Sensitive content

This media may contain sensitive content.

Loading video...

Video Failed to Load

Go Home

จัดสักหน่อย

35,953 views • 3 years ago •via X (Twitter)

0 Comments

No comments available

Comments from the original post will appear here

Related Videos

ตอนเข้ามาอย่างเสือ ตอนวิ่งออกอย่างหมา เข้ามาทวงหนี้ผิดบ้าน เจอเจ้าของบ้านสู้กลับ แถมถวามรู้ซักนิดครับ 📌 ทวงหนี้ก็ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย เจ้าหนี้มีสิทธิ์ทวงเงินที่ลูกหนี้ค้างชำระ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทวงแบบไหนก็ได้ ❌ ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือทำให้อับอาย ❌ ห้ามประจานลูกหนี้ต่อคนอื่น ❌ ห้ามเปิดเผยเรื่องหนี้ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องรู้ ❌ ห้ามใช้ข้อความหรือวิธีการที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการประจาน การทวงหนี้ทำได้ แต่ต้อง ทวงอย่างสุภาพและเคารพสิทธิของลูกหนี้ 👉 เป็นเจ้าหนี้ก็มีสิทธิ 👉 เป็นลูกหนี้ก็มีสิทธิ สิ่งสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายต้องรู้กฎหมายและใช้สิทธิให้ถูกต้อง Cr ข่าวสด #กฎหมาย #ความรู้

sumon

1,138,785 views • 11 days ago

[ ถึงเวลายกเลิกหลักสูตรคอนเน็กชันของรัฐ ที่ใช้เงินภาษีประชาชน ใช้เวลาเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มความเสี่ยงเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม และตอกย้ำปัญหาระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย? ] . ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศคือ “ระบบอุปถัมภ์” ที่จัดสรรโอกาสและทรัพยากรให้กับผู้คนในสังคม บนพื้นฐานว่า “คุณรู้จักใคร หรือนามสกุลอะไร” (know-who) มากกว่า “คุณรู้ หรือมีทักษะอะไร” (know-how) . วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามแนวทางของรัฐบาลในการทบทวนหรือยกเลิกหลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐที่เสี่ยงจะเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ซึ่งผมขอเรียกรวมๆว่า “หลักสูตรคอนเน็กชัน” (connection) . หลักสูตรแบบไหนที่เข้าข่ายหลักสูตรคอนเน็กชันที่เสี่ยงจะเป็นปัญหา อาจดูได้จากหลายองค์ประกอบ เช่น: . 1. ผู้ร่วมเรียน มาจากองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน (เช่น ศาล & นักการเมือง) หรือองค์กรที่อาจเอื้อผลประโยชน์ให้กันได้ (เช่น บริษัทผู้รับเหมา & หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการ) . 2. รูปแบบการเรียน ที่เรียนกันเป็นรุ่นๆ ซึ่งทำให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนและสังสรรค์กันอย่างต่อเนื่อง มากกว่าแค่เวียนมาเจอกันเป็นครั้งๆตามหัวข้อ . 3. วัฒนธรรมของหลักสูตร ที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น-รุ่นพี่-รุ่นน้อง ที่จะต้องสามัคคีกัน . แน่นอนว่า หลักสูตรที่หลายคนมองว่าเข้าข่ายหลักสูตรคอนเน็กชัน คงหนีไม่พ้นหลักสูตรตัวย่อต่างๆ (เช่น วปอ. (กองบัญชาการกองทัพไทย) / บยส. (ศาลยุติธรรม) / นธป. (ศาลรัฐธรรมนูญ) / นยปส (ป.ป.ช.) / พตส (กกต.) / ปปร. (สถาบันพระปกเกล้า)) . ผมเชื่อว่าผู้จัดหลักสูตรเหล่านี้คงยืนยันว่าเป้าหมายหลัก คือการเพิ่มความรู้และทักษะให้กับผู้เรียน . แต่ไม่ว่าเจตนาของผู้จัดจะเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าเจตนาของผู้เรียนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องการหาองค์ความรู้ แต่เป็นเรื่องการหาคอนเน็กชัน มิเช่นนั้น เราคงไม่ได้ยินข่าวเรื่องการวิ่งเต้นฝากคนหรือการจ่ายเงินเป็นหลักแสนเพื่อหวังได้เรียนหลักสูตรเหล่านี้ . หากหลักสูตรเหล่านี้จัดโดยเอกชนและเกิดขึ้นตามกลไกตลาด เราอาจไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นเท่ากับที่เรากำลังดำเนินการ . แต่ความจริงคือรัฐเองกำลังลงทุนทรัพยากรมหาศาล ไปกับการมีอยู่ของ หลักสูตรดังกล่าว . - ในเชิงงบประมาณ: หลายหลักสูตร ได้รับการอุดหนุนจากภาษีประชาชนเป็นหลักสิบล้านบาทต่อหลักสูตร (รมต. ภราดร นำเสนอว่าในงบ 70 มีการใช้งบรวมกัน 171 ล้านบาท สำหรับ 16 หลักสูตร) . - ในเชิงเวลา: หลายหลักสูตร มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมเรียนด้วย ซึ่งก็เท่ากับว่าประชาชนกำลังจ่ายเงินภาษีเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้เวลาไปกับการเรียนหลักสูตรดังกล่าว (รมต. ภราดรนำเสนอว่าในงบ 70 มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนทั้งหมด 1,272 คน สำหรับ 16 หลักสูตร) . แม้หน่วยงานและรัฐมนตรีจะยืนยันว่าการลงทุนดังกล่าว สร้างประโยชน์ด้านการเรียนรู้และการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ แต่ผมเห็นว่าเรายังไม่เคยได้รับความชัดเจนว่า ผลงานเด่นๆที่งอกมาจากหลักสูตรดังกล่าวมีตัวอย่างอะไรบ้าง หรือ ทางรัฐเองเคยมีการเปรียบเทียบอย่างชัดๆหรือไม่ ว่าผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารที่เรียน vs. ไม่เรียนหลักสูตรดังกล่าว มีความแตกต่างกันอย่างไร . ในภาพรวม ผมมองว่าการที่รัฐลงทุนในหลักสูตรคอนเน็กชันเหล่านี้ “ได้” ไม่คุ้ม “เสีย” . เพราะการมีอยู่ของหลักสูตรเหล่านี้มี “ข้อเสีย” สำคัญใน 2 เรื่อง . 1. ความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนจะนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่มิชอบ เพื่อช่วยเหลือกันและกัน . ลำพังการมีอยู่ของหลักสูตร หรือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียน ไม่ได้เป็นอะไรที่ผิด และไม่ได้หมายความว่าการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ได้เกิดขึ้นแล้ว . แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นทันทีหากเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ที่เคยเรียนหลักสูตรร่วมกัน กลายมาตกอยู่ในสภาวะ ที่ต้องตรวจสอบอีกฝ่าย หรือพิพากษาคดีของอีกฝ่าย . ข้อบังคับของสมาคมหลักสูตร พตส. (กกต.) ข้อ 5 (3) เองยังเน้นย้ำเรื่องการ “ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” - แต่หากวันหนึ่ง เราต้องตัดสินคดีที่เพื่อนร่วมรุ่นเราถูกกล่าวหาว่าไปทำผิด คงไม่มีใครคาดหวังให้เราจะต้อง “ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น . แต่ปัจจุบัน (เท่าที่ผมตรวจสอบ) ทางหน่วยงานที่จัดหลักสูตรเหล่านี้ ยังไม่มีระบบอะไรในการรับมือความเสี่ยงดังกล่าว - หากผู้พิพากษา 1 คนถูกมอบมหายให้รับผิดชอบคดีที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมหลักสูตร ศาลเองก็ยังไม่มีระบบที่จะเช็ค แจ้งเตือน และขอให้ผู้พิพากษาต้องถอนตัว หากเขาไม่ตัดสินใจถอนตนเอง . อย่างไรก็ตาม แทนที่เราหยุดอยู่แค่การเรียกร้องระบบดังกล่าว, คำถามที่ผมเห็นว่าใหญ่กว่า คือแล้วทำไมรัฐ ถึงจะต้องไปสนับสนุนให้เกิดหลักสูตรที่ไปเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่ต้น? . 2. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม . ประโยคหนึ่งที่เราคุ้นชินกันคือ “Justice must not only be done, but must also be seen to be done.” (ความยุติธรรม ไม่เพียงแต่ต้องมีอยู่จริง แต่ต้องทำให้คนเห็นและเชื่อว่ามีอยู่จริง) . หากผู้พิพากษาคนหนึ่ง ตัดสินคดีในลักษณะที่เป็นคุณกับบริษัทของเพื่อนร่วมรุ่น, แม้ผู้พิพากษาคนนั้น จะตัดสินอย่างเป็นอิสระและเที่ยงธรรมทุกประการ แต่ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่าง 2 คน อาจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมถูกกระทบไปด้วย . หรือหากยกตัวอย่าง มติ กกต. เรื่องคดีโกง สว. - ความจริง สาระของมติดังกล่าว มีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว - แต่พอสังคมได้รับรู้เพิ่มเติมว่า ทาง ประธาน กกต. (ณรงค์ กลั่นวารินทร์) ที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน เคยเรียนหลักสูตร บยส. รุ่น 15 ร่วมกับ อดีต รมต. เพิ่มพูน ชิดชอบ ซึ่งเป็น้องชายของผู้ถูกกล่าวหา 228 ที่ กกต. ยกคำร้องด้วยมติ 5-2, ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความเป็นอิสระ-เที่ยงธรรมของ กกต. ก็อาจลดลงกว่าเดิมไปอีก . . ดังนั้น ผมเลยได้เสนอทางรัฐบาล ให้สนับสนุนการยกเลิกหลักสูตรคอนเน็กชันดังกล่าว เพื่อ - (1) ประหยัดงบ-ประหยัดเวลาข้าราชการ - (2) ลดความเสี่ยงเรื่องการใช้ความสัมพันธ์ไปในทางที่มิชอบ - (3) เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม . ถ้าเป็นหลักสูตรของฝ่ายบริหาร: รัฐบาลสามารถดำเนินการยกเลิกเองได้เลย . ถ้าเป็นหลักสูตรของฝ่ายอื่น (เช่น รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ): รัฐบาลอาจยกเลิกโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้ารัฐบาลเพียงออกนโยบายว่าต่อไปนี้ หน่วยงานฝ่ายบริหารจะหยุดส่งคนไปเรียนหลักสูตรดังกล่าว ผมเชื่อว่าหลักสูตรเหล่านั้นก็ไปต่อได้ยาก . [ หรือหากรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ยกเลิก อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลก็ควรสนับสนุนให้มีการทบทวนแนวทางการจัดหลักสูตร เพื่อคงไว้ซึ่งประโยชน์ด้านการเรียนรู้ แต่ตัดความเสี่ยงเรื่องระบบอุปถัมภ์ (เช่น ปรับรูปแบบโดยเปลี่ยนจากการเรียนเป็นรุ่น มาเป็นการจัดกิจกรรมหรือหัวข้อเป็นครั้งๆ / ปรับองค์ประกอบผู้เรียน / จัดทำฐานข้อมูลผู้เรียนเพื่อแจ้งเตือนและส่งเสริมให้เกิดการถอนตัวเมื่อมีกรณีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน)] . หากรัฐบาลไม่ฟังผม อย่างน้อยก็อยากให้รัฐบาลฟังทาง OECD . เพราะในเมื่อรัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571, ทาง OECD เองก็ระบุไว้ชัดในแนวปฏิบัติ ว่ารัฐมีหน้าที่ ในการ “ระบุ เปิดเผย และบริหารจัดการ” ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ . ดังนั้น การยกเลิกหรือทบทวนหลักสูตรคอนเน็กชัน จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลพร้อมเอาจริงกับประเด็นดังกล่าว

Parit Wacharasindhu (Itim)

13,460 views • 1 day ago