Sensitive content

This media may contain sensitive content.

正在加载视频...

视频加载失败

ดุดันไม่เกรงใจใคร #เฮียกี้ดอซิ่ง

13,897 次观看 • 3 个月前 •via X (Twitter)

0 条评论

暂无评论

原始帖子的评论将显示在这里

相关视频

เริ่มจากมารู้จักประวัติวงคร่าวๆ กันก่อน คร่าวๆ จริงๆ ชื่อ ATEEZ มาจากคำว่า A Teenager Z แปลว่าวัยรุ่นที่สามารถทำได้ทุกอย่าง เดบิวต์เมื่อตุลาคม 2018 ( 6 ปีแล้ว ทำไมเพิ่งมาเจ๊ออออ) ภายใต้ค่าย KQ Ent. มีสมาชิก 8 คน เกาหลีล้วน และทุกคนใช้ชื่อจริงเป็นสเตจเนม พี่โตสุดเกิดปี 98 มักเน่เกิด 00 และมี 99ไลน์ถึง 5 คน ก่อนเดบิวต์เคยไปฝึกเต้นที่อเมริกา ในเอเชียอาจจะไม่ค่อยบูม แต่ฝั่งยุโรปกินรวบ เติบโตด้วยฐานแฟนอินเตอร์ที่แท้จริง เป็นวงที่ Performance ทรงพลังมาก อินเนอร์แรง ดุดันไม่เกรงใจใคร ซึ่งกะรัตหลายคนอาจจะไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ ไปดูน้องๆ เขาแนะนำตัวกันก่อน #ชวนกะรัตมาติ่งเอทีซ

@marugetko

147,783 次观看 • 1 年前

อดีต ผอ.โรงเรียน ยันมีเจตนาดี ให้เด็กไร้สัญชาติได้เรียน แต่ถูกแจ้งจับพาต่างด้าวเข้าเมือง ร้องสภาทนายความฯ ช่วยสู้คดี | วันใหม่ไทยพีบีเอส . ความคืบหน้าคดีนำเด็กไร้สัญชาติ 126 คน เข้าเรียนในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ก่อนหน่วยงานไทย ได้ผลักดันเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ออกนอกราชอาณาจักร และดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครู วานนี้ (25 ก.ค. 66) นางกัลยา ทาสม อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ยืนยันว่ามีเจตนาดี ต้องการให้เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ ไร้สัญชาติ ได้เรียนหนังสือ และทำตามระเบียบการยื่นขอรหัส G หรือนักเรียนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่ตนเอง ครูผู้ช่วย ภารโรง และผู้ใหญ่บ้าน รวม 5 คน กลับถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาพาคนต่างด้าวเข้าเมือง มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และข้อหาให้ที่พักพิงแก่เด็กอีกด้วย จึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้าน นายสุนทร พยัคฆ์ เลขาธิการสภาทนายความฯ กล่าวว่า มีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะคล้ายกันอยู่ ซึ่งเป็นแนวทางช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดี รวมถึงการนำเด็กนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา . 📌รับชมรายการ #วันใหม่ไทยพีบีเอส ได้ที่ #ThaiPBS #โรงเรียน #นักเรียน

Thai PBS

5,017,810 次观看 • 3 年前

ผู้หญิงอินเดียปลอมตัวใช้ชีวิตเป็นผู้ชายมา 37 ปี เพื่อปกป้องตัวเองและลูกสาว เคยเกือบโดนข่มขืน โดนจับเผาให้ตายตามผัว ตั้งแต่นั้นมาเลยโกนหัวแต่งตัวเป็นผู้ชาย บอกว่าถ้ารัฐจะให้เธอเป็นผู้หญิง ก็ช่วยมารับรองให้ด้วยว่าเธอจะไม่โดนผู้ชายข่มขืน เพชชีอัมมาล แต่งงานกับสามี ศิวะ ตอนตัวเธออายุ 20 แต่แต่งงานกันได้ 15 วัน สามีหัวใจวายเสียชีวิต และเธอยังพบว่าตัวเองท้อง สมัยนั้นผู้หญิงอินเดียที่เป็นแม่หม้าย มีชีวิตที่ยากลำบากมาก ตามหมู่บ้านห่างไกลในอินเดียจะเพ่งเล็งแม่เลี้ยงเดี่ยว มองว่ามีมลทินแล้ว มีพิธีนึงที่เรียกว่า ‘พิธีสตี’ เป็นพิธีให้ผู้หญิงที่เป็นแม่หม้าย โดดเข้ากองไฟตายตามผัว เป็นพิธีบูชายัญผู้หญิง คำว่า สตี ความหมายคือ ภรรยาผู้ภักดี ผู้หญิงพอผัวตายจะโดนสังคมกดดันให้ตายตาม แม้ว่าจะมีกฎหมายแบนพิธีกรรมนี้ แต่กฎหมู่ของสังคมตามหมู่บ้านห่างไกลก็ยังทำกันอยู่ ด้วยความที่เป็นแม่หม้ายแถมมีลูกสาว เพชชีอัมมาล เลยพยายามหาเลี้ยงลูกเอง ในสังคมที่เหยียดแม่หม้าย ไม่ให้โอกาส กีดกัน จ้องจับผิด จนเธอไปได้งานทำในโรงงานถ่านหินซึ่งเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำกัน โรงงานพอรู้ว่าเธอมีลูกเป็นแม่หม้ายก็คุกคามสารพัด โดนเลือกปฏิบัติ วันนึงตอนเธอเดินไปทำงานกะดึก มีคนขับรถบรรทุกขับรถผ่านมา จะฉุดเธอไปข่มขืน แต่โชคดีเธอหนีเอาชีวิตรอดมาได้ เช้าวันต่อมา เพชชีอัมมาลไปวัดเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะผู้หญิง พอออกมาจากวัดเพชชีอัมมาลก็ตายจากไปแล้ว เธอเกิดใหม่เป็น ‘มุตตู’ ผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตและโธตี (ผ้าเตี่ยวผู้ชายอินเดียใส่เป็นกางเกง) จากนั้นก็พาลูกสาวย้ายบ้าน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนตัวตนใหม่ ไปทำงานเป็นเชฟร้านอาหาร รับจ้างทาสี ขยัน ทำอาหารอร่อย จนมีผู้หญิงมาแอบชอบหลายคน มองว่าเธอเป็นสุภาพบุรุษ แต่เพราะมุตตูเป็นเพียงเสื้อเกราะของเพชชีอัมมาล เธอเลยไม่ได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหน มีผู้หญิงหลายคนมาขอสักชื่อพวกเธอลงบนแขนมุตตู แต่มุตตูอ้างว่า มีคู่หมั้นรออยู่แล้ว ทั้งที่จริงเธอไม่ได้ชอบผู้หญิง “สำหรับฉัน ฉันสวมใส่มุตตูเพื่อป้องกันตัว ครั้งนึงฉันขึ้นรถประจำทางตอนกลางคืน มีผู้ชายอยู่หลายคน ฉันเอาบุหรี่ขึ้นมาสูบ ขอไม้ขีดจากผู้ชายข้างๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าสมมติฉันใส่ส่าหรีเป็นผู้หญิง เหตุการณ์มันคงแตกต่างจากนี้” มุตตูเป็นผู้ชายในสายตาคนอื่น แม้แต่ลูกสาวยังไม่รู้จนอายุ 7 ขวบ คนจะเรียกมุตตูว่า มาสเตอร์ เป็นการให้เกียรติ เนื่องจากมุตตูเป็นเหมือนบุคคลตัวอย่างในชุมชน ความท้าทายอย่างหนึ่งของมุตตูคือประจำเดือน เธอต้องระวังตัวตลอด กินยาเพื่อให้ทำงานต่อได้ดูปกติ เธอหมดประจำเดือนเร็วตอนอายุประมาณ 40 ปี เมื่อมองย้อนกลับไปเธอบอกว่า ในเมื่อตัดสินใจเลือกเป็นมุตตูแล้ว ก็รู้สึกว่าต้องยอมรับทุกอย่างที่ตามมาให้ได้ เพราะทางเลือกอื่นอาจลำบากและเลวร้ายกว่านี้ เสื้อผ้าผู้ชายให้ความรู้สึกปลอดภัยในแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสในฐานะผู้หญิง มุตตูกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรอดชีวิตมาได้ เลี้ยงลูกสาวจนโต ส่งตัวลูกสาวเข้าพิธีแต่งงาน จ่ายค่าสินสอดให้ลูก ดูแลเงินทอง กิจการ ทั้งหมดนี้ถ้าทำในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวแทบเป็นไปไม่ได้ พิธีแต่งงานของฮินดู มีพิธีกันยาดาน ส่งตัวเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว ถ้าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวส่งตัวลูกสาว สังคมมองว่าอัปมงคล เพราะเป็นแม่หม้าย เป็นสัญลักษณ์ความโชคร้าย แต่กลับกันถ้าเป็นพ่อ สังคมกลับมองว่าสมเกียรติ เป็นผู้นำครอบครัว ศนมุกะซุนดารี ลูกสาวของมุตตู เปิดร้านของชำอยู่ในหมู่บ้าน เล่าว่า แม่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อหาเลี้ยงเธอ โดยไม่เคยขออะไรตอบแทน มุตตูออกมาเผยตัวตนเพราะเธอต้องยื่นเอกสารรับเงินบำนาญคนชรา แต่ตอนนี้เอกสารทุกอย่างลงชื่อว่า มุตตู เธอคือผู้ชายแล้ว มุตตูบอกว่า ถ้ารัฐอยากให้เธอเป็นผู้หญิงก็ต้องมารับรองความปลอดภัยให้เธอ พอนักข่าวถามว่า ไม่คิดถึงการเป็นผู้หญิงเหรอ? มุตตูก็ตอบว่า “ฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและอยากอยู่แบบนี้ แต่สังคมรับประกันความปลอดภัยอะไรให้ฉันและลูกได้บ้าง ความปลอดภัยของฉันอยู่ที่ไหน ฉันเป็นหญิงหม้าย สมมติมีคนข่มขืนฉัน สังคมจะตัดสินอย่างยุติธรรมโดยไม่ทำลายฉันมั้ย แต่ช่างมันเถอะ ฉันมีความสุขแล้วที่ได้เป็นผู้ชาย” ผู้หญิงอินเดียคนนี้มีชีวิตรอดมาตลอด 37 ปี เพราะเลือกทางเดินใหม่ที่ไม่ยอมถูกกำหนดโดยสังคมให้ตัวเอง มุตตูตกลงปลงใจแล้วว่า ถึงตายไปแล้วก็จะใส่ให้ลูกสาวใส่ชุดผู้ชายให้ ชาตินี้จะไม่ใส่ส่าหรีอีกแล้ว

L O L A

4,403,002 次观看 • 2 天前