Loading video...

Video Failed to Load

Go Home

คำถามนะครับคำถาม ใครชอบใครก่อน?

14,938 views • 14 days ago •via X (Twitter)

0 Comments

No comments available

Comments from the original post will appear here

Related Videos

1คลิปเฉลยทุกสิ่ง 😭😭😭😭😭😭😭 -ใครชอบใครก่อน “น้องออมชอบก่อนพี่ก่อน ตั้งใจใส่ถุงเท้าสลับ แล้วมาคุยกับพี่” -ไม่ตอบด้วย ไม่อ่านด้วย ไม่ต้องจีบนะคะ -วันนี้วันที่7แล้ว ต้องลงรูป ไม่ลงแล้วไม่มงคล จะมีบางสิ่งเกิดขึ้น ไปสมุยลงเพลงอกหัก -หลิงเคยเจออูนิ น้องขี้อาย -ชาซิวอ้วนมาก “ฉันไปเห็นมา” อ้วนแบบอ้วน -สงกรานต์ไปไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่(ทำไมต้องบินไปไหว้ถึงขอนแก่น👀 เห็นบอกสงกรานต์เธอไปขอนแก่น ฉันก็รู้) -ผ่านด่านไหม แม่ก้อย:ผ่านตั้งนานแล้วค่ะ ถ้าไม่รังเกียจ ฝากเด็กไปเลี้ยงคนนึง -เราต้องเป็นคนโดนขออยู่แล้วถูกปะ หมายถึงในอนาคตถ้ามีการแต่งงานจริงๆ รู้สึกชีวิตนี้ถ่ายรูปกับคนเยอะแล้ว จัดงานเล็กๆ แอบแต่ง พล:พี่ว่าจะจัดงานเล็กๆ แอบแต่ง (บังเอิญเหมือนกันเลยค่ะ) -ฝากน้องด้วยนะ LINGORM X NOOM KANCHAI #LingOrmHeartTalkXKanchai

K.Mayazo._.hyemAn🐻‍❄️🐶🐹

84,849 views • 2 months ago

[ คลิปเต็ม: ส่องจักรวาล “เมกะโปรเจกต์ แพลตฟอร์มการเรียนรู้” 26,000+ ล้านบาท - ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากอภิมหาโครงการนี้? ] . วันนี้ ผมได้อภิปรายถึง “อภิมหาโครงการ” หรือ “เมกะโปรเจกต์ แพลตฟอร์มการเรียนรู้” ที่มีงบประมาณรวมกันสูงถึง 26,262 ล้านบาท (เท่ากับการสร้างตึก สตง. 10 ตึก และเท่ากับงบประจำปี ของ กระทรวงพาณิชย์-อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม-พลังงาน 5 กระทรวงรวมกัน) . [ ข้อกังวล: ทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจน ] . รัฐบาลชุดนี้ (โดยเฉพาะรมต. ศธ.) ยังไม่ได้พูดให้เห็นภาพชัดว่ารัฐบาลจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเมกะโปรเจกต์นี้ หรือจากเทคโนโลยีด้านการศึกษาในภาพรวม รวมถึงยังมีท่าที่ในบางเรื่อง ที่เหมือนจะกลับไปกลับมา . - ตัวอย่างเรื่อง แท็บเล็ต: ตอนช่วงเลือกตั้ง ตัวแทนจากพรรค รมต. เคยพูดบนเวทีดีเบตว่าควรเอางบแจกแท็บเล็ตไปกระจายให้กับโรงเรียน ครู และเด็กที่มีความต้องการอื่นที่เร่งด่วนกว่า แต่มาวันนี้ รัฐมนตรีกำลังเดินหน้าใช้งบหมื่นล้านเพื่อแจกแท็บเล็ตต่อไป โดยไม่มีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติม . - ตัวอย่างเรื่อง โครงการ Skill-Credit portfolio (สพฐ.): เมื่อสัปดาห์ รัฐมนตรีประกาศว่าจะทบทวนโครงการดังกล่าวทั้งเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส แต่มาวันนี้ ร่าง พ.ร.บ. งบ 70 กลับไปเพิ่มงบให้โครงการนี้เป็นเท่าตัว (จาก 1,600+ ล้านบาท เป็น 3,100+ ล้านบาท) . [ ข้อกังวล: ความโปร่งใสหรือข้อพิรุธเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา ] . ผมเชื่อว่า ปัญหาที่ใหญ่สุดของเมกะโปรเจกต์นี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ ความไม่ชัดเจน ของทิศทางเชิงนโยบาย แต่อาจอยู่ที่ ความไม่โปร่งใส ของกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา . [ ข้อพิรุธเกี่ยวกับ TOR ของโครงการภายใต้ เมกะโปรเจกต์ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ 26,000+ ล้านบาท ] . TOR ของแทบทุกโครงการภายใต้ร่มของเมกะโปรเจกต์นี้ มีข้อพิรุธให้ชวนสงสัย . ตัวอย่าง 1: TOR ของ โครงการ Anywhere Anytime ในส่วนของแพลตฟอร์ม NDLP: - มีการตั้งชื่อและจัดหมวดหมู่บางโครงการว่าเป็น “โครงการจ้างที่ปรึกษา” ทั้งๆที่เนื้องานเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตสื่อใน NDLP ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันลดลง เพราะคนที่เข้าประกวดได้ อาจเหลือเฉพาะที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง . ตัวอย่าง 2: TOR (เดิม) ของ โครงการ Skill-Credit Portfolio (อว.) - มัดรวมสัญญาที่เสี่ยงจะกีดกันการแข่งขัน - กำหนดขอบเขตงาน-เกณฑ์คัดเลือกที่อาจทำให้คนที่เข้าประกวดได้ เหลือแต่บริษัทที่รู้ข้อสอบมาก่อน - ออกแบบให้รัฐจ่ายค่า “เช่า” บริการจากเอกชน แทนที่จะเป็น “เจ้าของ” แพลตฟอร์มใหม่เอง . ตัวอย่าง 3: TOR ของ โครงการ National Credit Bank - กำหนดให้คู่สัญญาต้องประชาสัมพันธ์โครงการผ่านจอดิจิทัล (6,000+ จอ ในร้านสะดวกซื้อ & 30+ จอที่สนามบินสุวรรณภูมิ) เหมือนกับโครงการ TH-AI passport ทั้งๆที่โครงการ National Credit Bank มีกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงไปที่นักศึกษาที่มีความต้องการเฉพาะ ในการเทียบโอนหน่วยกิต . [ ข้อพิรุธเกี่ยวกับ บริษัทที่มีส่วนร่วมใน เมกะโปรเจกต์ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ 26,000+ ล้านบาท ] . เมกะโปรเจกต์นี้ กับ โครงการ TH-AI Passport มีทั้งหมด 12 โครงการย่อยหรือสัญญาที่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง (10 โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว + 2 โครงการที่ยังไม่ประกวด) . รายชื่อบริษัทที่ไปเกี่ยวข้อง (ชนะประกวด / ร่วมประกวด / หรือร่วมประเมินราคา) กับ 12 โครงการดังกล่าว มีทั้งหมด 23 บริษัท (ผมตั้งชื่อสมมุติว่าบริษัท A ถึง W) แต่สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ: . 1. บริษัทที่โผล่มาบ่อยสุด คือบริษัท A (ชื่อสมมุติ) - บริษัท A อาจเป็นบริษัทที่ถูกใช้เพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์นี้เป็นการเฉพาะ เพราะหลังจากปี 2567 (ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของเมกะโปรเจกต์นี้) บริษัท A ได้มีการเปลี่ยนชื่อ มีการทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียน 25 เท่า และมีรายได้ต่อปีที่กระโดดขึ้นมา 40 เท่า (ซึ่งน่าจะมาจากงานภาครัฐเพียงอย่างเดียวหรือเป็นหลัก) . 2. บริษัท A ไม่ได้เป็นบริษัทที่โผล่มาแบบโดดๆ แต่โครงสร้างการถือหุ้นสะท้อนว่า บริษัท A เป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าห้องหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท I (ชื่อสมมุติ) & J (ชื่อสมมุติ) (โดยมีที่ทำการอยู่ในตึกเดียวกันกับบริษัท J) . 3. บริษัทที่เชื่อมโยงกับอาณาจักรของ บริษัท I หรือ J ไม่ได้มีแค่บริษัท A แต่ยังมีบริษัท B (ชื่อสมมุติ) & G (ชื่อสมมุติ) ที่มีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ . → นั่นหมายความว่าในบรรดาบริษัททั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์นี้: มีถึง 5 บริษัท (A / B / G / I / J) ที่อยู่ในอาณาจักรของบริษัท I หรือ J ทั้งนั้น . โดยสิ่งที่น่าตกใจ คือเมื่อเราเห็นภาพตรงกันว่า 5 บริษัทนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเดียวกัน เราจะเห็นว่า อาณาจักรนี้ สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการเรียนรู้ (ชนะทั้ง 7 จาก 7 โครงการ (มูลค่ารวม 7,000+ ล้านบาท) หากไม่นับ 3 โครงการในปี 67 ที่ผู้ชนะการประกวด เป็นมหาวิทยาลัยหรือรัฐวิสาหกิจ) . และนอกจาก ผู้ชนะโครงการ จะวนเวียน กันอยู่ในเครือข่าย-อาณาจักรเดียวกันแล้ว บริษัทที่เข้ามาเป็นคู่เทียบหรือผู้ร่วมสืบราคากลางก็วนเวียนอยู่กับบริษัทเดิมๆด้วยเช่นกัน . “อภิมหาโครงการ แพลตฟอร์มการเรียนรู้” หมื่นล้านนี้ จึงเปรียบเสมือน “มหกรรมรวมญาติ พลัส” ของกลุ่มทุนที่เป็นญาติกันด้วยเส้นเงิน กับกลุ่มเพื่อนบ้านคนคุ้นเคยที่มาร่วมวงอยู่เป็นประจำ . [ เมกะโปรเจกต์นี้ ถูกริเริ่มเพื่อเพิ่มทักษะ-รายได้ประชาชน หรือ เพื่อเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม? ] . ทั้งหมดนี้ ทำให้เราต้องกลับมาที่คำถามสำคัญว่าตกลงเมกะโปรเจกต์ทักษะครั้งนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อใคร: - เพื่อเพิ่มทักษะและเพิ่มรายได้ประชาชน? - หรือเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม? . เพราะหากเป้าหมายหลักคือ การเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม มันจึงไม่น่าประหลาดใจว่าทำไม: - เราถึงเห็นโครงการที่ซ้ำซ้อนกันเต็มไปหมด (เช่น Skill/Credit Portfolio (สพฐ.) กับ NDLP ที่ลงทุนไปหลักพันล้านบาทแล้ว) เพราะทุกแพลตฟอร์มที่เพิ่มมา ก็คือกำไรที่เพิ่มขึ้นสำหรับกลุ่มทุนบางกลุ่ม - เราถึงเห็นการจัดซื้อจัดจ้าง ที่เต็มไปด้วยกลเม็ดที่อาจทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มได้เปรียบ (เช่น เงื่อนไขต่างๆใน TOR) . [ “ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ” ] . ผมเข้าใจว่า รมต. อว และ ศธ. คนใหม่ เห็นข้อพิรุธของเมกะโปรเจกต์นี้อยู่บ้าง จึงได้สั่งรื้อ TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ผมเห็นว่า เท่านั้น “ยังไม่พอ” . สิ่งที่ผมอยากเห็นรัฐมนตรีทำ คือการตรวจสอบโครงการนี้ย้อนหลังอย่างเข้มข้น และติดตามโครงการนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด (แม้อาจจะต้องขัดใจกับเพื่อนต่างพรรคในรัฐบาล) เพื่อป้องกันไม่ให้ภาษีประชาชนเป็นหมื่นล้าน เสี่ยงจะถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คน โดยเอาเรื่องการยกระดับทักษะประชาชนมาบังหน้า . หากจะยืมคำพูดท่านนายกฯ ที่เคยบอกว่า “ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ” . ผมเห็นว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอในวันนี้ เป็น “ควัน” ที่เห็นชัดพอแล้ว . ท่านรัฐมนตรีจะเลือกเร่งหากองไฟและดับไฟ หรือปล่อยให้ไฟลามทุ่ง และเสี่ยงเผาผลาญภาษีประชาชน อำนาจอยู่ในมือท่านครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

16,889 views • 18 days ago

[ แถลงเรื่องรัฐธรรมนูญ หลังประชุม ครม. เงา : ชวนทุกฝ่ายเดินหน้าผลักดัน สสร. เลือกตั้ง - หากภูมิใจไทยรีบปฏิเสธ เป็นเพราะมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่ว่า ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยเพื่อปิดประตู สสร. เลือกตั้ง และปูทางไปสู่รัฐธรรมนูญที่ระบอบสีน้ำเงินผูกขาดได้ทั้งการเลือกผู้ร่างและการชี้ขาดเนื้อหา ? ] . วันนี้ ผมได้ร่วมประชุม ครม. เงา ของพรรคประชาชน เพื่อรายงานความคืบหน้าในการหารือระหว่าง กมธ. สส.-สว. กับ ประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงแถลงแนวทางที่พรรคประชาชนจะดำเนินการขั้นต่อไป . พรรคประชาชนเรามีจุดยืนที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ซึ่งในปี 2567 พรรคประชาชนก็เคยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะดังกล่าว แต่พอขยับมาถึงเดือนกันยายน ปี 2568 กลับมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมาที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” - แม้พรรคประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่คำวินิจฉัยนี้ได้สร้างข้อจำกัดในการผลักดันข้อเสนอเรื่อง สสร. เลือกตั้ง ให้ได้รับความเห็นชอบโดยรัฐสภา . ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของฝั่งวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการศาล องค์กรอิสระฯ ของฝั่งสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าหารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อ (1) ขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำอธิบายของคำวินิจฉัยดังกล่าวที่มีความคลุมเครือ และ (2) เพื่อพยายามทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. . บทสรุปที่ได้จากการหารือ คือการได้รับคำชี้แจงจากศาลรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้ (โดยได้รับคำชี้แจงว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการห้ามประชาชนเฉพาะการเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง) . ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็หมายความว่าประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้โดยตรง โดย สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั้น ก็สามารถมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง และให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้จัดทำ . หลังจากสื่อสารผลการหารือ ผมได้รับฟังถึง 3 ข้อกังวล ที่ผมอยากช่วยคลี่คลาย . 1. บางคนสะท้อนว่าผลการหารือไม่เท่ากับคำวินิจฉัย - ผมเข้าใจดีว่าผลการหารือไม่ได้เท่ากับคำวินิจฉัยใหม่ แต่ผลการหารือครั้งนี้เป็นการขยายความหรืออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำวินิจฉัยเดิมที่มีความคลุมเครือ ซึ่งผมมองว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นว่า การเดินหน้าต่อไปแบบไหนที่จะขัดหรือไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย . 2. บางคนสะท้อนว่าผลการหารือเป็นความเห็นส่วนตัวของตุลาการที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น - ผมต้องย้ำในประเด็นที่ได้แถลงไปตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าแม้การประชุมจะมีเพียงประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการอีก 2 ท่าน แต่ทางประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำชัดตอนเริ่มประชุม ว่าคำอธิบายของเขา ไม่ใช่การอธิบายความเห็นส่วนตัวของเขา (เนื่องจากในคำวินิจฉัยส่วนตนของเขา เขาไม่ได้วินิจฉัยข้อจำกัดใดๆในการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ) แต่คำอธิบายของเขาเป็นการอธิบายความเห็นของ “ที่ประชุมร่วมกันของคณะตุลาการทุกคน” ที่ได้หารือกันก่อนจะออกคำวินิจฉัยกลางดังกล่าวออกมา . 3. บางคนพยายามหยิบยกว่า การหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2567 ซึ่งตอนนั้นได้ข้อสรุปว่าสามารถทำประชามติ 2 รอบได้ แต่ท้ายที่สุดคำวินิจฉัยปี 2568 กลับบอกว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าผลการหารือกับคำวินิจฉัยอาจขัดกันได้ - ผมต้องยืนยันว่าการโต้แย้งในลักษณะดังกล่าวเป็นการโต้แย้งบนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ถ้าเราตั้งหลักกันดีๆ: - ผลการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2567 เป็นข้อสรุปว่าเราสามารถเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยทำประชามติเพียง 2 รอบ - ตอนกลับมารายงานรายละเอียดดังกล่าวต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภา ผมก็ได้ย้ำว่าในการทำประชามติรอบแรก เราอาจจะต้องถาม 2 คำถาม ซึ่งจะเท่ากับการทำประชามติทั้งหมด 3 คำถามใน 2 รอบ (รอบแรกมี 2 คำถาม และรอบสองมี 1 คำถาม) - พอเรื่องดำเนินมาถึงคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ก็จะเห็นได้ชัดว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวก็ยืนยันว่า สามารถทำประชามติ 2 รอบได้ เพียงแต่ในรอบแรกจะต้องมี 2 คำถาม และรอบสองอีก 1 คำถาม - จึงจะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวในปี พ.ศ. 2568 เรื่องจำนวนครั้งของการทำประชามติ สอดคล้องกับผลการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ. 2567 . พรรคประชาชนเห็นว่าแนวทางในการเดินหน้าหลังจากนี้ มี 4 ประเด็นด้วยกัน . 1. ในฝั่งของพรรคประชาชน เราจะเดินหน้าในการผลักดันให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% โดยผมจะนำบทสรุปของการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเข้าหารือในที่ประชุม สส. ของพรรคในวันพรุ่งนี้ ว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงร่างที่พรรคประชาชนได้ยื่นเข้าไปแล้วหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง สสร. 100% . 2. เราขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน (กลุ่ม Con for All) ซึ่งเสนอให้มี สสร. จากการเลือกตั้ง 100% เช่นเดียวกัน - จากการตรวจสอบล่าสุด มีผู้ร่วมลงชื่ออยู่ประมาณ 23,000 รายชื่อ ซึ่งจำเป็นต้องได้อย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อให้สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ โดยผมหวังว่าร่างของภาคประชาชนจะได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาพร้อมกับร่างของพรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา . 3. ผมอยากเสนอไปยังทุกพรรคการเมือง (โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุนให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้ง แต่ก่อนหน้านี้อาจต้องยื่นร่างที่มีเนื้อหาแบบอื่น เพราะข้อจำกัดจากความเข้าใจเดิมเรื่องคำวินิจฉัย) ให้มีการหารือกันภายในพรรค ว่าจะทบทวนร่างของตนเองหรือไม่ เพื่อมาร่วมกันผลักดันให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง . 4. ผมอยากสื่อสารไปยังพรรคภูมิใจไทยและแกนนำของพรรคภูมิใจไทยหลายคนที่ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า: - หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่อยากเห็น สสร. มาจากการเลือกตั้งจริง พรรคภูมิใจไทยควรนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับทางศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปพิจารณาอย่างจริงจัง และมาหารือร่วมกันกับทุกฝ่าย เกี่ยวกับแนวทางและความเป็นไปได้ในการผลักดันให้เกิด สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง - แต่หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเดินหน้าโดยรีบปฏิเสธหรือไม่คำนึงถึงข้อมูลใหม่นี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่แล้วว่า ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้างในการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร. ออกไป และเพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกระบวนการที่ระบอบสีน้ำเงินสามารถเข้ามาผูกขาดได้ ทั้งในเรื่องของการคัดเลือกผู้ร่าง และการชี้ขาดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

Parit Wacharasindhu (Itim)

12,223 views • 27 days ago

กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ 💥💥 โพสต์แรง! คนไทย ต้องหยุด mindset ที่ไม่พัฒนา ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะมีแต่ของห่วย คนบริโภคแต่ของแย่ๆ ถูกๆ ไปเรื่อยๆ อยู่แต่ในกะลา คนไทยต้องหยุด mindset ที่ไม่พัฒนา แบบนี้ครับ มิเช่นนั้น ประเทศชาติจะมีแต่ของแย่ๆ ห่วยๆ เต็มประเทศไปหมด ใครคิดจะทำอะไรดีๆ ก็จะโดนด่าพวกเค้าหมดกำลังใจ และหยุดทำ / ในต่างประเทศที่เจริญแล้ว สังคมให้ค่าของดี ของที่มี นวัตกรรม ของที่มีความพิเศษ มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันทำยาก พวกคุณต้องสนับสนุนคนเหล่านี้ เชิดชูเค้า เพราะเค้าสร้างความเปลี่ยนแปลง มิเช่นนั้น > พวกคุณก็จะ บริโภค แต่ของ แย่ๆถูกๆไปเรื่อยๆ ไม่พัฒนา อยู่แต่ในกะลา กะลา เลยหรอว่ะ 🙄🤔

Kawaaii

111,807 views • 2 days ago