Video wird geladen...

Video konnte nicht geladen werden

Zur Startseite

ปาฏิหาริย์ ไก่โอ๊ก!!! ช่วยแม่รอดชีวิต

1,941,944 Aufrufe • vor 3 Jahren •via X (Twitter)

10 Kommentare

Profilbild von TSS
TSSvor 3 Jahren

เท่าที่ดูจากคลิป มีอาการหน้ามืดนำมาก่อนจากนั้น หมดสติ หน้าซีด เหงื่อแตก น่าจะเข้าได้กับอาการ”เป็นลม” นะครับ เจอแบบนี้ ให้ลองปลุกผู้ป่วยดังๆ เรียกคนช่วย คลำชีพร ถ้ายังมีให้จับนอนหงาย ยกขาสูง แต่ถ้าคลำไม่ได้ต้องทำการกดหน้าอก(cpr) ทันทีครับ ไก่นี้คือขั้นตอนปลุกเท่านั้นครับ

Profilbild von DekDok 🍟
DekDok 🍟vor 3 Jahren

โรงเรียน ควรสอนวิธีการช่วยชีวิตด้วยนะเนี่ย ยิ่งเล็กยิ่งดี

Profilbild von สาววายท่านหนึ่ง |คีพคู่ฟบ.
สาววายท่านหนึ่ง |คีพคู่ฟบ.vor 3 Jahren

แม่ต้องไปตรวจสุขภาพด้วยนะ จะได้อยู่กับน้องไปนานๆ

Profilbild von ยุทธนา
ยุทธนาvor 3 Jahren

แล้วอยู่อยู่แม่ของเด็กเป็นอะไรครับ

Profilbild von Sodazaa.
Sodazaa.vor 3 Jahren

ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ คุณแม่...แก้วหูแตกไปข้างนึงแล้วคับ.ท่านผู้ชม.

Profilbild von ไก่โอ๊กส์เด้ง 🦛
ไก่โอ๊กส์เด้ง 🦛vor 3 Jahren

ไก่โอ๊กส์ทำเต็มที่เลยคับ 🐥

Profilbild von แมวส้มผุไม่เคย้อท้อ
แมวส้มผุไม่เคย้อท้อvor 3 Jahren

แล้วคุณแม่เป็นอะไรอะ

Profilbild von Nawin007
Nawin007vor 3 Jahren

คุณแม่น่าจะมีอาการน่ามืด ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เลยทำให้เป็นอย่างในคลิป ยังไงก็ขอให้คุณแม่รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

Profilbild von Kimjee
Kimjeevor 3 Jahren

นึกว่าเอาไก่โอ๊กตะโกนให้คนอื่นช่วย❌ อัดโอ๊กใส่หูแม่✅

Profilbild von octobow
octobowvor 3 Jahren

ถามได้ไหมคะว่ารอดได้อย่างไร

Ähnliche Videos

💔 ยายวัย 86 ไม่มีแม้แต่บ้านจะนอน... แต่ยังยอม “เลี้ยงข้าว” คนแปลกหน้า เรื่องจริงสุดซาบซึ้งที่เปลี่ยนชีวิตคนทั้งโลก "ทำไมเราจะช่วยกันมีความสุขไม่ได้ล่ะ? ขอแค่คนตรงหน้ามีความสุข... มันก็พอแล้ว" คำพูดเรียบง่ายจาก ยาย Lieng หญิงชราวัย 86 ปี เจ้าของร้าน Café Bích Nga ในรัฐฟลอริดา ร้านอาหารเงียบเหงาที่ไม่มีลูกค้ามานานหลายชั่วโมง จนกระทั่ง Julian Becerra คอนเทนต์ครีเอเตอร์วัย 24 ปี เดินเข้ามาเป็นลูกค้าคนแรกของวัน... หลังกินเสร็จ Julian พยายามจะจ่ายเงิน แต่น้า Lieng ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เธอตั้งใจ "เลี้ยงข้าว" มื้อนั้นให้ชายแปลกหน้าเพียงเพราะอยากเห็นเขามีความสุข Julian ประทับใจในรอยยิ้มและจิตใจอันงดงาม จึงอัดคลิปเชิญชวนผู้ติดตามว่า “จะเจ๋งแค่ไหน ถ้าสัปดาห์หน้าพวกเราพากันมากินจนร้านนี้แน่น? มาช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริงกันเถอะ!” แต่ในตอนนั้น... ไม่มีใครรู้เลยว่าหลังรอยยิ้มใจดีนั้น มีความจริงอันเจ็บปวดซ่อนอยู่ 😭 หญิงชราที่ไม่มี "บ้าน" ให้กลับไปนอน ยาย Lieng อพยพมาจากสงครามเวียดนามและสู้ชีวิตเปิดร้านนี้มาตั้งแต่ปี 2009 แต่หลังวิกฤตโควิด-19 ร้านขาดทุนหนักจนเธอไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ทุกคืนหลังปิดร้าน ยายต้องกางเก้าอี้พับ นอนขดตัวอยู่ตรงโซนต้อนรับของร้านตัวเอง เธอทำงานมากกว่า 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แทบไม่มีวันหยุด แม้จะเคยป่วยหนักเป็นโรคปอดบวม ก็ยังต้องฝืนเปิดร้านเพื่อประคองชีวิต คำถามคือ... คนที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะนอน ทำไมถึงยังยอมเลี้ยงข้าวคนแปลกหน้า? คำตอบนั้นกระแทกใจ Julian อย่างแรง จนเขาตัดสินใจเปิดระดมทุนเพื่อช่วยยาย Lieng และเรื่องราวของเธอก็เดินทางไปไกลเกินกว่าใครจะคาดคิด 🚀 ปาฏิหาริย์ 24 ชั่วโมง และ "กุญแจบ้าน" หลังใหม่ พลังแห่งน้ำใจไหลมาจากทั่วทุกมุมโลก เพียง 24 ชั่วโมง ยอดบริจาคพุ่งสูงถึง 127,000 ดอลลาร์ และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ยอดเงินทะลุ 200,000 ดอลลาร์ (เกือบ 7 ล้านบาท!) และในวันที่ 1 มิถุนายน ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงก็เกิดขึ้น... Julian ร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไร นำเงินทั้งหมดไปมอบให้ยาย Lieng พร้อมกับ "บ้านหลังใหม่ที่ตกแต่งพร้อมเข้าอยู่" ห่างจากร้านอาหารเพียงไม่กี่นาที จากคนที่ต้องนอนบนเก้าอี้พับในร้าน วันนี้ยาย Lieng มีกุญแจบ้านเป็นของตัวเองแล้ว เธอพูดด้วยภาษาอังกฤษเรียบง่ายแต่น้ำตาคลอว่า “ฉันอยากขอบคุณทุกคน ขอบคุณจากหัวใจจริง ๆ” หลายคนมักบอกตัวเองว่า "ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน" "ต้องรวยก่อน" "ต้องมีเวลาว่างก่อน" แล้วค่อยคิดจะช่วยเหลือคนอื่น จริงอยู่... เราไม่ควรอุ้มคนอื่นจนตัวเองล้ม แต่ถ้าเรารอจนชีวิต "ไม่มีปัญหาเลย" วันที่เราจะได้แบ่งปันอาจไม่มีวันมาถึง การให้... ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเงินก้อนโต บางครั้งมันคือรอยยิ้ม คำตอบรับที่อบอุ่น หรือการหยิบยื่นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวันที่เราพอทำได้ ❤️

Tommy The Gods ☀️ 🔥

22,330 Aufrufe • vor 11 Tagen

🎈 แฟ้มคดีลวงโลก ปฏิบัติการ "เด็กชายบอลลูน" (The Balloon Boy Hoax) ย้อนกลับไปในวันที่ 15 ตุลาคม ปี 2009 ณ เมืองฟอร์ตคอลลินส์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากการทดลองวิทยาศาสตร์ในครอบครัว ได้ลุกลามกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติที่ทำให้เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทาง เฮลิคอปเตอร์ทหารต้องออกโรง และจบลงด้วยการสอบสวนคดีฉ้อฉลที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งในยุค 2000s นี่คือเรื่องราวของ คดีเด็กชายบอลลูน (Balloon Boy) ที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำและการพลิกผัน 🚀 นาทีระทึกเหนือม่านเมฆ ครอบครัวฮีน (Heene) นำโดย ริชาร์ด ผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และพายุ ได้ร่วมกันสร้างบอลลูนฮีเลียมขนาดยักษ์รูปทรงคล้ายจานบินยูเอฟโอ (UFO) สีเงินแวววาว ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมการอยู่ข้างนอกนั้น มีเสียงหนึ่งถามขึ้นมาว่า "เราจะบินมันตอนนี้เลยไหม?" แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ บอลลูนหลุดจากสายรัดและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ความตื่นตระหนกมาเยือนเมื่อพี่ชายคนหนึ่งบอกว่าเห็น "ฟอลคอน" เด็กชายวัย 6 ขวบ เข้าไปในกล่องใต้ตระกร้าบอลลูนก่อนที่มันจะลอยทะยานขึ้นไป ริชาร์ดรีบโทรแจ้ง 911 ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก โดยระบุว่าครอบครัวของเขาสร้างจานบินทดลองขึ้นมา แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้บิน และพวกเขาคิดว่าได้ผูกสายรัดยึดไว้กับพื้นแล้ว ก่อนจะแจ้งข่าวร้ายกับเจ้าหน้าที่ว่า "ผมคิดว่าลูกชายวัย 6 ขวบของผม... เขาเข้าไปข้างใน แล้วมันก็ลอยขึ้นไป... เขาอยู่บนฟ้า" ปฏิบัติการไล่ล่าเหนือเวหาจึงเริ่มขึ้น เฮลิคอปเตอร์ของกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ถูกส่งออกไปติดตามบอลลูนอย่างกระชั้นชิด สื่อทุกสำนักถ่ายทอดสดเหตุการณ์นี้ไปทั่วโลก สนามบินนานาชาติเดนเวอร์ถึงกับต้องสั่งระงับและเปลี่ยนเส้นทางเที่ยวบินเพื่อความปลอดภัย หลังจากการลอยคว้างอยู่บนฟ้ากว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง บอลลูนก็ร่อนลงจอดกลางทุ่งนา แต่เมื่อทีมกู้ภัยไปถึง... กลับไม่พบร่างของฟอลคอนอยู่ข้างใน ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของทุกคน เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสันนิษฐานที่เลวร้ายที่สุดว่า เด็กชายอาจพลัดตกลงมาจากความสูงหลายพันฟุตระหว่างที่บอลลูนกำลังลอยอยู่ ทีมค้นหาภาคพื้นดินจึงถูกปูพรมออกค้นหาอย่างเร่งด่วน 🏠 จุดพลิกผัน ความจริงที่ซ่อนอยู่ในบ้าน ในขณะที่ทั้งประเทศกำลังส่งกำลังใจ ปาฏิหาริย์ (หรือความโอละพ่อ) ก็เกิดขึ้น เมื่อมีคนพบฟอลคอนซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้หลังคาเหนือโรงรถภายในบ้านของเขาเองอย่างปลอดภัยดี! เรื่องราวควรจะจบลงด้วยความโล่งใจ แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวน เมื่อครอบครัวฮีนไปออกรายการสัมภาษณ์สดของ CNN ในช่วงที่ผู้ประกาศข่าวถามฟอลคอนว่า เขาได้ยินเสียงทุกคนตะโกนเรียกชื่อเขาหรือไม่ เด็กชายตอบว่าได้ยิน แต่เมื่อถูกถามต่อว่า "แล้วทำไมไม่ออกมาจากที่ซ่อน?" ฟอลคอนหันไปมองหน้าพ่อของเขาและพูดประโยคที่ทำเอาคนทั้งประเทศอ้าปากค้าง "ที่บ้านบอกว่า... เราทำแบบนี้เพื่อรายการ" เมื่อเจอคำพูดนี้เข้าไป ริชาร์ดถึงกับแสดงอาการลุกลี้ลุกลน เขาพยายามอธิบายแก้ต่างอย่างตะกุกตะกักว่า เวลาที่ฟอลคอนรู้ตัวว่าทำผิด เขาจะชอบวิ่งหนีไปซ่อนตัวและหลบหน้าผู้คน ในขณะที่ มายูมิ ผู้เป็นแม่ชาวญี่ปุ่น ก็พยายามเสริมว่า พวกเขาค้นหาเด็กชายในทุกๆ ที่ของบ้านแล้ว "แม้กระทั่งในลิ้นชักเล็กๆ" แต่มันก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผล 🕵️ ไขคดี การจัดฉากเพื่อชื่อเสียง จากประโยคเดียวของเด็กชายวัย 6 ขวบ ตำรวจได้เปลี่ยนสถานะครอบครัวนี้จาก "ผู้ประสบเหตุ" เป็น "ผู้ต้องสงสัย" ทันที ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า แรงจูงใจเบื้องหลัง ครอบครัวฮีนเคยไปปรากฏตัวในรายการเรียลลิตี้โชว์อย่าง Wife Swap มาแล้วถึงสองครั้ง ตำรวจสืบทราบว่าริชาร์ดมีความทะเยอทะยานอย่างมากที่จะมีรายการเรียลลิตี้โชว์เกี่ยวกับครอบครัวนักวิทยาศาสตร์เพี้ยนๆ ของเขาเอง การปล่อยบอลลูนจึงเป็น "Stunt" ที่จัดฉากขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากสื่อและสถานีโทรทัศน์ การสารภาพ ในระหว่างการสอบสวนที่ตึงเครียด มายูมิได้ยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นการจัดฉาก และเธอกับสามีรู้อยู่ตลอดเวลาว่าฟอลคอนซ่อนตัวอยู่ในบ้าน บทสรุปทางกฎหมาย ริชาร์ด ถูกตัดสินจำคุก 90 วัน และต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายจำนวน 36,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.2 ล้านบาท) ให้กับหน่วยงานรัฐเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการนำเฮลิคอปเตอร์และทีมกู้ภัยออกค้นหา มายูมิ ถูกตัดสินจำคุก 20 วัน โทษฐานแจ้งความเท็จ 🎬 ความจริงที่ยังคลุมเครือ และบทสรุปในปี 2020 เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่ในชั้นศาล หลังจากรับโทษ ครอบครัวฮีนได้ออกมากลับคำให้การ โดยริชาร์ดอ้างว่า ที่เขายอมรับสารภาพในตอนแรก เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่า หากเขาไม่รับสารภาพ มายูมิอาจถูกตั้งข้อหาอาญาร้ายแรงและถูก "เนรเทศ" กลับประเทศญี่ปุ่น เขาจึงต้องยอมรับผิดเพื่อปกป้องภรรยาและรักษาครอบครัวไว้ พวกเขาตอกย้ำความบริสุทธิ์ของตนเองมาตลอดหลายปี โดยยืนยันว่าบอลลูนหลุดไปจริงๆ และพวกเขาเชื่อจริงๆ ว่าลูกชายอยู่ในนั้น ส่วนคำพูดของฟอลคอนในรายการ CNN เป็นเพียงความเข้าใจผิดของเด็กที่สับสนกับคำถาม การพลิกโผครั้งสุดท้าย ในปี 2020 ผู้ว่าการรัฐโคโลราโด (Jared Polis) ได้ตัดสินใจ "อภัยโทษ" (Pardon) ให้กับริชาร์ดและมายูมิ โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาได้รับผลกระทบทางสังคมและชดใช้ความผิดมามากพอแล้ว เรื่องราวสุดวุ่นวายนี้ถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีบน Netflix เพื่อเจาะลึกมุมมองของครอบครัวฮีน ที่จนถึงทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า "นี่ไม่ใช่งานจัดฉาก"

R here

77,051 Aufrufe • vor 11 Tagen