Загрузка видео...

Не удалось загрузить видео

На главную

ตล่ก สรุปแล้วใครพูดเยอะสุด 555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555544455

118,422 просмотров • 6 дней назад •via X (Twitter)

Комментарии: 0

Нет доступных комментариев

Здесь появятся комментарии из оригинального поста

Похожие видео

ผู้หญิงจีนอยู่ดีๆ โดนแม่จับส่งรพจิตเวช เพราะแม่ต้องการหุบสมบัติลูกสาวมูลค่า 30 ล้าน ลูกสาวเกิดมาแม่เกลียดมาก เพราะแม่อยากได้ลูกชาย ไม่เคยได้รับความรัก แต่โตมาเป็นคนเก่ง จนมีอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ แต่แล้วแม่อยากได้สมบัติลูก เลยเริ่มปล่อยข่าวลือว่าลูกเป็นบ้า หลอกจับลูกส่งรพ จูจินหง เป็นเด็กผู้หญิง เกิดปี 1968 ที่มลฑลเจียงซู เกิดมาเป็นลูกคนที่สาม พอเกิดมาแม่ผิดหวังมาก เพราะแม่อยากได้ลูกชาย แม่เลยไม่รัก ไม่เลี้ยงดู แต่ถึงแม่ไม่รัก จูจินหงก็เป็นเด็กดี เรียนหนังสือเก่ง จนจบจากมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศหนานจิง สาขาด้านภาษาญี่ปุ่น พอเรียนจบก็ย้ายไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น แต่งงานกับผู้ชายญี่ปุ่นและได้รับสัญชาติ ถึงตัวจะอยู่ไกล แต่จูจินหงก็ยังส่งเงินให้แม่ที่ไม่เคยรักเธอเลย ส่งให้ทุกเดือน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และหนานทง (บ้านเกิดของเธอและครอบครัว) ฝากให้แม่ช่วยดูแลเพราะเธออยู่ญี่ปุ่น พูดได้ว่าความที่แม่มีฐานะขึ้นมาก็เพราะลูกที่แม่ไม่รักคนนี้ แต่แล้วในปี 2007 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย จูจินหงกับสามีตกงานพร้อมกัน สามีมองว่าจูจินหงส่งเงินให้แม่ เลยทำให้ชีวิตคู่ลำบาก ถ้าไม่ส่งให้ป่านนี้เรามีเงินเก็บแล้ว จูจินหงรู้สึกผิดเลยหย่ากับสามีแล้วกลับจีน แม่ของจูจินหง ‘ถังเหม่ยหลาน’ พอรู้ว่าลูกตกงานก็เปลี่ยนจากแย่แล้วเป็นแย่มากกว่าเดิม จากที่พอจะคุยกันได้ ตอนนี้แม่กดดันลูกสาว จะเอาเงินจากลูก ต้องการครอบครองอสังหาฯทั้งหมดของลูกไว้เอง ตอนนี้ถึงเศรษฐกิจจะแย่ แต่มูลค่าทรัพย์สิน ที่ดิน บ้าน ห้องแถว มีมูลค่ามหาศาล ประมาณ 6 ล้านหยวน หรือประมาณ 30 ล้านบาทไทย และยังมีทรัพย์สินในฮ่องกง ญี่ปุ่น แต่จูจินหงไม่ได้อยากยกให้แม่ อยากเอามาลงทุน ขายต่อ มาต่อยอดธุรกิจ เริ่มต้นสร้างตัวใหม่ จูจินหงพยายามอธิบายให้แม่ฟัง แต่แม่ไม่สน แม่มองว่าจูจินหงตกงาน ไม่มีความสามารถจะดูแลอะไรเอง ทะเลาะกันทุกวันจนจูจินหงย้ายไปอยู่กับเพื่อน ขณะเดียวกัน แม่ปล่อยข่าวให้ทุกคนที่รู้จักว่า “ลูกสาวฉันสติแตกไปแล้ว เป็นบ้าตั้งแต่หย่ากับผัว พวกเธออย่าไปยุ่งกับมันเด็ดขาดนะ มันสติไม่ดี!” จูจินหงเริ่มรู้สึกว่าแม่ไว้ใจไม่ได้อีกต่อไป รู้สึกไม่ปลอดภัยกับผู้หญิงคนนี้ เลยกลับญี่ปุ่นไปต้้งหลัก ขณะเดียวกันแม่ก็พยายามหาทางติดต่อให้ลูกสาวยกสมบัติให้ จนวันนึงแม่โทรหาลูกสาว ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนว่า กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเถอะนะ จูจินหงที่เนื้อแท้เป็นคนดี รักแม่ เลยบินกลับจีนในปี 2010 แต่พอก้าวเข้าบ้าน แม่กับพี่สาวคนโตจับเธอมัด! ขู่ให้เธอเซ็นเอกสารยกสมบัติให้ จูจินหงไม่ยอมเซ็น แม่เลยใช้เอกสารใบรับรองผลตรวจจิตเวชปลอม ได้มาจากผัวพี่สาวคนโตที่ทำงานเป็นตำรวจ จับลูกส่งรพจิตเวชเมืองหนางทง หมอก็เข้าใจว่าเธอป่วยจริง พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ โดนบังคับให้กินยา โดนช็อตไฟฟ้า บอกใครว่าไม่ได้บ้าก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะในสายตาทุกคนตอนนี้เธอคือคนบ้า เวลาผ่านไป จูจินหงที่เป็นคนฉลาด เลือกที่จะเงียบ ไม่โวยวายให้เสียพลังงานฟรี เธอสังเกตเก็บข้อมูลรอโอกาสหนี จนวันนึงเพื่อนสนิทมาเยี่ยม เธอเลยแอบเอาจดหมายให้ ในจดหมายเขียนว่า ช่วยฉันด้วย พร้อมอธิบายเรื่องราวทุกอย่าง เพื่อนเลยเอาจดหมายส่งให้สถานีโทรทัศน์ สื่อเลยมาทำข่าว ตอนแรกรพไม่ให้สื่อเข้า แม่ก็บอกนักข่าวว่าลูกสติไม่ดี ชอบพูดเพ้อเจ้อ แต่มีนักข่าวและทนายมาช่วย สุดท้ายมีการตรวจสุขภาพจิต พบว่า จูจินหง ปกติดีทุกอย่าง เอกสารตอนแรกก็เป็นของปลอม จูจินหงถูกปล่อยตัวออกจากรพจิตเวชหลังโดนขังครึ่งปี แต่ระหว่างที่จูจินหงโดนขัง แม่โอนทรัพย์สินมาเป็นชื่อตัวเองหมดแล้ว แต่ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะและโอนสมบัติทั้งหมดคืนให้จูจินหง ผัวพี่สาวโดนจับ ส่วนแม่ก็พยายามยื่นฟ้องศาลอ้างว่าลูกเป็นบ้าอีก ศาลปัดตกหมด แม่เลยทำอะไรไม่ได้และหมดตัว ปัจจุบันจูจินหงย้ายกลับญี่ปุ่นนานแล้ว และตัดขาดความสัมพันธ์กับแม่และครอบครัว แม่บางคนก็ไม่ได้มองว่าลูกเป็นลูก แต่มองเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน

L O L A

500,574 просмотров • 4 дней назад

เกาหลีเคยมีโรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนนรก ครูข่มขืนฆ่านรหมกป่าแต่ไม่มีใครรู้ เพราะนรโรงเรียนนี้หูหนวกเป็นใบ้ พอผู้อำนวยการถูกจับ กลับติดคุกแค่ 10 เดือน เด็กโดนขังจนต้องขูดเศษผนังมากิน แต่อัยการไม่อยากทำคดีนี้ มองว่าคนใบ้สมองไม่รู้เรื่อง และไม่เห็นแสดง ‘เสียง’ เพื่อขัดขืน ในปี 1961 ที่เมืองควังจู มีการก่อตั้ง โรงเรียนควังจูอินฮวา โรงเรียนสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน เป็นพื้นที่ของเด็กๆ ผู้ที่พิการทางการให้ได้ใช้ชีวิตปกติ อยู่กับเพื่อนๆ ที่สื่อสารภาษามือด้วยกัน ฟังดูเหมือนสวรรค์น้อยๆ แต่ความจริงที่นี่คือนรกบนดิน โรงเรียนนี้เบื้องหลังคือธุรกิจครอบครัว เป็นมูลนิธิ ประธานมูลนิธิให้ลูกชายคนโตมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และให้ลูกชายคนรองเป็นฝ่ายบริหาร ให้ลูกชายอีกคนเป็นรองครูใหญ่ ให้ญาติมาช่วยทำ เวลาใครทำอะไรผิดเลยช่วยกันปกปิด เด็กถูกครูมองว่าไม่ใช่คน เพราะพิการ หลายครอบครัวส่งลูกมากินนอนที่โรงเรียนนี้ หลายคนเป็นเด็กกำพร้า อีกหลายคนมีอาการพิการอย่างอื่นด้วย เดินไม่ได้ เด็กๆ ตกอยู่ใต้อำนาจผู้ใหญ่ใจร้าย ครูที่นี่ไม่ได้มีความสงสารเห็นใจเด็ก ดูถูก ทุบตีนักเรียน ตัดผมเด็ก บูลลี่ ล้อเลียนความพิการ เด็กถูกทำร้ายจิตใจไม่เว้นแต่ละวัน ครูเลือกเด็กแล้วจับรุมโทรม ข่มขืนจากรุ่นสู่รุ่น จับทำสิ่งวิปริตตามอำเภอใจ เช่น สั่งให้เด็กแก้ผ้าเพื่อเป็นแบบวาดรูป จับเด็กขังให้หิวจนเด็กต้องขูดเอาสีบนผนังมากิน จับแกล้งทรมาน เด็กโดนมัดติดกับเครื่องทำความร้อนในห้องน้ำ ให้อดอาหาร ลงโทษด้วยการจับจูบ ให้ดูหนังโป๊ ให้เด็กด้วยกันทำร้าย บางคนถูกฆ่าหมกป่า คนภายนอกไม่รู้เรื่องก็เอาเงินมาช่วยบริจาค ไม่รู้เลยว่าเงินเข้ากระเป๋าผู้อำนวยการและญาติ มีการคาดการณ์ว่าเงินอุดหนุนและบริจาคปีเดียวมีมากถึงสองพันล้านวอน (สี่สิบล้านบาท) แต่สภาพโรงเรียนไม่มีการพัฒนา เพราะเงินถูกเอาไปใช้ส่วนตัวหมด เด็กอยู่ในสภาพจำยอม หนีไม่ได้ หลายคนไม่มีบ้านให้กลับ พ่อแม่ลำบากเป็นผู้พิการเหมือนกัน ฟ้องใครก็ไม่ได้เพราะพวกเดียวกันหมด เด็กโดนครูบังคับให้ยกโทษให้คนที่ข่มขืนตัวเอง บังคับให้เซ็นเอกสาร ครูที่จะช่วยเด็กโดนไล่ออก โดนอำนาจมืดรังควาน อะไรเหี้ยๆ มีที่นี่หมด ปี 2005 มีครูคนใหม่ ครูสังเกตเห็นว่า เด็กคนนึงเดินแปลกๆ ไปถามจนรู้ว่าเด็กโดนข่มขืน ครูเอาเรื่องนี้ไปฟ้องแต่ถูกไล่ออก ครูพาเด็กไปศูนย์ช่วยเหลือ เป็นจุดเริ่มต้นแฉด้านมืด มีสื่อมาทำข่าว เหยื่อออกมาประท้วง พวกครูเลวเอาเอกสารที่เด็กโดนบังคับเซ็นว่าไม่ได้โดนทำร้ายมาอ้าง จับเด็กให้พลิกคำพูดว่าสร้างเรื่อง เด็กไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจทำงานช้า อัยการไม่สนใจทำคดี มองว่า ผู้พิการชอบสับสน ให้การกลับไปกลับมา คดีถูกยืดเยื้อจนกว่าจะสั่งฟ้องก็ผ่านไปหลายเดือน มีการบุกจับพวกครูและผู้อำนวยการ พวกครูโดนรอลงอาญาปล่อยมาอยู่อิสระ กลับไปสอนปกติ จะมีที่ลงโทษจริงจังหน่อยก็คือผู้อำนวยการที่ติดคุก 10 เดือน ติดน้อยมากเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้น นักเขียนชื่อ กงจียอง อ่านข่าวเรื่องนี้แล้วเกิดแรงบันดาลใจเขียนนิยายเรื่อง ‘เดอะ ครูซิเบิล’ หลังจากหนังสือตีพิมพ์ มีนักแสดงเกาหลี ‘กงยู’ ได้อ่านตอนเข้ากรมทหาร อ่านจบรู้สึกคับแค้นใจมาก เขารู้สึกต้องทำอะไรซักอย่าง ติดต่อนักเขียน ติดต่อผู้กำกับมาสร้างหนัง ติดต่อนายทุน ตอนแรกนายทุนไม่อยากสร้างเรื่องนี้ เพราะมันหดหู่ กลัวขายไม่ได้ ผู้กำกับที่ยอมมารับงานคือ ฮวังดงฮยอก ผู้กำกับสควิดเกม แล้วหนังของคดีนี้เลยเกิดขึ้น หนังนำแสดงโดยกงยู มีนักแสดงเด็กที่ฝึกภาษามือมาโดยเฉพาะ ผู้กำกับใช้เทคนิคการถ่ายทำแยกส่วน ไม่ให้เด็กถ่ายทำร่วมกับผู้ใหญ่ในฉากรุนแรง พอฉายในปี 2011 กลายเป็นปรากฏการณ์ คนดูทั้งประเทศ ประธานาธิบดีเกาหลียังไปดู จุดกระแสให้คนเรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นคดี และมีพยานลับคือ คนขับรถโรงเรียน ที่ทำงานในโรงเรียนมา 20 ปี เขียนบันทึกทุกอย่างไว้ คนดูหนังจบก็ร่วมลงชื่อเรียกร้อง สุดท้ายผู้อำนวยการเลยติดคุกเพิ่มเป็น 12 ปี และโรงเรียนก็ถูกสั่งปิดในปีที่หนังออกฉายปีเดียวกัน ภายหลังมีการผ่านร่างกฎหมายโทกานี ยกเลิกอายุความสำหรับคดีอาชญากรรมทางเพศผู้พิการ (เท่ากับผ่านไปกี่ปีก็นำตัวคนร้ายมาลงโทษได้) ให้การเอาผิดคนร้ายล่วงละเมิดผู้พิการ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเหยื่ออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ไม่มีการอ้างว่าเหยื่อส่งเสียงมั้ย ขยับตัวมั้ย คนพิการโดนล่วงละเมิดก็คือโดนล่วงละเมิด หนังหรือหนังสือสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ กงยูให้สัมภาษณ์ว่า หลังอ่านหนังสือเรื่องนี้จบ เขายังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่พอรู้แล้ว เขาเลยถามตัวเองว่า ในฐานะนักแสดง เขาทำอะไรได้บ้าง เขาเลยตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่ามันจะเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น เสียงของเขากลายเป็นเสียงที่เปล่งออกมาแทนเด็กๆ และเปลี่ยนโฉมกฎหมายเกาหลีที่มีต่อผู้พิการไปตลอดกาล สุขสันต์วันเกิดกงยู

L O L A

5,557,866 просмотров • 5 дней назад