Загрузка видео...

Не удалось загрузить видео

На главную

อยากให้สาววายดูคลิปนี้

74,592 просмотров • 2 месяцев назад •via X (Twitter)

Комментарии: 0

Нет доступных комментариев

Здесь появятся комментарии из оригинального поста

Похожие видео

📣 จากอดีตเศรษฐีนีร้อยล้าน สู่ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินมหาศาลเพราะถูกลูกจ้างคนสนิทหักหลังโกง ทว่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยยอมแพ้ นำสมบัติชิ้นสุดท้ายออกขาย เพื่อต่อลมหายใจให้หมาแมวจรจัดเกือบ 2,000ชีวิต ◼️ เรื่องราวของ "ป้าติ๋ม" หรือ คุณกวิพร วินิจเถาปฐม เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2546 จากความสงสารลูกสุนัขที่ถูกทิ้งไว้ในกรงของร้านขายสัตว์เลี้ยงในยามค่ำคืน ◼️ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ป้าติ๋มได้เริ่มนำอาหารไปเลี้ยงสุนัขจรจัดตามริมถนน วัด และแคมป์คนงานก่อสร้าง พร้อมทั้งช่วยทำหมันและรักษาโรคให้สัตว์เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ◼️ ความเมตตาได้ก่อตัวจนกลายเป็น "บ้านนางฟ้าของสัตว์จร" ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี (ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมปศุสัตว์) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่พักพิงของสุนัขและแมวจรจัดกว่า 1,700 ชีวิต (จากที่เคยมียอดสูงสุดถึงกว่า 2,000 ตัว) ◼️ ในอดีต ป้าติ๋มคือมหาเศรษฐีนี เจ้าของบริษัทขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก โดยมีรถโม่ปูนในความดูแลถึง 280 คัน และสร้างรายได้เข้าบริษัทกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน ◼️ ทว่าเธอเลือกที่จะนำเงินรายได้เฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาทต่อเดือน มาเป็นค่าอาหาร ยารักษาโรค และค่าจ้างคนงานเพื่อดูแลสัตว์จรจัด ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้อุทิศเงินส่วนตัวไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ◼️ ความเสียสละของป้าติ๋มยิ่งใหญ่ถึงขั้นยอมนำสมบัติล้ำค่าอย่าง "พระสมเด็จวัดระฆัง" ไปปล่อยเช่าในราคา 3 ล้านบาท เพื่อนำเงินทุกบาททุกสตางค์มาซื้ออาหารให้สัตว์จนหมดสิ้น 🔵 มรสุมชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อความไว้ใจถูกทำลายจนสูญสิ้นธุรกิจ ◼️ จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อสามีของป้าติ๋มล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิตลง เธอจึงมอบความไว้วางใจให้หัวหน้าช่างคนสนิทดูแลกิจการ แต่ลูกจ้างคนดังกล่าวกลับลักลอบเปิดบริษัททับซ้อนและนำบิลมาเบิกเงินกับทางบริษัทของเธอ ◼️ ความจริงปรากฏในเดือนเมษายน 2567 เมื่อมีสายโทรศัพท์ติดต่อมาขอซื้อ "เล่มทะเบียนรถ" ในราคา 50,000 บาท ทำให้ป้าติ๋มทราบว่าลูกจ้างคนสนิทได้แอบนำรถโม่ปูนจำนวน 32 คัน ไปทยอยขายทอดตลาด สร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ◼️ แม้จะมีการแจ้งความและผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวแล้ว แต่ระยะเวลาผ่านไปกว่า 8 เดือน เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับยังไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้แม้แต่คันเดียว ทั้งที่ป้าติ๋มได้ให้ข้อมูลจุดจอดรถอย่างชัดเจน จนท้ายที่สุดบริษัทต้องปิดตัวลง ◼️ ในวันนี้ ป้าติ๋มเหลือเพียงเล่มทะเบียนรถเปล่า ไร้ซึ่งทรัพย์สินที่เคยมี และต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโต จนต้องตัดสินใจประกาศขายบ้านมูลค่า 25 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ธนาคาร 🔵 ยอมสละสมบัติชิ้นสุดท้าย เพื่อแลกกับอาหารและลมหายใจของสัตว์นับพัน ◼️ ล่าสุดเรื่องราวได้กลายเป็นไวรัลที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อป้าติ๋มและลูกชายได้นำ "กรอบพระทองคำ" เดินทางไปยังร้านทองนะโม เพื่อขอขายขาดนำเงินมาซื้ออาหารให้สุนัข ◼️ ป้าติ๋มเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้นำกรอบพระไปจำนำไว้ในราคา 100,000 บาท แต่ปัจจุบันไม่สามารถแบกรับภาระดอกเบี้ยเดือนละกว่า 4,000 บาทได้อีกต่อไป โดยยอดดอกเบี้ยสะสมพุ่งสูงกว่า 20,000 บาท จึงจำใจต้องขายสมบัติชิ้นท้ายๆ ที่เหลืออยู่ ◼️ นับเป็นความโชคดีที่เจ้าของร้านทองมีจิตเมตตา ได้ช่วยประเมินราคาทองตามน้ำหนักจริงและรับซื้อไว้ในราคา 122,938 บาท ทำให้ป้าติ๋มได้รับเงินส่วนต่างไปหมุนเวียนต่อ อีกทั้งทางร้านยังอาสาเข้ามาช่วยดูแลและวางแผนแก้ปัญหาหนี้สินต่างๆ ให้ป้าติ๋มโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 🔵 พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และลูกชายผู้เปี่ยมด้วยความกตัญญู ◼️ ท่ามกลางวิกฤตชีวิต ป้าติ๋มได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานความช่วยเหลือเป็นค่าอาหารสุนัขเดือนละ 100,000 บาท (เทียบเท่าอาหารสุนัข 163 กระสอบต่อเดือน) มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตสัตว์จรจัดนับพัน ◼️ อีกหนึ่งแสงสว่างในชีวิตคือ ลูกชายวัย 37 ปี ผู้มีประวัติการศึกษาอันยอดเยี่ยม (จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา และเป็นนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติดีเด่น มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่ตัดสินใจสละอนาคตหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อมาอยู่เคียงข้างและช่วยมารดาดูลสัตว์ ◼️ สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดคือ ลูกชายไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนิคุณแม่แม้แต่ครั้งเดียว ที่นำทรัพย์สินมหาศาลของครอบครัวมาอุทิศเพื่อสัตว์จรจัด ปัจจุบันทั้งสองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำ ◼️ ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของป้าติ๋มได้รับการเชิดชูเกียรติในระดับสากล โดยแบรนด์ช็อกโกแลตระดับโลกอย่าง Hershey's ได้คัดเลือกภาพใบหน้าของเธอไปตีพิมพ์บนซองผลิตภัณฑ์ เพื่อยกย่องในฐานะสตรีผู้สร้างคุณูปการอันล้ำค่าแก่สังคม Cr. สรุปเนื้อหาอรรถรส คลิปวิดีโอร้านทองนะโม

ฉันเล่าแล้วเธอห้ามบอกใครนะ

421,025 просмотров • 1 день назад

ผู้หญิงเกาหลีผิดนิดเดียวคนเหยียบจมดิน โออินเฮเย ไปเดินพรมแดงงานเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ปี 2011 ชุดนี้โดนด่าเแรงมากว่าหิวแสง แต่เธอให้สัมภาษณ์ว่าตอนนั้นยังไม่มีเงินจ้างสไตลิสต์เลย ชุดก็เอามาแก้เอง แค่คิดว่าโผล่ไปงานเฉยๆ พอปี 2020 มีคลิปสุดท้ายจากเธอก่อนเธอจบชีวิต ที่หลายคนเชื่อว่ามีข้อความลับซ่อนอยู่ โออินฮเย เริ่มต้นอาชีพนักแสดงในปี 2011 ในหนังเรื่อง ซินออฟอะแฟมิลี่ ต่อมาปีเดียวกันก็ได้รับบทในหนังเรื่อง เรดเวแคนแบล็คเวดดิ้ง เป็นหนังแนวอิโรติกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต้องห้าม คบชู้ต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน โออินฮเยเลยมีโอกาสได้ไปเดินพรมแดงครั้งแรกในชีวิต ไปโปรโมตหนัง ตอนนั้นเธอไม่ได้เป็นดารามีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีเงินจ้างสไตลิสต์ของตัวเอง เธอไปเช่าชุดมาจากร้านเช่าชุดแต่งงาน เอามาปรับแก้เอง ตอนนั้นเธอคิดว่า ‘แค่โผล่ไปเดินในงาน ให้คนรู้ว่าโออินฮเยมาร่วมงาน’ ไม่ได้คิดหิวแสงตรงไหน แต่เพราะชุดเธอมาแก้เอง มันเลยไม่พอดีตัว เธอแก้ปัญหาด้วยการเชิดหน้าแสดงความมั่นใจ คิดว่าภาพลักษณ์ที่สื่อออกไปคือผู้หญิงมั่นใจ แต่คนกลับไม่คิดแบบนั้น หลังภาพชุดสีส้มของโออินฮเยกลายเป็นกระแสในชั่วข้ามคืน มีคนกดค้นหา ‘ชุดส้ม โออินฮเย’ จำนวนมากบนอินเตอร์เน็ต ชาวเน็ตจำนวนมากก็วิจารณ์ตัวเธอสารพัด มีคนบูลลี่ แสดงความเกลียดชัง ด่าพ่อล้อแม่ มีคนมองว่าเธอใช้เต้าไต่ ใช้เรือนร่างแลกกับชื่อเสียง หลังจากนั้นอาชีพนักแสดงของโออินฮเยก็ติดกับบทผู้หญิงยั่วยวน ไม่มีค่ายใหญ่ๆ มาจ้าง มีแต่ค่ายเล็ก หนังแนวอิโรติก เน้นให้เธอโชว์ความเซ็กซี่ ในปี 2014 เธอเลยหยุดรับงานแสดงที่มีแต่บทเซ็กซี่ซ้ำๆ วนในอ่างไม่ไปไหน หลังหมดสัญญากับต้นสังกัดเลยไม่ได้รับงานแสดงแนวนั้นอีก เพราะเธออยากเป็นศิลปิน โออินฮเยมาเปิดช่องยูทูบ เปิดร้านดอกไม้และเป็นนักจัดดอกไม้ รับงานถ่ายแบบ ครั้งนึงเคยมีคนมาจ้างงานเธอให้ไปร้องเพลงร่วมกับศิลปิน เธอก็ร้องและจำเนื้อเพลงอย่างสุดความสามารถ นั่งท่องจำจนกระดาษเนื้อร้องขาด ในช่องยูทูบเธอก็ทักทายแฟนคลับทุกคน ลงคลิปบันทึกชีวิตประจำวัน เป็นคนที่เข้าถึงง่าย ไม่หยิ่ง นิสัยดี แต่อดีตกลับไม่เคยหยุดตามหลอกหลอนเธอ วันที่ 12 กันยายน ปี 2020 โออินฮเย อัพโหลดคลิปลงยูทูบชื่อ ชีวิตของอินฮเย ตอนที่ 48 คลิปเริ่มต้นมาอย่างปกติ โออินฮเยใช้สกินแคร์ หวีผม แต่พอคลิปถึงวินาทีที่ 48 คลิปดันกระตุกอย่างต่อเนื่อง และมีคนสังเกตว่าคลิปมีเสียงแทรกเหมือนพูดว่า ‘ฉันกำลังจะตาย’ ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน เวลาประมาณก่อนตีห้า มีโพสจากโออินฮเยในอินสตาแกรม เป็นรูปดอกไม้ แคปชั่นว่า ‘ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง ฉันเกลียดการตำหนิคนอื่น ฉันจึงขอโทษตัวเองดีกว่า การมอบหัวใจให้ใครซักคนมันยากเหลือเกิน ทำให้ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองเมื่อเทียบกับเรื่องเงิน คุณกำลังดูอยู่ใช่มั้ย? คนที่บอกว่าตัวฉันเป็นเพียงแค่ร่างกาย’ ก่อนจะลบภาพนี้ไป มีคนสังเกตว่าในภาพแท็กถึงผู้ชายคนนึงชื่อ ฮอวัง เป็นทนาย ซึ่งอาจเป็นแฟนของโออินฮเย มีข่าวลือว่าเขาอาจทำร้ายร่างกายเธอ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น เช้าวันที่ 14 กันยายน เพื่อนของโออินฮเยไปหาเธอที่บ้านพักในอินซอน พบว่าโออินฮเยหัวใจหยุดเต้น มีการพยายามกู้ชีพจนกลับมาตอบสนองชั่วคราว แต่ในช่วงบ่ายวันนั้นเธอก็เสียชีวิต มีการประกาศว่าเธอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย จากโลกนี้ไปตอนอายุแค่ 36 ปี ไม่มีระบุว่าจากสาเหตุอะไร ทุกคนเลยไปสนใจคลิปของเธอในยูทูบ ซึ่งก็มีคนจับสังเกตว่า -ชื่อคลิปสุดท้าย ตอนที่ 48 นั้นไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากเธอตั้งชื่อคลิปข้ามตอน ทั้งที่คลิปก่อนนี้ชื่อตอนที่ 45 -คลิปตอนที่ 45 ช่วงนาทีที่ 4.08 มีแทรกซับไตเติ้ล 848484848 เหมือนจงใจบอกอะไรบางอย่าง -คนสังเกตว่าคลิปตอนที่ 48 ช่วงกระตุกเหมือนเอาหวีสับคอ ทำท่าคล้ายขวาน -มีคนวิเคราะห์การกระตุกของคลิปเป็นรหัสมอร์ส ได้ประโยคว่า ช่วยด้วย -คลิปตอนที่ 48 สังเกตนาฬิกาในคลิปหมุนย้อนกลับ ฯลฯ หลายคนตั้งทฤษฎีและเชื่อว่าคลิปนี้ซ่อนไดอิ้งเมสเซจ ซ่อนสารไว้ ทำให้มีทฤษฎีสมคบคิดมากมาย แต่สารที่แท้จริงที่เธอส่งก่อนที่เธอจะจากไปไม่ถึงเดือน ในเดือนสิงหาคมปี 2020 โออินฮเยไปออกรายการ พูดถึง ‘สิทธิที่จะถูกลืม’ เพราะทุกปีในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเด็นเรื่องภาพของเธอที่ใส่ชุดส้มโดนสังคมบูลลี่ก็จะวนกลับมาทุกปี เธอก็จะโดนวิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดนด่าแบบนี้มาตลอดหลายปี โดยที่เธอไม่มีโอกาสเป็นคนที่ถูกลืม ทั้งที่ทั้งหมดก็แค่เธอใส่ชุดเดรสไปเดินพรมแดง

L O L A

3,832,490 просмотров • 16 часов назад