังดำเนินการอยู่ ก็ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นนี้ . ในเชิงรูปธรรม ผมเห็นว่าไทยสามารถใช้เรื่องการปราบสแกมเมอร์เพื่อลุกขึ้นมามีบทบาทนำในเวทีโลกได้ในอย่างน้อย 2 มิติ . [ 1. ชิงบทบาทนำในเวทีอาเซียน (ASEAN) เพื่อใช้กลไกและทรัพยากร ASEAN ที่มีอยู่ในการปราบสแกมเมอร์ ] . หลายคนก็จะมองว่ากลไก ASEAN ที่ผ่านมา ไร้น้ำยา หรือไร้ประสิทธิภาพ . แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง กลไก ASEAN จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าไทยเราเองใช้กลไก ASEAN ได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน หากย้อนไปดู ASEAN Declaration on Transnational Crime 1997 (ปฏิญญาของอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ) เราจะเห็นว่าปฏิญญาดังกล่าวมีการพูดถึงการพิจารณาตั้งศูนย์ ASEAN Centre on Transnational Crime (ACOT) แต่ผ่านมาเกือบ 30 ปี ศูนย์นี้ก็ยังไม่เกิด . ดังนั้น หากไทยเอาจริงเรื่องการใช้กลไก ASEAN เราควรเดินหน้าเสนอให้เร่งตั้งศูนย์ดังกล่าว ในประเทศไทยเพื่อรวมทรัพยากรและฐานข้อมูลของทั้งภูมิภาคในการปราบสแกมเมอร์ . [ 2. ใช้ประเด็นเรื่องสแกมเมอร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาสมดุลระหว่าง 2 มหาอำนาจ ] . ที่ผ่านมาไทยเราถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งว่าเรากำลังถูกสหรัฐและจีน ดึงเราไป-มา ในทางที่อาจไม่ได้ก่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศ (เช่น กรณีส่งกลับชาวอุยกูร์เมื่อต้นปี หรือ กรณีล่าสุดที่มีการเซ็น MOU กับสหรัฐเรื่องแร่หายาก) . ดังนั้น ในเมื่อสแกมเมอร์เป็นปัญหาที่มีเหยื่อคนสหรัฐและคนจีนจำนวนมาก จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะใช้ประเด็นเรื่องสแกมเมอร์ มาพลิกบทบาทของไทยในเวทีโลก ให้เปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ที่ถูกบีบ” ให้ต้องเลือกระหว่างขั้วอำนาจมาเป็น “ผู้ที่ใช้ประโยชน์” จากสภาวะภูมิรัฐศาสตร์โลกดังกล่าว . ผมไม่แน่ใจว่าครั้งสุดท้าย ที่ผู้นำระดับสูงของสหรัฐและจีน มาพบกันที่ไทย คือปีไหน และในวาระอะไร และแน่นอนว่าเป้าหมายดังกล่าวในบริบทโลกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าจะมีสักเรื่องที่ผมคิดว่าไทย อาจพอจะเป็น “ตัวเชื่อม” หรือ “เจ้าภาพ” ได้ในการเชิญทั้ง สหรัฐ และ จีน (รวมถึงประเทศอื่นๆทั่วโลก) มาร่วมสนทนาและร่วมมือกันแก้ปัญหาระดับนานาชาติก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการปราบสแกมเมอร์ . . ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่าง ของ นกตัวที่ 3 หรือประโยชน์เด้งที่ 3 ที่เราจะได้ จากการเอาจริงเรื่องสแกมเมอร์ . เพราะนอกจากการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของเหยื่อคนไทยที่ถูกหลอกลวงแล้ว . นอกจากการยุติความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเพื่อคืนความปลอดภัยให้พี่น้องตรงชายแดนแล้ว . แต่หากเราพลิกวิกฤตดังกล่าวมาเป็นโอกาสในการทำให้ไทยกลับมามีบทบาทนำในเวทีโลก . หากเราทำให้คนทั่วโลก นึกถึงประเทศไทย ทุกครั้งที่เขานึกถึงการปราบปรามสแกมเมอร์หรือการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในโลกออนไลน์ . อิทธิพลหรือ “ซอฟต์พาวเวอร์” (soft power) ที่ไทยเราจะมีในเวทีโลกหลังจากนี้ไป จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับผลประโยชน์ของคนไทยในอนาคต

Parit Wacharasindhu (Itim)

15,402 次观看 • 9 个月前

[ ข้อเสนอปฏิรูปงบประมาณการศึกษา มุ่งเป้าสู่เป้าหมาย "เรียนฟรี" จริง ] . วันนี้ ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2565 ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) . แม้เราได้ยินคำว่านโยบาย “เรียนฟรี” มาหลายปี แต่เราต้องยอมรับว่าต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาจากการที่การศึกษานั้น “ไม่ฟรีจริง” . สถิติที่น่าตกใจ คือในทุกๆ 100 บาทที่ถูกใช้ไปกับการศึกษา รัฐเป็นคนจ่ายประมาณ 78 บาท ในขณะที่ครัวเรือนและผู้ปกครองต้องควักเองอีก 22 บาท . ดังนั้น โจทย์หลักที่ผมได้อภิปรายในวันนี้คือการตั้งคำถาม 4 ข้อ ในการพยายามถอดบทเรียนจากการดำเนินงานของ กสศ. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อออกแบบแนวทางปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณการศึกษา เพื่อให้การศึกษานั้น “ฟรีจริง” . คำถาม #1 = งบที่ กสศ. จัดสรรตรงให้ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนพิเศษภายใต้ชื่อ “ทุนเสมอภาค” . ที่ผ่านมา อัตราทุนเสมอภาคที่ กสศ. จัดสรรต่อนักเรียนยากจนพิเศษ 1 คน นิ่งอยู่ที่ 3,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 ซึ่งสวนทางกับรายได้ครัวเรือนของครอบครัวยากจนพิเศษที่มีแต่ลดลงๆ และค่าครองชีพด้านการศึกษาที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ . คำถาม: กสศ. มีแผนจะ เพิ่มอัตราของทุนเสมอภาคหรือไม่ และเป็นเท่าไหร่? และนอกจากการเพิ่มอัตราแล้ว กสศ. มีแผนจะ ขยายฐานนักเรียน ที่จะเข้าเกณฑ์ในการได้รับทุนเสมอภาคหรือไม่ อย่างไร? . คำถาม #2 = งบที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรไปที่โรงเรียนสำหรับการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนทุกคน . ปัญหาหนึ่งที่ทำให้หลายโรงเรียนขนาดเล็กขาดทรัพยากร เป็นเพราะการจัดสรรงบให้แต่ละโรงเรียนใช้สูตรที่คำนึงถึงจำนวนนักเรียนหรือรายหัวนักเรียนเป็นหลัก จนทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ บางโรงเรียนก็มีครูไม่พอ ในขณะที่ครูไม่กี่คนที่มีอยู่ ก็ต้องแบทั้งภาระงานสอนและภาระงานอื่นๆ . คำถาม: กสศ. มีข้อเสนออย่างไร เพื่อทำให้การจัดสรรงบระหว่างโรงเรียนมีความเป็นธรรมมากขึ้น และเพื่อทำให้เด็กทุกคน เข้าถึงโรงเรียนที่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ? . คำถาม #3 = ประสิทธิภาพของการจัดสรรงบระหว่างการให้ตรงไปที่ผู้ปกครอง-นักเรียน (ในฐานะผู้รับบริการการศึกษา) vs. การจัดสรรงบผ่านโรงเรียน (ในฐานะผู้ให้บริการการศึกษา) . โจทย์นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการออกแบบระบบงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวม โดย กสศ. เป็นหน่วยงานที่อยู่ในจุดที่จะตอบประเด็นนี้ได้ดี เพราะปัจจุบัน นักเรียนยากจนพิเศษ ที่ กสศ. เป็นคนคัดกรอง ได้รับเงินอุดหนุนผ่านกลไกทั้ง 2 ประเภท . 1. “ทุนเสมอภาค” ที่ กสศ. จ่ายตรงไปให้นักเรียน/ผู้ปกครอง (ในลักษณะของ demand-side financing) 2. “เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ที่ สพฐ. จัดสรรไปที่โรงเรียน (ในลักษณะของ supply-side financing) คำถาม: จากประสบการณ์ การให้เงินอุดหนุน แบบไหนมีประสิทธิภาพกว่ากัน? และหากเราสามารถ ออกแบบระบบใหม่จากศูนย์ได้ เราควรออกแบบระบบ ที่เน้นไปที่การอุดหนุนแบบ supply-side financing หรือ demand-side financing ในสัดส่วนอะไร? . คำถาม #4 = การออกแบบการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาระหว่างแต่ละหน่วยงานภาครัฐ . ความจริงแล้ว ตั้งแต่ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2561 กสศ. ได้ดำเนินการมาถึงทุกวันนี้ ด้วยสัดส่วนงบประมาณที่น้อยกว่าที่ถูกออกแบบไว้ตอนแรก เพราะข้อเสนอดั้งเดิมของ กอปศ. ได้ระบุไว้ ว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ กสศ. ในช่วงแรกควรอยู่ที่ 5% ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กลับอยู่แค่ 0.5 - 1.3% - นั่นหมายความ ว่าหากเราจัดสรรงบประมาณของ กสศ. ตามเป้าหมาย 5% ที่ถูกวางไว้ตอนแรก / กสศ. จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้น 16,000 ล้านบาท . คำถาม: หาก กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจริง (ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากการลดโครงการของ ศธ. ที่ไม่จำเป็นและถูกทักท้วงว่าเป็นการเพิ่มภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียน) กสศ. จะนำงบดังกล่าวไปใช้กับอะไร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อย่างคุ้มค่าตอภาษีประชาชน . ผมเชื่อว่าหาก กสศ. มีคำตอบที่ชัดเจน และสมเหตุสมผล ต่อ 4 คำถามนี้ เราจะเริ่มเห็นแสงสวางที่จะช่วยนำพาประเทศเราเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ทุกคนได้ “เรียนฟรีจริง” . ผมได้ทิ้งท้ายด้วยการให้กำลังใจทาง กสศ. ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศเราจะไม่จำเป็นต้องมีกองทุนที่ทำหน้าที่ในลักษณะที่ กสศ. กำลังทำอยู่อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะ กสศ. ล้มเหลว แต่เพราะ กสศ. ประสบความสำเร็จ ในการสร้างระบบที่ทำให้เด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้ - ไม่ว่าจะยากดีมีจน - เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทัดเทียมกัน

Parit Wacharasindhu (Itim)

302,022 次观看 • 3 年前

[ รัฐบาลหนีกระทู้สดในสภาเรื่องคดี ฮั้ว สว. ท่ามกลางข้อกังวล ว่า กกต. และ DSI จะฮั้วกันเป่าคดีโกง สว. เพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่? ] . วันนี้เป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลหนีสภา ในการตรวจสอบคดีโกง สว. . แม้ทางวิปฝ่ายค้าน ได้ประสานทางวิปรัฐบาลไปตั้งแต่ต้อนต้นสัปดาห์ว่าจะถามกระทู้สดกับ รมต. ยุติธรรม (ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกรัฐบาลมากกว่าที่ข้อบังคับกำหนดให้ทำด้วยซ้ำ) แต่เช้าวันนี้ ทันทีผมแจ้งหัวข้อกับรองประธานสภาตามขั้นตอน ว่ากระทู้สดของผมจะเป็นการถามเรื่องความคืบหน้าของ คดีพิเศษ 24/2568 (คดีโกง หรือ ฮั้ว สว.) อยู่ดีๆ รมต. ยุติธรรม ก็เกิดอาการไม่ว่างขึ้นมาทันที โดยอ้างว่าติดภารกิจ "การประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม" ซึ่งน่าจะชัดเจนว่า: . - 1. การประชุมดังกล่าว ไม่ได้เป็นการประชุมที่ตกลงกันล่วงหน้าแล้วว่า รมต. ต้องเข้าด้วยตนเองเท่านั้น มิเช่นนั้น ทางฝ่ายวิปรัฐบาลคงแจ้งกลับมาได้แล้วตั้งแต่ 1-2 วันก่อน ว่า รมต. ไม่สะดวก . - 2. การประชุมดังกล่าว ไม่เข้าข่าย “เหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ตามข้อบังคับ ที่รัฐมนตรีจะใช้เป็นเหตุผลในการไม่มาตอบกระทู้ได้ ในเมื่อรัฐมนตรีทุกคนทราบอยู่แล้วว่าทุกสัปดาห์ วาระกระทู้สดจะเป็นวันพฤหัสบดี . มันเลยสรุปเป็นอื่นไม่ได้ ว่า รมต. ยุติธรรม ตัดสินใจหลังจากเห็นหัวข้อกระทู้สด ว่าจะใช้การประชุมดังกล่าว เป็นข้ออ้างในการหนีกระทู้สดในสภา . ความจริงแล้ว นอกเหนือจาก รมต. ยุติธรรม (ในฐานะผู้กำกับดูแล DSI) ผมเชื่อว่า รมต. อีกหลายคน (ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา) ก็น่าจะตอบเรื่องนี้ได้ . แต่ในเมื่อ รมต. ไม่มาตอบ ผมเลยได้สรุปสาระสำคัญของคำถาม 3 ข้อที่ผมตั้งใจจะถามรัฐมนตรี . [ 1. รายละเอียดเกี่ยวกับคดีพิเศษ 24/2568 ของ DSI ที่เกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ] . ผมอยากให้รัฐมนตรีอธิบายว่าคดีนี้มีรายละเอียดอย่างไร? - เช่น ขบวนการโกง สว. เขาโกงกันอย่างไร? กระบวนการเป็นอย่างไร? เส้นเงินเป็นอย่างไร? ใครจ่ายใครกี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่มีอยู่ 7 กลุ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มอะไรบ้าง? พฤติกรรมต่างกันอย่างไร? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนประกอบด้วยใครบ้าง? มี สส. กี่คน มีรัฐมนตรีกี่คน? . ก่อนหน้านี้ ผมเคยกังวลว่ารัฐมนตรีจะตอบได้เพียงแค่ว่าคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการ จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นว่าในการตอบกระทู้สดเกี่ยวกับอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเช่นกัน (แถมในคดีนั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแม้แต่คนเดียว) รัฐมนตรีกลับสามารถขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ แถมเอ่ยชื่อผู้ถูกสงสัยที่เป็น สส. ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผมจึงคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะตอบผมได้ชัดเจนให้ได้เท่ากับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว . [ 2. เหตุผลที่ DSI สรุปสำนวนและเสนอเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย เมื่อ ธ.ค. 2568 ] . เมื่อธันวาคม 2568 DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอเรื่องไปที่อัยการให้มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย ซึ่งสวนทางกับข้อมูลหลักฐาน ที่ระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้มีมากกว่า 8 คนเป็นจำนวนมาก . วันนี้ผมจึงได้รวมหลักฐานมาจากหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อนำมาถามรัฐมนตรีว่าหลักฐานเหล่านี้ (เช่น คลิปเสียง เส้นทางการเงิน หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน) อยู่ในสำนวนหรือไม่ - ถ้าไม่อยู่ เพราะอะไร? - ถ้าอยู่ ทำไมถึงยังเสนอให้อัยการสั่งฟ้องเพียงแค่ 8 คน? . [ 3. ก้าวต่อไปของ DSI ความสัมพันธ์กับคดีของ กกต. และข้อกังวลเรื่องกรฮั้วกันระหว่าง กกต. & DSI ] . ผมเข้าใจดีว่าตอนนี้กระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. มีอยู่สองเส้นทาง คือ (1) โดย กกต. และ (2) โดย DSI . ในฝั่ง กกต. ผมเข้าใจว่า กกต. จะมีมติออกมาในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ว่าจะส่งเรื่องไปต่อที่ศาลหรือไม่ แต่เราต้องยอมรับว่าสังคมบางส่วนยังตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจ กกต. ในการตรวจสอบคดีนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 ใน 7 กกต. มาจากการรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวน และ กกต. ยังมีพฤติกรรมในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ที่มีมติอันน่าทึ่งว่าไม่มีใครทำความผิดแม้แต่คนเดียว . เมื่อสังคมไม่ไว้วางใจ กกต. หลายคนจึงฝากความหวังไว้กับ DSI ในการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ค้นพบจาการชี้แจงในชั้น กมธ. คือหลังจากที่อัยการตีกลับสำนวน DSI เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เหมือนกับมีข้อตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการว่าทาง DSI และ อัยการจะรอมติของ กกต. ก่อน . จึงเป็นที่น่ากังวลว่า DSI กับอัยการกำลังรอให้ กกต. เป่าคดีฮั้ว สว. ก่อนหรือไม่ เพื่อจะนำการเป่าคดีในฝั่ง กกต. มาเป็นข้ออ้างในการเป่าคดีในฝั่ง DSI ด้วยเช่นเดียวกัน . เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนที่ฮั้วกันจะไม่ได้มีแค่ สว. แต่จะรวมถึง กกต. DSI หรือ อัยการ ที่ฮั้วกัน เพื่อค้ำจุนระบอบสีน้ำเงิน และทำให้น้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

Parit Wacharasindhu (Itim)

18,030 次观看 • 26 天前

[ กระทู้สด (คลิปเต็ม): ทวงความคืบหน้าคดี “ฮั้ว สว.” หลังผ่านมากว่า 2 ปี แต่เรื่องยังไปไม่ถึงศาล | DSI จะเดินหน้าคดีต่อ หรือจะรอมติ กกต. ก่อน เพื่อหวังเอาการเป่าคดีของ กกต. มาใช้เป่าคดีฝั่ง DSI ด้วยเช่นกัน? | กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง ] . วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องความคืบหน้าของ DSI ในคดีพิเศษ 24/2568 หรือ คดีฮั้ว สว. . ความจริงแล้ว คำที่เหมาะสมกว่า “ฮั้ว สว.” อาจจะคือคำว่า “โกง สว.” เพราะข้อกล่าวหาในคดีนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ “ทำโพย” และ “แลกคะแนน” กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ “จ้าง” คนมาสมัคร “จ้าง” คนมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ . [ ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - คดีฮั้ว คืบหน้าไปถึงไหน? ] . ผมเข้าใจว่าคดีนี้กำลังถูกตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทางอย่างคู่ขนาน - (1) การตรวจสอบโดย กกต. (ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าไปร่วมด้วยในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) - (2) การตรวจสอบโดย DSI (ซึ่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ มีนาคม 2568 ด้วยฐานความผิดเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน และมีคนของ DSI เคยให้ข้อมูลว่ามีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน) . คำถามผมในรอบแรก คือการขอให้รัฐมนตรีนำเสนอรายละเอียดของคดีดังกล่าว - เช่น ขบวนการโกง สว. ทำกันอย่างไร? มีเส้นทางการเงินอย่างไร? ใครจ่ายใคร กี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม แบ่งกันอย่างไร? มีพฤติกรรมอะไรบ้าง? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน มี สส. กี่คน? มีรัฐมนตรีกี่คน? (อยากให้เอ่ยชื่อชัดๆ จะได้ไม่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม) . ผมคาดหวังให้รัฐมนตรีตอบได้อย่างละเอียด เพราะผมได้ให้คำถามล่วงหน้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในวันนั้น . นอกจากนั้น ผมคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่อ้างว่าตอบไม่ได้เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการ เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตอนถูกถามเรื่องคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง รัฐมนตรีเองยังสามารถตอบรายละเอียดของคดีดังกล่าวได้อย่างละเอียด ขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ที่ระบุว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง และเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน - ดังนั้น สำหรับคดีนี้ที่มีการสืบสวนมานาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปแล้ว รัฐมนตรีควรจะตอบคำถามได้ละเอียดเท่ากับที่ตอบเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน . [ หลักฐานชัดขนาดนี้ ทำไมจนถึงวันนี้ DSI ถึงยังสั่งฟ้องแค่ 8 คน? ] . คำชี้แจงจากรัฐมนตรีวันนี้ได้ยืนยัน ว่าหลังจากดำเนินการสอบสวนมา 200 กว่าวัน มีการสอบพยานไปกว่า 753 ปาก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น 1,000 หน้า ทาง DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอให้อัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก . ผมเข้าใจดีว่าสำหรับ 8 คนนี้ หลักฐานเส้นเงินที่ถูกกระจายต่อไปให้ผู้สมัครปรากฏชัดเจน (เช่น เส้นเงินที่วิ่งผ่าน สว. 2 คน หรือที่วิ่งผ่านทีมงาน สส. อีก 2 คนจากภาคใต้) แต่ผมเชื่อว่าหลักฐานที่อยู่ในมือของ DSI สามารถระบุถึงการกระทำความผิดที่มากกว่าแค่ 8 คนนี้อย่างแน่นอน . หากอ้างอิงหลักฐานที่ผมได้รับและได้รวบรวมมาเป็นรายจังหวัด: . 1. นครพนม . คลิปเสียงของ สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยยังเป็นผู้สมัคร) ได้โทรไปเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนอื่น ระบุชัดถึงรายละเอียดที่ค่อนข้างครบถ้วนว่าขบวนการโกง สว. มีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น - การจัดตั้งที่ต้องกว้างขวางระดับประเทศ (ถึงสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) - การจ่ายเงิน 6 หลัก เพื่อแลกกับการโหวต - การสปอนเซอร์ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก - การแถมตำแหน่งผู้ช่วย - ความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีคำใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด . คลิปหลักฐานนี้ไม่ได้มาแบบโดดๆ แต่มาหนุนเสริมกันกับหลักฐานอื่นที่ผมรับรู้ และเป็นหลักฐานที่ผมเชื่อว่า DSI เข้าถึง (เช่น การตรวจสอบกับสายการบินและเส้นทางการเงินได้ ว่าจริงหรือไม่ ว่าบุคคลในคลิปได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน และของตนเอง ยอดบิลรวม 31,000 บาท / เช่น การตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงแรมริมแม่น้ำในอยุธยา (ตัวย่อ K.R.) ว่ามีกลุ่มผู้สมัคร สว. กี่คน ที่มาประชุมร่วมกัน 1-2 วันก่อนการเลือก สว. และมีอดีตรองประธานสภาจากพรรคการเมืองหนึ่งไปร่วมประชุมวันนั้นด้วยหรือไม่) . 2. หนองบัวลำภู . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยเป็นผู้สมัคร) เคย: - จัดการให้ภรรยา หรือผู้ช่วยตนเอง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารไปให้กับผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 8 คน รวมกันอย่างน้อย 15 ครั้ง ยอดรวมกันเป็นหลักหมื่นบาท - มีข้อตกลงว่าจะตั้งบางคนมาเป็นผู้ช่วย สว. เพื่อหวังเอาเงินเดือนผู้ช่วย สว. มาแบ่งกัน - มีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปให้บุคคลหนึ่งใน ครม. ชุดนี้ ได้เห็น ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ . 3. สิงห์บุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. 2 คน ที่: - ตอนเป็นผู้สมัครก็สามัคคีกันดี - ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนัดหมายผู้สมัครที่ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถเดินทางไปที่นครนายก ร่วมกันอ้างว่ามีการไปขอเงินและการสนับสนุนจากบางพรรคการเมืองด้วย - แต่พอถูก DSI และ กกต. ตรวจสอบ กลับมีหนึ่งในสองคนที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นโบ้ยทุกอย่างไปที่อีกคนหนึ่ง . 4. สุโขทัย & 5. สุพรรณบุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มีผู้สมัคร สว. บางคนที่: - ถูกเชิญไปเซ็นใบลาออกต่อหน้า รัฐมนตรี หรือ คนที่กลายมาเป็น สส. ในทุกวันนี้ - ถูกทีมงานทักไปหาหลังเหตุการณ์ เพื่อสอบถามหรือกำชับว่าจะต้องชี้แจงกับ กกต. หรือ DSI ที่มาตรวจสอบอย่างไร . หลักฐานที่ได้รับมา (หากเป็นเรื่องจริง) ชี้ชัดว่าผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีมากกว่า 8 คนที่ DSI ได้สรุปสำนวนและส่งให้อัยการสั่งฟ้องแน่นอน . คำถามที่ผมถามในรอบที่สอง คือ หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวนของ DSI แล้ว ใช่หรือไม่ - หากใช่ เหตุใดถึงสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน? - หากไม่ใช่ ทำไมข้อมูลดังกล่าวถึงไม่อยู่ในสำนวน? . . ท้ายสุดนี้ คำถามที่สังคมสงสัยมากที่สุดตอนนี้ คือคดีการโกงเลือกตั้ง สว. ที่ค้างคายาวนานกว่า 2 ปี จะลงเอยอย่างไร - ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังตรวจสอบคดีดังกล่าวอยู่ . ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังใช้ในการตรวจสอบอยู่ คือ กกต. และ DSI . (1) ในฝั่งของ กกต. สังคมกำลังจับตาดูว่า กกต. จะมีมติอย่างไรก่อนต้นเดือนกันยายนตามกรอบระยะเวลา (กล่าวคือ จะมีมติว่าจะส่งเรื่องและสั่งฟ้องไปที่ศาล หรือจะเป่าคดี) แต่แน่นอนว่าสังคมหลายส่วนก็มีความกังวลใจ ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง - ในเมื่อ 4 จาก 7 ของคณะกรรมการ กกต. ถูกรับรองให้อยู่ในตำแหน่งได้โดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนของคดีดังกล่าว - และในเมื่อ กกต. ชุดนี้มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อสรุปอันน่าทึ่งว่า ในบรรดา 229 คน ที่ DSI บอกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว . (2) ในฝั่งของ DSI สังคมกำลังกังวลเช่นกันว่า DSI อาจจะกำลังอยู่ในสภาวะของการปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อรอดูสัญญาณจากมติของ กกต. ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร . คำถามที่ผมถามในรอบที่สามคือ รัฐมนตรีจะสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า . 1. DSI ไม่ได้กำลังปล่อยเกียร์ว่าง แต่กำลังเดินหน้าตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างคู่ขนาน โดยไม่ได้รอมติของ กกต. ก่อน? . 2. การปลดปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพราะว่าอดีตปลัดท่านนั้นไม่ “สนอง” ความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรของ DSI หรือการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีพิเศษดังกล่าว? . 3. หากสมมติภายในต้นเดือนกันยายนนี้ กกต. มีมติเป่าคดีทั้งหมด หรือสังเวย สว. บางคน เพื่อเป่าคดีและปกป้องนักการเมืองบางคน รัฐมนตรีจะกำชับให้ DSI ไม่เอาการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นหลังพิงและข้ออ้าง ในการทำให้ DSI เป่าคดีในฝั่งของตนเองด้วยเช่นกัน? . ที่ผมต้องขอคำยืนยันจากรัฐมนตรี เพราะหาก DSI นำการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นเหตุผลในการเป่าคดีในฝั่งของ DSI เช่นกัน จะแสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่การ “ฮั้ว สว.” แต่กำลังมีการ “ฮั้วกันทั้งกระดาน” ระหว่าง กกต. DSI หรือแม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เพื่อค้ำจุนและรับใช้ระบอบสีน้ำเงิน ให้ทำอะไรก็ไม่ผิด และกำลังจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเราที่ความจริงก็เทาอยู่แล้ว “ดำสนิท” ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน . . ฟังกระทู้เต็มๆและคำตอบรัฐมนตรีได้ในคลิปครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

15,003 次观看 • 19 天前

รอดตาย ผู้ชายน้อย‼️🥹 สาวเจ้าของรูปที่คนออกมาตามหาว่าปลอดภัยดีมั้ยจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวออกมาเผยนาทีชีวิตว่า ไม่เคยกลัวต า ย แต่กลัวไฟ ไหม้ผิว มันคือ น ร ก ต า ยทั้ง เป็น แค่ 23 นาที มันคือนาทีชีวิต ของจริง ยังผวากลัวถ้าออกช้ากว่านั้นคือ ..จะอยู่ยังไงต่อโรงเบียร์ณลาดพร้าว เธอเล่าว่าวันนั้นที่ไปบรรยากาศที่ร้านดูไม่เป็นมิตรเลย ในร้านผู้หญิงเยอะมาก ผู้ชายน้อยมากๆ เธอรู้สึกว่าบรรยากาศดูไม่เป็นมิตร คนดูไม่เป็น มิตรเลยวันนั้น เลยตัดสินใจเปลี่ยนร้าน ตอน จะเปลี่ยนร้านกับข้าวของกินที่สั่งมายังเหลือ เพื่อนเลยบอกให้กินให้หมดก่อนค่อยไป แต่เธอวีนเพื่อนว่าถ้าไม่ไป เธอจะไปต่อที่อื่นคนเดียว จากนั้นก็พากันออกจากร้านไปต่ออีกที่แถวรัชโยธิน ตอนประมาณเกือบ 5 ทุ่ม จากนั้นก็แต่งรูปโพสลงเฟส แล้ววางโทรศัพท์แต่ไล่ฟีดข่าวเห็นมีข่าว ไฟไหม้แต่ไม่ได้สนใจคิดว่าคงไหม้ปกติ ส่วนเธอ ก็กินที่ร้านที่สองนจนเมาแล้วกลับบ้านไปนอน ตื่นขี้นมามีคนโทรหาเป็นร้อยๆสายข้อความทักมาเยอะมาก พอหายเมาได้สติเธอเลยโทรหาพี่สาวว่าเกิดอะไร ตอนแรกนึกว่าทัวร์ลงไปทำอะไรไม่ดี จนพี่สาวบอกว่าร้านที่เธอไปเที่ยวร้านแรกไฟไฟไหม้คนเสียชีวิตเยอะมาก 🔅 ข้อความ ;คลิปเด็ดประเทศไทย #ไฟไหม้

ฉันเล่าแล้วเธอห้ามบอกใครนะ

2,605,973 次观看 • 13 天前