正在加载视频...

视频加载失败

มีหลักฐานการซื้อเสียง มียันคลิปหลักฐาน มียันชาวบ้านออกมาทวงเงิน แต่..!! กกต.ไม่ยุบพรรคภูมิใจไทย ทำไมหรือคะ กกต. เพราะไม่มีเหตุที่จะเชื่อได้ว่าเหมือนพรรคก้าวไกลหรอคะ?? ถถถถถ ประเทศสารขันธ์ ประเทศแห่ง 2 มาตราฐาน ประเทศที่มีองค์กรอิสระที่แม่งไมได้อิสระซักนิด ใครมองไม่ออกกูแนะนำให้เลิกแดกข้าวแล้วไปแดกหญ้าแทนซะนะ คลิป

98,173 次观看 • 1 年前 •via X (Twitter)

10 条评论

RyuAlone 的头像
RyuAlone1 年前

นักการเมืองท้องถิ่นขนแบงร้อยออกจากบ้านเป็นลังๆ กกต.บอกปกติ ปกติก็เหี้ยละ

saeba ryo 的头像
saeba ryo1 年前

ไอ้หอก ทีตอนธนาธรยังโยงเอาผิดจนได้ว่าเงินกู้คือรายได้ ให้ที่มาของเงินมันไม่ชอบด้วยกฏหมาย จะได้สอยได้ ทีของ ภจท. เสือกไม่สงสัยว่าเงินที่บริจาคไม่ชอบด้วยกฏหมาย สักวันเถอะ ประเทศเข้าที่เข้าทาง ต้องลากพวกห่านนี่เข้าคุกให้หมด!!

@won-air 的头像
@won-air1 年前

เห็นด้วยครับ สองมาตรฐาน เลือกปฎิบัติ เรื่องจริงครับ

Standing for Freedom Center 的头像
Standing for Freedom Center2 年前

The Berlin Wall fell for a reason. It would be foolish to consider trying to rebuild it - and all it represents - today.

Piboon 的头像
Piboon1 年前

อง์กรโปร่งใสได้คะแนนสูงสุดพ่องมึง หค รอดูแม่งติดคุกทั้งแก๊ง

No-Work 的头像
No-Work1 年前

กกด. ( กอ-กะ-ดอ )..ไม่มียุคไหนหน้าด้านเท่ายุคตาลุงคนนั้นแต่งตั้งมา ..จริง ..!!!

#dexsamyan_84 的头像
#dexsamyan_841 年前

พวกเหี้ยเหมือนกัน ยุบได้ไง??iSUS

😍Tigermask😍 的头像
😍Tigermask😍1 年前

คนแต่งตั้ง กกต.ชุดนี้ คงภูมิใจเพราะคงได้ ของขวัญจากผู้มีอำนาจ เพราะโดนคดีอะไรก็ไม่ผิด เปิดช่องทางเอาผิดฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว

Guiize 的头像
Guiize1 年前

กกต ทำงานค้านสายตาแบบนี้ ให้ควยยังน้อยไป

ไข่เจียว 的头像
ไข่เจียว1 年前

ฟ้องสักทีเถอะ

相关视频

สรุปสั้นๆ ศาลให้ก้าวไกลชี้แจง 2 คำถาม 1.พรรคก้าวไกลมีโอกาศได้ชี้แจงในชั้น กกตหรือไม่ ตอบ พรรคก้าวไกลไม่มีโอกาศได้ชี้แจงต่อ กกต เลย 2.การกระทำเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ ตอบ การกระทำของพรรคไม่เป็นปฏิปักษ์ และพรรคไม่ขอตอบเรื่องนี้ในชั้นศาล เพราะ ชั้น กกต ไม่มีคำถามนี้ คำถามว่าเป็นปฏิปักษ์หรือไม่เป็นคำถามใหม่นอกเหนือจากเดิม เพราะฉะนั้นต้องถามใหม่ในชั้น กกต ก่อน แล้วค่อยส่งมาถามในชั้นศาล ตามกระบวนการที่ถูกต้องของ กกต ตอนนี้ในฐานะประชาชน ผมมองว่า กกต ไม่ทำตามกระบวนการของตนเอง ดังแผนผังการดำเนินการของ กกต เอง ประเด็นสำคัญ! กกต ก่อนส่งไปศาล กกต ต้องเรียกพรรคนั้นๆมาชี้แจงก่อน ถึงส่งศาลได้ แต่นี่ กกต ไม่ทำตามกฏของ กกตเอง ซะงั้น การยื่นคำร้อง กกต จึงผิดหลักการของระเบียบตนเอง

โจที่เพื่อนชอบเรียกผิดว่าโจ้

217,547 次观看 • 2 年前

[ องค์กรอิสระอย่าง กกต. ควรเป็นอิสระในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานการเงินของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ในเมื่อ กกต. ตัดสินใจไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง โดยมีเพียงแค่ สตง. ที่มาชี้แจงแทน ผมจึงได้เริ่มการอภิปรายโดยการตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำลักษณะนี้เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติประชาชน เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นับวันเริ่มเหินห่างจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสรรหาและรับรองกรรมการ กกต. ที่ไม่มีประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการถอดถอนที่เคยเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อแต่ไม่ถูกรับรองแล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้) - ดังนั้น การชี้แจงและซักถามในสภาผู้แทนราษฎรแห่งจึงเป็นกลไกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่กลไก ที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ทักท้วง และเสนอแนะการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. . เพราะแม้ กกต. ควรมี “ความเป็นอิสระในการตรวจสอบ” ฝ่ายการเมือง แต่ กกต. ไม่ควรมี “ความเป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบ” โดยประชาชน . ในเมื่อ กกต. ไม่มาชี้แจง ผมจึงตัดสินใจอภิปรายโดยการมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็น ที่อยูในรายงานการเงิน และเป็นประเด็นที่ สตง. สามารถตอบแทนได้ . ประเด็นที่ 1 = งบการเงินของ “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ไม่ปรากฎอยู่ในรายงานการเงินของ กกต. . แม้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐฉบับที่ 35 เพิ่งบังคับใช้ไม่นาน เลยทำให้ยังไม่มีการรวมงบการเงินของกองทุนฯ เข้าไปในรายงานการเงินในปี 2564 ที่ถูกพิจารณา แต่การทำให้ประชาชนเข้าถึงงบการเงินของกองทุนพรรคการเมืองนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง . ในขั้นพื้นฐาน สภาวะทางการเงินของกองทุนพรรคการเมือง บ่งบอกได้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยในประเทศไทย - ยิ่งกองทุนนี้มีรายได้เยอะเท่าไหร่จากการสมทบของประชาชนผ่านการยื่นภาษีประจำปี ก็แสดงว่าประชาชนศรัทธาและพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอยู่ - ยิ่งกองทุนนี้มีการจัดสรรงบให้พรรคการเมืองเยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้พรรคการเมืองดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากแหล่งทุนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง . ยิ่งไปกว่านั้น หาก กกต. ไม่ “เปิดเผย” งบการเงินของกองทุนฯพรรคการเมืองอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา กกต. อาจจะถูกมองว่า กำลังทำหน้าที่ด้วย “ความย้อนแย้ง” . ในขณะที่ กกต. ไม่พร้อมเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่าเขากำลังบริหารกองทุนที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่เป็นหลายร้อยล้านบาทอย่างไร แต่หากประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเงินเพียง 500 บาทผ่านแบบฟอร์มภาษี 500 บาทนั้นกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากระเบียบของ กกต. ที่เพิ่มเงื่อนไขอย่างมหาศาลกับพรรคการเมือง ว่าจะนำเงินที่จัดสรรจากกองทุนไปใช้ได้อย่างไรได้บ้าง (เช่น ต้องเขียนโครงการเข้ามาก่อนอย่างน้อย 15 วัน / ห้ามทำ poll สำรวจความเห็นประชาชนเพราะไม่อยู่ใน list กิจกรรมที่ กกต. อนุญาต) . ประเด็นที่ 2 = การมีอยู่ของ “ใบส้ม” อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาวะทางการเงินของ กตต. . หนึ่งในนวัตกรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการเพิ่มอำนาจให้ กกต. ในการแจก “ใบส้ม” - กล่าวคือหาก กกต. มีความเชื่อว่าผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้กระทำการทุจริตแม้ยังไม่ได้พิสูจน์ในชั้นศาล กกต. สามารถขับคนนั้นออกจากตำแหน่ง สส. & จัดการเลือกตั้งใหม่โดยไม่ให้ผู้สมัครคนนั้นลงแข่งได้ . นวัตกรรมนี้มีความอันตรายอย่างมาก เพราะหากในที่สุด ศาลพิพากษา ว่าผู้สมัครดังกล่าว ไม่ได้กระทำผิด ตามที่ กกต. สันนิษฐาน การแจกใบส้มของ กกต. ไม่เพียงแต่เป็นความอยุติธรรม ที่ทำให้ผู้แทนฯคนนั้น ต้องเสียโอกาสในการทำงานตามเจตจำนงของประชาชน แต่ยัง ทำให้ กกต. มีความเสี่ยงจะถูกฟ้องให้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (อย่างเช่นกรณีของคุณ สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย ที่ถูกแจกใบส้ม หลังชนะเลือกตั้งในเชียงใหม่ เขต 8 เมื่อปี 2562 ก่อนที่ในที่สุด ศาลจะตัดสินว่าคุณสุรพลไม่ผิด และทำให้ กกต. ต้องจ่ายเงินเยียวชาถึง 62 ล้านบาท)

Parit Wacharasindhu (Itim)

360,990 次观看 • 3 年前

อภิปรายอันนี้ดี เหมาะกับการให้ สส.-ทีมงาน เอาไปอธิบาย ปชช.ได้ว่า ทำไมต้องขอเลขบัตร ปชช.ในการซื้อสินค้า-กิจกรรมพรรคบางครั้ง, ทำไมต้องมี ตทจ., ทำไมพรรคก็มีข่าวได้เงินบริจาคตั้งเยอะแต่สาขาแต่ละที่บ่นจังเรื่องอุปสรรคนั่นนี่ . พี่รัตน์ Panyarut - พี่รัตน์ #ก้าวไกล #ก้าวไกลนนทบุรี อภิปรายถึง กกต.โดยตั้งข้อสงสัยได้ดีเลยในเรื่องของเงินระดมทุนพรรค ไปจนถึงการเข้าชื่อยื่นต่อสภา โดยอภิปรายจากประสบการณ์การเป็น ตทจ.(ตัวแทนจังหวัด) นนทบุรีด้วย ก่อนที่จะมาเป็น สส. . ปัญหาพรรคที่ต้องทำตามกรอบ กกต. เช่น 1. เงินบริจาคเข้าพรรคการเมือง ไม่ได้เข้าพรรคโดยตรง จะใช้แต่ละครั้งต้องเขียนโครงการไปขอ กกต.ก่อน การจัดสรรงบก็ทำได้แค่ใช้อบรมสัมมนา-สิ่งพิมพ์ แต่เอาไปปรับปรุงออฟฟิศ-จ้างคนมาเป็นทีมงานเพิ่มไม่ได้ (พูดง่ายๆ คือ เงินบริจาคจากภาษีประชาชน ไม่ได้โอนเข้าพรรคโดยตรงนะ กกต.เป็นเหมือนพ่อค้าคนกลางก่อน) . 2. การจัดกิจกรรมโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง กกต บังคับให้กรอกเลขบัตร ปชช. สิ่งนี้กีดกัน ปชช.ไปเยอะ เพราะหลายคนกลัวจะเอาไปทำแนวๆ มิจฉาชีพ เช่น คอลเซนเตอร์ ในส่วนนี้ขอเสนอว่า กรอกแค่ชื่อที่อยู่ก็พอแล้วได้ไหม? . 3. การทำบัญชีผู้สมัครเลือกตั้งไม่ว่าจะสนามท้องถิ่นหรือระดับชาติ ควรยื่นบัญชีแบบออนไลน์ โดย กกต.เป็นคนออกแบบระบบ เหมือนกับที่ สส.ยื่นทรัพย์สินได้หรือไม่? จะได้อำนวยความสะดวกลดค่าเดินทาง ไม่เปลืองกระดาษ . 4. การสมัครสมาชิกพรรคที่ กกต.บังคับให้ใช้สำเนาบัตร ปชช.-สำเนาทะเบียนบ้าน ทำไมต้องใช้กันขนาดนี้ ใช้แค่บัตร ปชช.ใบเดียวก็พอแล้วได้ไหม? . 5. การระดมทุน กกต.ควรมีการอำนวยความสะดวกให้ ปชช.มีส่วนร่วมได้มากสุด เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอำนาจพรรคอย่างถึงสุด แต่ในทางปฏิบัติ กกต.ไม่อนุญาตให้ขายสินค้าพรรคทางออนไลน์/ทางโทรศัพท์ได้เลย ให้ขายได้แค่สำนักงานใหญ่และออฟฟิศสาขาพรรคเท่านั้น #ก้าวไกล เคยทำหนังสือสอบถามไปแล้ว กกต.ก็ตอบว่า แถมยังรวมข้อห้ามไปว่า ห้ามส่งสินค้าทางไปรษณีย์ด้วย . และในส่วนของการเข้าชื่อคำถามประชามติ ล่าสุดก็เข้าชื่อออนไลน์ไม่ได้ ทั้งที่ภาคประชาชนเคยสอบถามไปแล้วตั้งแต่ปี65 ก็ได้รับการชี้แจงว่าไม่ได้กำหนดวิธีลงชื่อไว้ แต่ ส.ค.ที่ผ่านมา กลับตอบว่าไม่ได้ ให้เอาแบบกระดาษสแกนเป็นไฟล์ส่ง กกต.เท่านั้น ก่อนหน้านี้ #ilaw ก็เคยล่าลายชื่อออนไลน์แล้วส่งสภาก็ทำมาได้แล้ว #ประชุมสภา

R_artisty

16,154 次观看 • 3 年前

[ ย้อนฟัง : 5 ข้อพิรุธ เลือกตั้ง 69 ที่ยังไร้คำตอบจาก กกต. ] . เมื่อสัปดาห์ก่อน (ก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม และก่อนคำวินิจฉัย ศาล รธน. เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง) ผมได้ร่วมอภิปรายในเวทีของ กมธ. กฎหมาย เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต. ในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา โดยผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 5 ข้อพิรุธ ที่ยังไร้คำตอบจาก กกต.: . 1. ปัญหาเรื่องการนับคะแนน-รวมคะแนน ที่ไม่ถูกทำให้โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ผ่านการเปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (5/11) (นอกเหนือจากรายงานผลคะแนนรายหน่วย (5/18)) ให้ครบทุกหน่วยทั่วประเทศ . 2. เว็บไซต์การรายงานผลที่มีความล่าช้าและสะดุดเป็นบางช่วงบางตอน . 3. ข้อพิรุธใน สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ที่มีการนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยซึ่งปรากฎว่าผลการนับคะแนนเปลี่ยนแปลงเป็นเท่าตัว แต่ กกต. กลับไม่ขยายผลในการสอบการทุจริตเลือกตั้งที่อาจเป็นขบวนการที่ครอบคลุมมากกว่าแค่ไม่กี่หน่วย . 4. การบรรจุบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรบนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งขัดกับหลักการการออกเสียงคะแนนโดยลับ (ความเห็นเพิ่มเติมหลังคำวินิจฉัย ศาล รธน. - ดูใน thread ข้างล่าง) . 5. ข้อครหาเรื่องความเป็นกลางของบุคลากรบางส่วนในกระทรวงมหาดไทยในช่วงการเลือกตั้ง สืบเนื่องจากกรณีแชต LINE “ช่วยน้ำเงินด้วย” จากอธิบดีกรมการปกครอง ที่ (จากที่เช็คล่าสุด) ยังไม่มีตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยมหาดไทย หรือการดำเนินการทางกฎหมายโดย กกต. . ทั้งนี้ ผมและพรรคจะตรวจสอบข้อพิรุธดังกล่าวต่อไป รวมถึงเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ความโปร่ง และความเสรี-เป็นธรรม ของการเลือกตั้งในประเทศเรา

Parit Wacharasindhu (Itim)

11,811 次观看 • 2 天前

[ มติเสียงข้างมาก กกต. ขัดหลักการ-หลักกฎหมาย เพราะจงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ในคดีโกง สว. : (1) ความเป็น “ขบวนการ” | (2) ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย | (3) มาตรฐาน กกต. เองในอดีต ] . วันนี้ ผมได้ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงานประจำปี 2567 & 2568 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ภารกิจสำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คงหนีไม่พ้นการจัดการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม . แต่ท่ามกลางหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับการโกง สว. เราเพิ่งได้ทราบถึงข้อสรุปในชั้น กกต. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก ว่ามหากาพย์การโกงครั้งนี้ มีคนที่ กกต. เชื่อว่าเกี่ยวข้อง และสั่งฟ้องไปที่ศาลทั้งหมด เพียงแค่ 77 คน ซึ่ง: - น้อยกว่าความเห็นของ คณะไต่สวนชุดที่ 26 (ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 229 คน) และความเห็นของเลขาธิการ (ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140-200 คน) - มี สว. เพียง 26 คน และมีแกนนำพรรคภูมิใจไทย (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) เพียง 1 คน . ผมเห็นว่า มติดังกล่าว ขัดกับหลักการ-หลักกฎหมาย-หลักฐาน จนเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. เพราะเป็นมติที่ ทำเป็นมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ที่อยู่ในการโกง สว. . . [ ช้าง 1 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. ] . ความผิดปกติเกี่ยวกับมติ กกต. ที่ชัดที่สุด คือการพยายามตีกรอบ และ บีบให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโกง สว. แยกขาดจากกัน เสมือนกับเป็นเหตุการณ์และกลุ่มบุคคล ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่บังเอิญ “ต่างคนต่างโกง” ในห้วงเวลาและรูปแบบเดียวกัน . กรอบดังกล่าวมัน ขัดกับหลักฐานทั้งหมด ที่ชี้ว่าการโกง สว. ครั้งนี้ เขาทำกันเป็น “ขบวนการ” . ผมขอยก 4 ตัวอย่าง: 1. โพยใบสั่ง . โพยใบสั่ง เป็นเครื่องมือที่ขบวนการโกง สว. เขาใช้ในการกำกับการลงคะแนน ซึ่งพอเราไปดูโพยทั้ง 12 แบบ (versions) ที่มีตัวเลขเหลื่อมๆกัน เราจะค้นพบว่าจำนวน สว. ที่มีหมายเลขปรากฎอยู่ในโพย มีทั้งหมด 130+ คน ซึ่ง รวมถึงทั้ง 26 สว. ที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง . ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน ว่าเหตุผลที่ 130+ คน นี้ไปปรากฎอยู่ในโพยเดียวกัน ก็เพราะพวกเขาเป็น “ขบวนการ” เดียวกัน . แต่ กกต. เสียงข้างมาก กลับไม่มองแบบนั้น: - กกต. สั่งฟ้อง สว. 26 คน ที่ไปปรากฎอยู่บนโพย เพราะ กกต. เห็นว่าพวกเขาได้กระทำการทุจริต (เช่น ซื้อเสียง ข่มขู่ หรือ หลอกลวง ผู้สมัครคนอื่น) ให้มาเลือกตามโพย - แต่ กกต. กลับมองว่า สว. อีก 110+ คน ที่ไปปรากฎอยู่บนโพย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ สว. 26 คน และไม่ได้ทำอะไรที่ไม่สุจริต แต่แค่บังเอิญไปอยู่บนโพยเดียวกัน . 2. สถิติการลงคะแนน . ผลการเลือก สว. เป็นสิ่งยืนยันว่ามีการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ หรืออย่างเป็นขบวนการ . หากเราเชื่อตาม กกต. เสียงข้างมาก การโกง สว. ไม่ได้ทำกันเป็นขบวนการ โดยมีเพียงแค่ สว. 26 คน ที่ต่างคนต่างโกง, สิ่งที่เราต้องเห็นคือการกระจายตัวของคะแนนในแต่ละกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน (เช่น บางกลุ่ม อาจจะมีคะแนนสูสีกันทั้ง 10 คน / บางกลุ่ม อาจจะมี 2 คนแรก ที่คะแนนทิ้งห่างคนอื่น) . แต่สิ่งที่เรากลับเห็น คือการกระจายตัวของคะแนนที่เหมือนกันเป๊ะๆใน 19 จาก 20 กลุ่ม (โดยจะมีผู้สมัคร สว. 6 อันดับแรก ที่ทิ้งห่างเพื่อนๆ ก่อนที่คะแนนจะลดลงมาอย่างชัดเจน สำหรับ อันดับที่ 7 เป็นต้นไป) . 3. ศูนย์ทำโพย . หลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ กกต. ใช้ในการสั่งฟ้อง สว. 26 คน คือการไปปรากฎตัวและร่วมกิจกรรม ที่ศูนย์ทำโพย 1-2 วันก่อนการเลือก สว. - เช่น 5 คน ไปทำโพยที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ (อยุธยา) - เช่น 5 คน ไปทำโพยที่โรงแรมธารา แกรนด์ (ปทุมธานี) - เช่น 3 คน ไปทำโพยที่โรงแรมวังยาว ริเวอร์ไซด์ (นครนายก) . สิ่งที่ กกต. เสียงข้างมาก กำลังบอกเรา คือ เหตุการณ์ที่ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่แยกขาดจากกันและไม่เกี่ยวข้องกันเลย . ซึ่งมุมมองแบบนี้ สวนทางกับข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่า ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นกิจกรรมของ “ขบวนการ” เดียวกัน เพราะ - มีการรวมตัวกันของ สว. มากกว่าแค่ 26 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง - มีรูปแบบกิจกรรมและขั้นตอนในการทำโพย ที่เหมือนกัน - (บางศูนย์) แชร์แม้กระทั่งวิทยากรคนเดียวกัน ที่เวียนไปบรรยายหลายแห่ง . 4. การปฐมนิเทศ หลังได้รับเลือก . หากเราชื่อ กกต. เสียงข้างมาก ว่า สว. 26 คน ต่างคนต่างโกง โดยไม่ได้เป็น “ขบวนการ” เดียวกัน: เมื่อได้รับเลือกแล้ว สว. เหล่านี้ ก็คงไม่มีเหตุจำเป็นต้องมาทำอะไรร่วมกันในทันที . แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะในวันที่ 21 ก.ค. 2567 (ไม่กี่วันหลังจากการถูกรับรองเป็น สว. และแค่ 2 วันก่อนการเริ่มปฏิบัติหน้าที่) สว. หลายสิบคน กลับไปประชุม และเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” ร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน . เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ได้รับการยืนยันโดยพยานบุคคลหลายคน แต่ยังสอดรับกับข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่เราได้รับ ที่มีการยืนยันว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คน ที่อยู่ที่บริเวณโรงแรมพูลแมนจริงในวันดังกล่าว (โดยมี สว. ถึง 10 คน จาก 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง รวมอยู่ด้วย) . หาก สว. เหล่านี้ ไม่ได้ร่วมกันโกง หรืออยู่ใน “ขบวนการ” เดียวกัน ตั้งแต่ตอนเลือก แล้วอะไรไปทำให้ สว. เหล่านี้ ต้องไปรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ และรู้จักกันในฐานะ สว. . . ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. ครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ผมที่เห็น - ทางอัยการเอง ก็เคยตีกลับสำนวนที่ DSI เสนอให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน โดยระบุชัดว่า 8 คนดังกล่าว “เป็นเเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ” ที่หน่วยงานจะ “ตัดทอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่” . ความพยายามของ กกต. ในการปฏิเสธว่าการโกง สว. ไม่ได้กระทำกันเป็น “ขบวนการ” ก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า หากมีการวางระเบิดหรือวางเพลิงพร้อมกัน 20 จุด ทั่ว กทม. กกต.กำลังจะบอกว่า - ให้เราพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกจากกัน และให้ดูเฉพาะว่ามีใครบ้างที่มีหลักฐานว่าขับรถไปวางระเบิดที่แต่ละจุด - โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับ 20 จุดมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และไม่ต้องสนใจว่าใครหรือองค์กรใดเป็นผู้วางแผน หรือ บงการ “ขบวนการ” ดังกล่าว . . [ ช้าง 2 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = ความเชื่อมโยงกับ “พรรคภูมิใจไทย” ] . แม้มติเสียงข้างมากของ กกต. ไม่สั่งฟ้อง แกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่หลักฐานจำนวนมาก กลับชี้ไปที่พรรคภูมิใจไทย . 1. แม้ กกต. ไม่สั่งฟ้องรัฐมนตรีหรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่ 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ก็เต็มไปด้วยคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย . ตัวอย่าง: - อดีต รองประธานสภา จากพรรคภูมิใจไทย (นครพนม) - สส. จากจากพรรคภูมิใจไทย (สุโขทัย) - อดีตผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย (ภูเก็ต) - พ่อของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย - นายก อบจ. ที่เคยร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย - ผู้ช่วย สส. ของ สส. จากพรรคภูมิใจไทย - เจ้าหน้าที่ธุรการในต่างจังหวัด ของพรรคภูมิใจไทย . 2. แม้ กกต. เสียงข้างมาก จะปัดตกคำให้การครั้งแรก ของพยานรหัส 16/26 เอกราช ช่างเหลา (ซึ่งความจริงแล้ว ก็ควรจะต้องวิเคราะห์ว่าสาระในคำให้การครั้งไหน สอดรับกับหลักฐานอื่นหรือไม่) แต่หลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึง กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำให้การของ เอกราช ช่างเหลา แต่ยังรวมถึงหลักฐานอื่น (เช่น ประวัติการโทรศัพท์) ซึ่งประธาน กกต. ยืนยันเองว่ามีหลักฐานประเภทดังกล่าวอยู่จริง . ตัวอย่าง: ประวัติการโทร ของบุคคลที่ ชื่อ “รัตนา บ่อถ้ำ” (ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ชลัฐ รัชกิจประการ (กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย) และคาดว่ายังเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย) . สิ่งที่น่าสงสัย คือหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับขบวนการโกง สว. แล้วเหตุใดเราจึงได้รับข้อมูลว่า รัตนา บ่อถ้ำ ได้มีการโทรคุยกับ สว. อย่างน้อย 19 คน รวมกันอย่างน้อย 62 ครั้ง ในห้วงเวลา 80 วัน (21 มิ.ย. 67 - 9 ก.ย. 67) ซึ่งคาบเกี่ยวกับ การเลือก สว. ระดับประเทศ / การปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมน / และการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว. (โดยในบรรดา สว. 19 คน มี 6 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง รวมอยู่ด้วย) . แม้เพียงแค่ประวัติการโทรอย่างเดียวยังอาจสรุปไม่ได้ ว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่ แต่หาก กกต. ต้องการให้เราเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง กกต., ต้องตอบให้ได้ว่า แล้วทำไม ทีมงานของผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย หรือ เจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทย ถึงต้องโทรหา สว. เยอะขนาดนี้ และโทรคุยกันเรื่องอะไร? . ผมเข้าใจดีว่า พรรคภูมิใจไทย มักอ้างว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะหัวหน้าพรรคเคยออกประกาศ 30 เม.ย. 2567 กำชับไม่ให้ลูกพรรค ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. . แต่พอวันนี้มันชัดเจนแล้ว ว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคจำนวนไม่น้อยที่ไปพัวพันกับการโกง สว. ถึงขั้นที่แม้กระทั้่ง กกต. ก็สั่งฟ้อง, มันจึงมีความเป็นไปได้แค่ 2 ทาง คือ: - 1. นายกฯ อนุทิน (ในฐานหัวหน้าพรรค) ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับไม่ให้สมาชิกไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. - 2. นายกฯ อนุทิน (ในฐานหัวหน้าพรรค) รู้เห็นหรือร่วมกันโกง สว. แต่ถูกปกป้องโดย กกต. . . [ ช้าง 3 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = มาตรฐาน กกต. เองในอดีต ] . ผมเข้าใจดี ว่า กกต. อาจมีดุลพนิจที่แตกต่างจากผมได้ว่าเรื่องไหนควรสั่งฟ้องหรือยกคำร้อง แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนคาดหวังให้ กกต. ทำ คือการใช้มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคดี . เมื่อปีก่อน: กกต. เคยสั่งฟ้องคดีที่มีหลักฐานเป็นเพียงแชต LINE ระหว่างผู้สมัคร 2 คน ที่จับคู่-แลกคะแนนกัน . แต่ปีนี้: กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คนที่อยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งๆที่โพยดังกล่าวและผลการลงคะแนนที่สอดคล้องกัน เป็นหลักฐานของการ “แลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ” เสียยิ่งกว่าการจับคู่-แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน . มติดังกล่าว จึงขัดแย้งกับทั้งข้อเสนอของ คณะที่ 26 และความเห็นของเลขาธิการฯ และยังเป็นการกระทำที่ขัดกับมาตรฐานของตนเองในอดีตอย่างชัดเจน . . . หลังจากนี้ ผมเห็นว่าสิ่งที่ กกต. ต้องทำเป็นขั้นต่ำ คือลุกขึ้นมายืนยัน 4 เรื่อง: . 1. เปิดเผยมติทั้งหมดสำหรับทุกข้อกล่าวหา รวมถึงรายละเอียดว่าผลการคะแนนเป็นอย่างไร / กกต. คนไหนลงคะแนนอย่างไร / กกต. คนไหนมีความเห็นอย่างไร . 2. ส่งสำนวนทั้งหมดของ กกต. (คณะไต่สวนชุดที่ 26 / ความเห็นเลขาฯ / คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36) ไปที่ศาลฎีกา . 3. เดินหน้าสืบสวน หลักฐานการโกง สว. ที่ได้ปรากฎแล้วต่อสาธารณะ แต่อยู่นอกสำนวนในคดีที่ กกต. เพิ่งลงมติไป (เช่น คลิปเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต?) . 4. (หากกระบวนการของศาลในการไต่สวน 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง นำไปสู่การปรากฏหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่นนอกจาก 77 คน) เดินหน้ารื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลดังกล่าวเพิ่มเติมจาก 77 คน . . โดยสรุป มติของ กกต. เป็นมติที่จงใจทำเป็นมองไม่เห็น 3 ช้างตัว: - 1. ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. - 2. ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย - 3. มาตรฐานของ กกต. เองในอดีต . ความจริง จะเหมารวม กกต. ทั้ง 7 คน ก็คงจะไม่ได้ เพราะ เมื่อวาน กกต. สิทธิโชติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่เป็นการยืนยันว่าท่านเองก็เห็นช้าง 3 ตัวเดียวกันกับผม . และสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเจาะลึก มติของ กกต. โดยเฉพาะการไม่ให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน (เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล) ที่ กกต. มีมติ 5-2: . เราจะเห็นว่า หากเราตัด 4 กกต. จาก สว. สีน้ำเงิน (ซึ่งมีสถานะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์) ออกไป, เสียงข้างมากของ 3 กกต. ที่เหลือ กลับเห็นด้วยกับการสั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว . ดังนั้น เหตุผลเดียวที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว ยังไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาในคดีโกง สว. ในวันนี้ เป็นเพราะ กกต. 4 คน จาก สว. สีน้ำเงิน ตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตนเอง ในทางที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่ทำให้พวกเขาได้มาเป็น กกต. ทุกวันนี้ . ดังนั้น หาก กกต. ยังคงใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อต่างตอบแทนกันทางการเมือง แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการ ผมได้แต่กังวลใจแทนเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าพอท่านกลับมารายงานต่อสภาในปีหน้า ความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อ “ความเป็นอิสระ” หรือความ “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ขององค์กรท่านจะเหลือสักเท่าไหร่

Parit Wacharasindhu (Itim)

26,380 次观看 • 17 天前