Sensitive content

This media may contain sensitive content.

Loading video...

Video Failed to Load

Go Home

ได้เนอะ...ชุดนี้

89,068 views • 1 year ago •via X (Twitter)

10 Comments

คู่แท้อุบล40+'s profile picture
คู่แท้อุบล40+1 year ago

ชุดและหุ่นแบบนี้ล่ะที่ทำให้สามีหลงใหล

คนธรรมดา's profile picture
คนธรรมดา1 year ago

สวยเด้งดี

WTF's profile picture
WTF1 year ago

ขอด้วยสักทีสิครับ

วันหนึ่ง's profile picture
วันหนึ่ง1 year ago

ชอบเลย

BasBins007/009's profile picture
BasBins007/0091 year ago

ได้เลยแหลนะครับ​ชุดสวยและเสียวมาก😊😊😊😊

Kitt's profile picture
Kitt1 year ago

อย่างได้เลยครับ

ชายเดี่ยว คาสิโนว่า's profile picture
ชายเดี่ยว คาสิโนว่า1 year ago

โดนเลยชุดนี้อ่ะ

เรื่อยๆเบาๆ's profile picture
เรื่อยๆเบาๆ1 year ago

น้ำแตกตามเลย

manas azaz's profile picture
manas azaz1 year ago

สุดๆ

gu_hookeeman's profile picture
gu_hookeeman1 year ago

ได้ทุกวัน

Related Videos

ลาแล้ว! 'สว.ชุด คสช.' ถ่ายรูปหมู่ครึกครื้นก่อนจาก วันที่ 19 มิ.ย. 67 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นัดถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึก ที่สนามหญ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณลานปลาอานนท์ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนที่จะมี สว. ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งกิจกรรมถ่ายรูปหมู่ในวันนี้นำโดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานคนที่หนึ่ง และนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานคนที่สอง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น สมาชิกพากันถ่ายเซลฟี่กันอย่างสนุกสนาน ขณะที่บางส่วนจับกลุ่มพูดคุยถึงอนาคตว่าจะไปทำอะไรต่อไป สำหรับ สว. ชุดนี้ เข้ารับหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. 2562 จนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2567โดยเป็นชุดที่ 12 ถือเป็นวุฒิสภาชุดแรก ภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2557 โดยเป็น สว.ชุดที่ คสช.แต่งตั้งมา #เลือกสว #สว67 #ประชุมสภา #รัฐสภา #ข่าวสด

Khaosodonline

426,250 views • 2 years ago

[ นโยบายรัฐบาลต้อง “ไม่ขายของ” หรือเน้นหาเสียงเลือกตั้ง มากกว่าหาทางออกให้ประเทศ ] . รัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้น “หาเสียง” เลือกตั้ง มากกว่า “หาทางออก” ให้ประเทศ และไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้นสร้างคะแนนนิยมให้ “รัฐบาลชุดนี้” แต่สร้างภาระและข้อจำกัดให้ “รัฐบาลถัดไป” . [ ตัวอย่าง 1 = ลดค่าครองชีพ (เช่น ค่าโดยสาร ค่าพลังงาน) ] . นโยบาย “ลดแลกแจกแถม” หลายข้อ ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ใช่แค่เอาเงินภาษีประชาชนในอนาคต มาทำโปรโมชันก่อนเลือกตั้ง . - เช่น การลดค่ารถไฟฟ้าอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ จนกว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จะประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้นิยาม “ค่าโดยสารร่วม” มีความชัดเจน และรัฐบาลจะมีกลไกในการเจรจากับเอกชนเรื่องค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน . - เช่น การลดค่าไฟอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังไม่มีการเจรจากับกลุ่มทุนพลังงานเรื่องสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน และการยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Adder ที่ไม่เป็นธรรม . การลดค่าครองชีพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชน แต่ข้อกังวลที่เรามี คือรัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งเต็มเพียง 4 เดือน ของงบปี 69 แต่หากเรานับเฉพาะนโยบายคนละครึ่งพลัส (ที่ท่านบอกเองว่าเป็น เฟส 1) รัฐบาลนี้กำลังจะใช้ทั้ง 100% ของงบกระตุ้นเศรษฐกิจในงบปี 69 หรือคิดเป็น 33% หากรวมเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินในงบกลางไปด้วย . ถ้ามาบวกกับโปรโมชันที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีก มันจึงเกิดข้อกังวล ว่าตกลงรัฐบาลชุดนี้จะเอาเงินในอนาคต มาใช้หาเสียงล่วงหน้ามากแค่ไหน และรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเหลือพื้นที่ทางการคลังเท่าไหร่ ในการแก้ปัญหาประชาชน . [ ตัวอย่าง 2 = ประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา ] . อีกนโยบายในคำแถลง ที่อาจถูกตั้งคำถามได้ ว่าเน้นหาเสียง หรือ เน้นหาทางออกให้ประเทศ คือข้อเสนอในการเร่งเดินหน้าทำประชามติเรื่อง MOU ไทย-กัมพูชาให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . ผมเชื่อว่าเราคนไทยเราทุกคน - ไม่ต้องการให้ไทย ถูกบีบให้ไปยอมรับแผนที่ ที่ทำให้เราเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม - ไม่ต้องการให้ MOU เป็นเพียงกระดาษที่ทำอะไรไม่ได้ แม้กัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงกี่ร้อยครั้ง . แต่ถ้ารัฐบาลอยากให้เราเชื่อ ว่ารัฐบาลคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และไม่ได้เสนอเรื่องนี้เข้ามา เพียงเพื่อเป็นเทคนิคในการหาเสียงกับบางกลุ่ม รัฐบาลควรตอบให้ชัดว่า: - คณะกรรมาธิการวิสามัญ MOU ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน จะศึกษาเรื่องสลับซับซ้อนนี้เสร็จภายใน 4 เดือนได้จริงหรือไม่ และมีแผนจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านภายใน 4 เดือนได้ - ในการทำประชามติ รัฐบาลจะถามกี่คำถาม (เช่น จะแยกคำถามเรื่อง MOU 43 & 44 หรือไม่) และหากประชาชนมีมติให้ยกเลิก รัฐบาลจะมีกลไกอะไรมาแทนที่หรือไม่ เพื่อทำให้ไทยได้เปรียบมากที่สุดในเวทีโลก . รองนายกฯ บอกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่ไม่สมควรตัดสินใจแทนประชาชน ว่าควรยกเลิก MOU หรือไม่ . แต่ถ้านายกฯ ตอบคำถามพื้นฐานผมไม่ได้ ผมก็ต้องถามกลับว่า แล้ว “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ชุดนี้ สมควรหรือไม่ ที่จะตัดสินใจแทนประชาชน ว่าทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ คือการเร่งทำประชามติให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้

Parit Wacharasindhu (Itim)

11,804 views • 10 months ago

[ กระทู้สด (คลิปเต็ม): ทวงความคืบหน้าคดี “ฮั้ว สว.” หลังผ่านมากว่า 2 ปี แต่เรื่องยังไปไม่ถึงศาล | DSI จะเดินหน้าคดีต่อ หรือจะรอมติ กกต. ก่อน เพื่อหวังเอาการเป่าคดีของ กกต. มาใช้เป่าคดีฝั่ง DSI ด้วยเช่นกัน? | กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง ] . วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องความคืบหน้าของ DSI ในคดีพิเศษ 24/2568 หรือ คดีฮั้ว สว. . ความจริงแล้ว คำที่เหมาะสมกว่า “ฮั้ว สว.” อาจจะคือคำว่า “โกง สว.” เพราะข้อกล่าวหาในคดีนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ “ทำโพย” และ “แลกคะแนน” กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ “จ้าง” คนมาสมัคร “จ้าง” คนมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ . [ ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - คดีฮั้ว คืบหน้าไปถึงไหน? ] . ผมเข้าใจว่าคดีนี้กำลังถูกตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทางอย่างคู่ขนาน - (1) การตรวจสอบโดย กกต. (ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าไปร่วมด้วยในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) - (2) การตรวจสอบโดย DSI (ซึ่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ มีนาคม 2568 ด้วยฐานความผิดเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน และมีคนของ DSI เคยให้ข้อมูลว่ามีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน) . คำถามผมในรอบแรก คือการขอให้รัฐมนตรีนำเสนอรายละเอียดของคดีดังกล่าว - เช่น ขบวนการโกง สว. ทำกันอย่างไร? มีเส้นทางการเงินอย่างไร? ใครจ่ายใคร กี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม แบ่งกันอย่างไร? มีพฤติกรรมอะไรบ้าง? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน มี สส. กี่คน? มีรัฐมนตรีกี่คน? (อยากให้เอ่ยชื่อชัดๆ จะได้ไม่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม) . ผมคาดหวังให้รัฐมนตรีตอบได้อย่างละเอียด เพราะผมได้ให้คำถามล่วงหน้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในวันนั้น . นอกจากนั้น ผมคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่อ้างว่าตอบไม่ได้เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการ เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตอนถูกถามเรื่องคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง รัฐมนตรีเองยังสามารถตอบรายละเอียดของคดีดังกล่าวได้อย่างละเอียด ขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ที่ระบุว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง และเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน - ดังนั้น สำหรับคดีนี้ที่มีการสืบสวนมานาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปแล้ว รัฐมนตรีควรจะตอบคำถามได้ละเอียดเท่ากับที่ตอบเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน . [ หลักฐานชัดขนาดนี้ ทำไมจนถึงวันนี้ DSI ถึงยังสั่งฟ้องแค่ 8 คน? ] . คำชี้แจงจากรัฐมนตรีวันนี้ได้ยืนยัน ว่าหลังจากดำเนินการสอบสวนมา 200 กว่าวัน มีการสอบพยานไปกว่า 753 ปาก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น 1,000 หน้า ทาง DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอให้อัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก . ผมเข้าใจดีว่าสำหรับ 8 คนนี้ หลักฐานเส้นเงินที่ถูกกระจายต่อไปให้ผู้สมัครปรากฏชัดเจน (เช่น เส้นเงินที่วิ่งผ่าน สว. 2 คน หรือที่วิ่งผ่านทีมงาน สส. อีก 2 คนจากภาคใต้) แต่ผมเชื่อว่าหลักฐานที่อยู่ในมือของ DSI สามารถระบุถึงการกระทำความผิดที่มากกว่าแค่ 8 คนนี้อย่างแน่นอน . หากอ้างอิงหลักฐานที่ผมได้รับและได้รวบรวมมาเป็นรายจังหวัด: . 1. นครพนม . คลิปเสียงของ สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยยังเป็นผู้สมัคร) ได้โทรไปเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนอื่น ระบุชัดถึงรายละเอียดที่ค่อนข้างครบถ้วนว่าขบวนการโกง สว. มีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น - การจัดตั้งที่ต้องกว้างขวางระดับประเทศ (ถึงสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) - การจ่ายเงิน 6 หลัก เพื่อแลกกับการโหวต - การสปอนเซอร์ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก - การแถมตำแหน่งผู้ช่วย - ความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีคำใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด . คลิปหลักฐานนี้ไม่ได้มาแบบโดดๆ แต่มาหนุนเสริมกันกับหลักฐานอื่นที่ผมรับรู้ และเป็นหลักฐานที่ผมเชื่อว่า DSI เข้าถึง (เช่น การตรวจสอบกับสายการบินและเส้นทางการเงินได้ ว่าจริงหรือไม่ ว่าบุคคลในคลิปได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน และของตนเอง ยอดบิลรวม 31,000 บาท / เช่น การตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงแรมริมแม่น้ำในอยุธยา (ตัวย่อ K.R.) ว่ามีกลุ่มผู้สมัคร สว. กี่คน ที่มาประชุมร่วมกัน 1-2 วันก่อนการเลือก สว. และมีอดีตรองประธานสภาจากพรรคการเมืองหนึ่งไปร่วมประชุมวันนั้นด้วยหรือไม่) . 2. หนองบัวลำภู . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยเป็นผู้สมัคร) เคย: - จัดการให้ภรรยา หรือผู้ช่วยตนเอง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารไปให้กับผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 8 คน รวมกันอย่างน้อย 15 ครั้ง ยอดรวมกันเป็นหลักหมื่นบาท - มีข้อตกลงว่าจะตั้งบางคนมาเป็นผู้ช่วย สว. เพื่อหวังเอาเงินเดือนผู้ช่วย สว. มาแบ่งกัน - มีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปให้บุคคลหนึ่งใน ครม. ชุดนี้ ได้เห็น ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ . 3. สิงห์บุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. 2 คน ที่: - ตอนเป็นผู้สมัครก็สามัคคีกันดี - ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนัดหมายผู้สมัครที่ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถเดินทางไปที่นครนายก ร่วมกันอ้างว่ามีการไปขอเงินและการสนับสนุนจากบางพรรคการเมืองด้วย - แต่พอถูก DSI และ กกต. ตรวจสอบ กลับมีหนึ่งในสองคนที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นโบ้ยทุกอย่างไปที่อีกคนหนึ่ง . 4. สุโขทัย & 5. สุพรรณบุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มีผู้สมัคร สว. บางคนที่: - ถูกเชิญไปเซ็นใบลาออกต่อหน้า รัฐมนตรี หรือ คนที่กลายมาเป็น สส. ในทุกวันนี้ - ถูกทีมงานทักไปหาหลังเหตุการณ์ เพื่อสอบถามหรือกำชับว่าจะต้องชี้แจงกับ กกต. หรือ DSI ที่มาตรวจสอบอย่างไร . หลักฐานที่ได้รับมา (หากเป็นเรื่องจริง) ชี้ชัดว่าผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีมากกว่า 8 คนที่ DSI ได้สรุปสำนวนและส่งให้อัยการสั่งฟ้องแน่นอน . คำถามที่ผมถามในรอบที่สอง คือ หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวนของ DSI แล้ว ใช่หรือไม่ - หากใช่ เหตุใดถึงสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน? - หากไม่ใช่ ทำไมข้อมูลดังกล่าวถึงไม่อยู่ในสำนวน? . . ท้ายสุดนี้ คำถามที่สังคมสงสัยมากที่สุดตอนนี้ คือคดีการโกงเลือกตั้ง สว. ที่ค้างคายาวนานกว่า 2 ปี จะลงเอยอย่างไร - ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังตรวจสอบคดีดังกล่าวอยู่ . ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังใช้ในการตรวจสอบอยู่ คือ กกต. และ DSI . (1) ในฝั่งของ กกต. สังคมกำลังจับตาดูว่า กกต. จะมีมติอย่างไรก่อนต้นเดือนกันยายนตามกรอบระยะเวลา (กล่าวคือ จะมีมติว่าจะส่งเรื่องและสั่งฟ้องไปที่ศาล หรือจะเป่าคดี) แต่แน่นอนว่าสังคมหลายส่วนก็มีความกังวลใจ ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง - ในเมื่อ 4 จาก 7 ของคณะกรรมการ กกต. ถูกรับรองให้อยู่ในตำแหน่งได้โดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนของคดีดังกล่าว - และในเมื่อ กกต. ชุดนี้มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อสรุปอันน่าทึ่งว่า ในบรรดา 229 คน ที่ DSI บอกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว . (2) ในฝั่งของ DSI สังคมกำลังกังวลเช่นกันว่า DSI อาจจะกำลังอยู่ในสภาวะของการปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อรอดูสัญญาณจากมติของ กกต. ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร . คำถามที่ผมถามในรอบที่สามคือ รัฐมนตรีจะสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า . 1. DSI ไม่ได้กำลังปล่อยเกียร์ว่าง แต่กำลังเดินหน้าตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างคู่ขนาน โดยไม่ได้รอมติของ กกต. ก่อน? . 2. การปลดปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพราะว่าอดีตปลัดท่านนั้นไม่ “สนอง” ความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรของ DSI หรือการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีพิเศษดังกล่าว? . 3. หากสมมติภายในต้นเดือนกันยายนนี้ กกต. มีมติเป่าคดีทั้งหมด หรือสังเวย สว. บางคน เพื่อเป่าคดีและปกป้องนักการเมืองบางคน รัฐมนตรีจะกำชับให้ DSI ไม่เอาการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นหลังพิงและข้ออ้าง ในการทำให้ DSI เป่าคดีในฝั่งของตนเองด้วยเช่นกัน? . ที่ผมต้องขอคำยืนยันจากรัฐมนตรี เพราะหาก DSI นำการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นเหตุผลในการเป่าคดีในฝั่งของ DSI เช่นกัน จะแสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่การ “ฮั้ว สว.” แต่กำลังมีการ “ฮั้วกันทั้งกระดาน” ระหว่าง กกต. DSI หรือแม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เพื่อค้ำจุนและรับใช้ระบอบสีน้ำเงิน ให้ทำอะไรก็ไม่ผิด และกำลังจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเราที่ความจริงก็เทาอยู่แล้ว “ดำสนิท” ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน . . ฟังกระทู้เต็มๆและคำตอบรัฐมนตรีได้ในคลิปครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

15,624 views • 1 month ago

[ รัฐบาลอนุทินต้องอยู่สั้น แต่ไม่สร้างความเสียหายที่อยู่ยาว | นโยบายต้อง “ไม่ขายของ ไม่ขายฝัน ไม่ขายสมบัติชาติ” ] . ในฐานะ สส. สมัยแรก ผมไม่เคยคิดว่าผมจะต้องมาอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปี . อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการแถลงนโยบาย 2 ครั้งก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เราคาดหวังให้ทำงานครบวาระ แต่เป็นรัฐบาล “เฉพาะกาล เฉพาะกิจ เฉพาะลักษณะ” - “เฉพาะกาล” = สภาจะอนุญาตให้มีอายุได้ไม่เกิน 4 เดือนหลังจากวันนี้ -“เฉพาะกิจ” = มีหน้าที่หลักในการยุบสภา-ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ - “เฉพาะลักษณะ” = ต้องคงสภาวะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย (ผ่านกฎหมายไม่ได้หากฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย / ถูกฝ่ายค้านล้มได้หากทำอะไรนอกลู่นอกทาง) . [ 3 “สงคราม แก้ด่วน” ที่รัฐบาลต้องทำเฉพาะหน้า ] . โดยสรุป นโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา “เฉพาะหน้า” ของประชาชนในช่วง 4 เดือนสั้นๆนี้ ควรเน้นไปที่ “3 สงคราม”” . 1. สงครามเศรษฐกิจ - กระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้ ผ่านการยกระดับ “คนละครึ่งพลัส” ไปอีกขั้น โดยเติมเงื่อนไขให้นำไปสู่การเพิ่มการบริโภคได้จริง มากกว่าแค่การ “ดึงยอดขาย” จากร้านค้านอกโครงการ มาสู่ร้านค้าในโครงการ . 2. สงครามการค้าระหว่างประเทศ - พยุงให้ผู้ประกอบการไทยลืมตาอ้าปากได้ โดยเอาจริงกับ “สินค้าสวมสิทธิ” และ “การทุ่มตลาด” เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการจาก “ภาษีอัตราสูง” จากสหรัฐ หรือ “สินค้าราคาถูก” จากจีน . 3. สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา - เร่งคืนความปกติที่ปลอดภัยให้ประชาชนโดยเร็ว ซึ่งต้องรวมถึงการเดินหน้าทำลายกระเป๋าสตางค์และที่ยืนของผู้นำกัมพูชาในเวทีโลก โดยขั้นต่ำที่สุดคือการทลายธุรกิจสีเทาที่เกี่ยวข้อง . [ ความเสี่ยงที่ “รัฐบาลอยู่สั้น แต่ความเสียหายอยู่ยาว” ] . ในเมื่อรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลอายุสั้น ผมยอมรับว่าสิ่งที่ผมกังวลที่สุด อาจไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะ “ไม่ทำอะไร ที่ควรทำ” แต่สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือรัฐบาลจะ “ทำอะไร ที่ไม่ควรทำ” เพราะหากรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหายที่รัฐบาลถัดไปย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ ก็อาจจะนำไปสู่สภาวะที่ “รัฐบาลอยู่สั้น แต่ความเสียหายอยู่ยาว” . หากจะป้องกันความเสี่ยงนี้ นโยบายและการกระทำของรัฐบาลจะต้องไม่ทำ 3 อย่าง . 1. ไม่ขายของ 2. ไม่ขายฝัน 3. ไม่ขายสมบัติชาติ . . [ ความเสี่ยง #1 = ขายของ ] . รัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้น “หาเสียง” เลือกตั้ง มากกว่า “หาทางออก” ให้ประเทศ และไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้นสร้างคะแนนนิยมให้ “รัฐบาลชุดนี้” แต่สร้างภาระและข้อจำกัดให้ “รัฐบาลถัดไป” . ตัวอย่าง 1 = ลดค่าครองชีพ . นโยบาย “ลดแลกแจกแถม” หลายข้อ ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ใช่แค่เอาเงินภาษีประชาชนในอนาคต มาทำโปรโมชันก่อนเลือกตั้ง . - เช่น การลดค่ารถไฟฟ้าอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ จนกว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จะประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้นิยาม “ค่าโดยสารร่วม” มีความชัดเจน และรัฐบาลจะมีกลไกในการเจรจากับเอกชนเรื่องค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน . - เช่น การลดค่าไฟอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังไม่มีการเจรจากับกลุ่มทุนพลังงานเรื่องสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน และการยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Adder ที่ไม่เป็นธรรม . การลดค่าครองชีพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชน แต่ข้อกังวลที่เรามี คือรัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งเต็มเพียง 4 เดือน ของงบปี 69 แต่หากเรานับเฉพาะนโยบายคนละครึ่งพลัส (ที่ท่านบอกเองว่าเป็น เฟส 1) รัฐบาลนี้กำลังจะใช้ทั้ง 100% ของงบกระตุ้น ศก. ของทั้งงบปี 69 หรือคิดเป็น 33% หากรวมเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินในงบกลางไปด้วย . ถ้ามาบวกกับโปรโมชันที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีก มันจึงเกิดข้อกังวล ว่าตกลงรัฐบาลชุดนี้จะเอาเงินในอนาคต มาใช้หาเสียงล่วงหน้ามากแค่ไหน และรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเหลือพื้นที่ทางการคลังเท่าไหร่ ในการแก้ปัญหาประชาชน . ตัวอย่าง 2 = ประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา . อีกนโยบายในคำแถลง ที่อาจถูกตั้งคำถามได้ ว่าเน้นหาเสียง หรือ เน้นหาทางออกให้ประเทศ คือข้อเสนอในการเร่งเดินหน้าทำประชามติเรื่อง MOU ไทย-กัมพูชาให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . ผมเชื่อว่าเราคนไทยเราทุกคน - ไม่ต้องการให้ไทย ถูกบีบให้ไปยอมรับแผนที่ ที่ทำให้เราเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม - ไม่ต้องการให้ MOU เป็นเพียงกระดาษที่ทำอะไรไม่ได้ แม้กัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงกี่ร้อยครั้ง . แต่ถ้ารัฐบาลอยากให้เราเชื่อ ว่ารัฐบาลคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และไม่ได้เสนอเรื่องนี้เข้ามา เพียงเพื่อเป็นเทคนิคในการหาเสียงกับบางกลุ่ม รัฐบาลควรตอบให้ชัดว่า: - คณะกรรมาธิการวิสามัญ MOU ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน จะศึกษาเรื่องสลับซับซ้อนนี้เสร็จภายใน 4 เดือนได้จริงหรือไม่ และมีแผนจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านภายใน 4 เดือนได้ - ในการทำประชามติ รัฐบาลจะถามกี่คำถาม (เช่น จะแยกคำถามเรื่อง MOU 43 & 44 หรือไม่) และหากประชาชนมีมติให้ยกเลิก รัฐบาลจะมีกลไกอะไรมาแทนที่หรือไม่ เพื่อทำให้ไทยได้เปรียบมากที่สุดในเวทีโลก . รองนายกฯ บอกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่ไม่สมควรตัดสินใจแทนประชาชน ว่าควรยกเลิก MOU หรือไม่ . แต่ถ้านายกฯ ตอบคำถามพื้นฐานผมไม่ได้ ผมก็ต้องถามกลับว่า แล้ว “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ชุดนี้ สมควรหรือไม่ ที่จะตัดสินใจแทนประชาชน ว่าทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ คือการเร่งทำประชามติให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . [ ความเสี่ยง #2 = ขายฝัน ] . ในคำแถลงนโยบาย รัฐบาลระบุว่าจะผลักดันกฎหมายระดับ พรบ. ผ่านสภา 8+ ฉบับ . แม้หลายฉบับเป็นประโยชน์ (และบางฉบับ ผมก็เคยร่วมเสนอร่าง) แต่ผมตั้งคำถามว่ากฎหมายเหล่านี้ จะผ่านสภาทัน 4 เดือนได้อย่างไร? . ตัวอย่าง 1 = พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ - ประชาชนรอมาแล้ว 2 กว่าปีหลังเลือกตั้ง แต่ร่างจากฝ่ายบริหาร ก็ยังไม่คลอดออกมา - ร่างที่ พรรคการเมือง และภาคประชาชนเสนอมาแล้วก็มีถึง 6 ร่าง มีเนื้อหาเฉลี่ยร่างละ 113 มาตรา - แต่ละร่างยังมีความเห็นต่างหลายด้านที่ไม่ง่ายต่อการหาข้อสรุปโดยเร็ว (เช่น สิทธินักเรียน คุณสมบัติครู โครงสร้างกระทรวง) . ตัวอย่าง 2 = พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (climate change) - แม้หน่วยงานมีร่างที่รับฟังความเห็นเสร็จไปแล้ว แต่ร่างดังกล่าว ก็ยาวถึง 200 มาตรา - รัฐบาลจะหยิบร่างนี้มาดันต่อ ก็อาจจะไม่ง่ายนะก เพราะเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ที่อยู่ในร่างกับในคำแถลงนโยบายวางเป้าหมายไว้ต่างกันถึง 15 ปี . ตัวอย่าง 3 : พ.ร.บ. การพนัน - ผมตั้งคำถามว่า รัฐบาลเตรียมร่างใหม่ไว้แล้วหรือยัง เพราะคำแถลงนโยบายระบุว่ารัฐบาลจะ “ควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด”... - …ซึ่งสวนทางกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน ของกระทรวงมหาดไทย สมัยคุณอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ที่เสนอให้เพิ่มอำนาจและดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการปลดล็อกการพนันออนไลน์ . ดังนั้น แทนที่รัฐบาลจะใช้เวลาในสภา 4 เดือนข้างหน้าไปกับการผลักดันกฎหมายที่แม้เป็นประโยชน์แต่ทำแล้วก็เสร็จไม่ทัน หรือทันก็จะได้แต่ทางออกแบบครึ่งๆ กลางๆ.. . ผมเสนอว่ารัฐบาลควรคืนเวลาในสภา 4 เดือนข้างหน้านี้ มาให้ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดกันกันเองระหว่างทุกพรรค ว่าจะหยิบกฎหมายอะไรบ้างที่ถูกเสนอมาแล้วและสามารถผลักดันต่อให้สำเร็จได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งอาจเป็นฉบับที่มีมาตราไม่เยอะ ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน และมั่นใจว่าทำได้ทันแน่นอน (เช่น การเพิ่มอำนาจท้องถิ่นเรื่องขนส่งสาธารณะ? การปลดล็อกโรงแรมขนาดเล็ก? การป้องกันการฟ้องปิดปาก?) . ถ้าเป็นตามข้อเสนอนี้ ร่างกฎหมายในสภา ก็จะมีแต่ร่างของ สส. และภาคประชาชน โดยไม่มีร่างของ ครม. เสียงข้างน้อย - พรรคไหนเห็นด้วยกับร่างไหน ก็มาลงคะแนนสนับสนุนร่างนั้น โดยไม่ต้องลำบากใจเรื่องการเป็นองค์ประชุมให้ใคร . [ ความเสี่ยง #3 = ขาย(สมบัติ)ชาติ ] . รัฐบาลชุดนี้พูดอยู่บ่อยครั้งว่ารักและต้องการปกป้องชาติ โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนและอธิปไตย - เป้าหมายนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขามีความกังวลใจคือรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะปกป้องสมบัติของชาติในมิติอื่นๆ ได้เท่ากับที่พร้อมจะปกป้องเรื่องอธิปไตยและเขตแดนหรือไม่ . ตัวอย่าง 1 = ทรัพยากรธรรมชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง ก็ต้องไม่ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดเอาที่ดินของรัฐมาเป็นของตนเอง . ในกรณีเขากระโดง - ในมุมหนึ่ง เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากรมที่ดินภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีจะทำอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ - แต่ในอีกมุมหนึ่ง นายกฯควรจะต้องสนับสนุนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเดินหน้าฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนแปลงต่างๆ โดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัด - ข้อเสนอของผมคือให้เริ่มต้นที่ 2 แปลง (3466 และ 8564) ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นของตระกูลใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไปในพื้นที่ [ แม้การรถไฟฯให้ข่าวเมื่อวานพอดี ว่าผู้ว่าฯได้อนุมัติการฟ้องไปแล้ว แต่ทางเราก็ต้องติดตามต่อว่าการฟ้องจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ กระบวนการจะโปร่งใสหรือไม่ และผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ] . ตัวอย่าง 2 = สถาบันทางการเมือง ที่ใช้อำนาจแทนประชาชนทุกคน . หากคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภา ได้มาซึ่งอำนาจ ผ่านการกระทำที่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ต่างอะไร จากการขโมยอำนาจจากประชาชนและประเทศชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง และต้องการ “รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด” - รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่ถูกพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องกับการโกง สว. มีที่ยืนในรัฐสภาแห่งนี้ - รัฐบาลต้องทำเต็มที่เพื่อไม่ให้กระบวนการสอบสวนมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปเกี่ยวข้อง (เช่น ทำความเข้าใจกับ สว. ให้หยุดใช้อำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระและกรรมการ กกต. ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่คดีตนเองยังอยู่ที่ กกต. / กำกับให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ที่เคยเป็นตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ สว. ที่ถูกข้อกล่าวหา) ไม่แทรกแซงและฟอกขาวให้กับอดีตหัวหน้าตนเอง) . 4 เดือนข้างหน้านี้ จึงเป็นภารกิจสำคัญของพวกเราฝ่ายค้าน ที่จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ปล่อยให้ รัฐบาลที่อายุสั้นนี้ มาทำให้ประเทศเสียหายยาว . . [ ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ? ] . แต่อีกภารกิจสำคัญของพวกเราพรรคประชาชน คือการกำกับให้รัฐบาลทำตามเงื่อนไข MOA ในการปลดล็อกเรื่องการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ . เราไม่เคยบอกว่าให้รัฐบาลชุดไหน ต้องทำเรื่อง รธน. เรื่องเดียว โดยไม่ทำเรื่องปากท้องหรือเรื่องอื่นๆ แต่เรายืนยันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ว่าตั้งแต่เรามี รธน. 2560 บังคับใช้ ชีวิตคนไทยต้องได้รับผลกระทบจากสภาวะ “ประชาธิปไตยถดถอย นโยบายล้าหลัง การทุจริตเรื้อรัง” . 1. ประชาธิปไตยเราถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะ รธน. 2560 ออกแบบให้สถานบันทางการเมืองขาดความยึดโยงกับประชาชน - ประชาชนลงคะแนนให้กับ สส. พรรคหนึ่ง แต่ สส. เหล่านั้น ก็หอบเสียงย้ายค่ายไปทำงานกับอีกพรรคหนึ่งได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตประชาชน - ประชาชนเลือก สส. เข้าไปในสภา เลือกรัฐบาลเข้าไปในทำเนียบ แต่คนที่ถูกมองว่าชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรเสนอได้ นโยบายอะไรทำได้ บุคคลใดอยู่ในคณะรัฐมนตรีได้ กลับเป็นตุลาการ 9 คน ในศาลรัฐธรรมนูญ . 2. นโยบายเราไม่มีนวัตกรรมเชิงนโยบายมากเท่ากับเมื่อ 20 ปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะ รธน. 2560 ทำให้รัฐบาลขาด “สมาธิ” และ “แรงจูงใจ” ในการคิดค้นนโยบายใหม่ๆ - สมาธิในการทำนโยบายยากๆ ก็ต้องเสียไปกับการรับมือกับคำร้องและนิติสงคราม - แรงจูงใจการทำนโยบายให้สำเร็จ ก็ลดน้อยลง เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลที่ผ่านมากลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจหรือปลายปากกาของประชาชน . 3. การทุจริตเรา ได้คะแนนแย่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนหนึ่งเพราะ รธน. 2560 ที่ถูกโฆษณาว่าเป็น รธน. ปราบโกง กลับเป็น รธน. ที่ปราบได้เฉพาะคนที่อยากปราบ - กลไกตรวจสอบถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งกัน มากกว่าปกป้องภาษีประชาชน - ป.ป.ช. ก็ถูกตั้งคำถามทุกครั้ง ที่ต้องมาทำคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองผู้มากบารมี (เช่น นาฬิกาหรู) - ส.ต.ง. ก็ถูกมองว่าขยันผิดจุด ไล่ล่าครูที่ทำใบเสร็จซื้อเครื่องเขียนหาย แต่กลับปล่อยให้ตึกตนเองถล่มลงมาได้ . แน่นอนว่า พวกผมไม่เคยมีใครเรียกร้องให้เราต้องมีการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ เสร็จทั้งหมดภายใน 4 เดือน . แต่พวกผมก็รับไม่ได้เช่นกัน กับข้อความในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้อย่าง “กว้าง” และ “เบาหวิว” - ซึ่งไม่ได้สัดส่วนเลย กับข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้ ขึ้นอยู่ความสำเร็จของรัฐบาลในการผลักดันวาระการแก้รัฐธรรมนูญ . ถ้านายกฯ ยังอยากจะไปต่อได้ ตามเงื่อนไข MOA ที่ลงนาม ผมเห็นว่านายกฯ จำเป็นต้องลุกขึ้นมายืนยันในสภาแห่งนี้ ให้ชัดเจนใน 2 เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ . [ ข้อเสนอ 1 : Roadmap 4 เดือน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ] . นายกฯควรต้องลุกขึ้นมายืนยันให้ชัด ว่าเป้าหมายของรัฐบาลใน 4 เดือนข้างหน้า คือการเดินหน้าให้มี “ประชามติรัฐธรรมนูญรอบแรก” พร้อมกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องเป็นการทำประชามติครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ในคราวเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 คำถาม ตามคำวินิจฉัย ศาล รธน. - 1. เห็นด้วยหรือไม่กับการมี รธน. ฉบับใหม่ - 2. เห็นด้วยหรือไม่กับโมเดล สสร. หรือ กลไกในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ในร่างแก้ไข รธน. หมวด15/1 ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ . ถ้าจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ นายกฯควรนำทัพรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาจากซีกรัฐบาลทุกคน ในการทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการ 4 เดือนข้างหน้านี้ เดินหน้าโดยไม่สะดุด - ร่างแก้ไข รธน. หมวด 15/1 ของ 3 พรรคหลักที่ยื่นเข้ามาแล้ว ควรจะต้องได้รับความเห็นชอบในวาระที่ 1 ในวันที่ 14-15 ตุลาคม - กมธ. วิสามัญฯ ที่จะตั้งขึ้นมาหลังจากนั้น จะต้องถกเถียงทุกความเห็นต่างและหาข้อสรุปให้เสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อส่งร่างกลับมาให้รัฐสภาได้พิจารณาในวาระที่ 2 & 3 เสร็จ ภายในสิ้นเดือน ธันวาคม - รัฐบาลต้องใช้เวลาหลังปีใหม่ ทำงานกับ กกต. เพื่อเตรียมความพร้อมและเคาะวันประชามติก่อนจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน มกราคม . [ ข้อเสนอ 2 : โมเดล สสร. ที่มีประชาชนในสมการ ] . แต่แค่ “เสร็จ” ทันเวลาอย่างเดียวไม่พอ . ถ้านายกฯต้องการทำให้ภารกิจเรื่อง รธน. “สำเร็จ” ตาม MOA ก็ควรต้องลุกขึ้นมายืนยันให้ชัดว่าจะสนับสนุนโมเดล สสร. หรือ กลไกในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ที่มีประชาชนอยู่ในสมการ . - หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มบอกว่า สสร. เลือกตั้งไปต่อได้ นายกฯก็ต้องสนับสนุน สสร. เลือกตั้งเต็มที่ ตามที่ได้เซ็นไว้ใน MOA . - แต่แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มทำให้ สสร.เลือกตั้งไปต่อได้ยาก นายกฯก็ต้องไม่ฉวยโอกาส โดยการเอาคำวินิจฉัยดังกล่าว มากดดันให้รัฐสภาต้องเห็นชอบกับโมเดล สสร. ที่ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกเกินจำเป็น และไปเพิ่มช่องโหว่ให้เกิดการฮั้วและกินรวบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ . [ ภารกิจในการโน้มน้าวสมาชิกวุฒิสภา ] . การที่นายกฯ ลุกขึ้นมายืนยัน ทั้ง roadmap และหลักการเรื่อง สสร. ในที่ประชุมสภา.. . จะไม่เป็นเพียงแค่การยืนยันว่าท่านจะยังรักษาสัญญาตาม MOA ที่ทำไว้กับพวกผมพรรคประชาชน . แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สื่อสารโดยตรงกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ . แม้ภารกิจในการทำความเข้าใจและโน้มน้าว สว. เป็นภารกิจของทุกคนทุกพรรค . แต่ภารกิจนี้ คงไม่มีบุคคลใดทำได้ดี เท่ากับคนที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” . เพราะคุณอนุทินไม่เพียงแต่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมีหน้าที่ในการผลักดันนโยบายหลักของรัฐบาลให้สำเร็จอยู่แล้ว . แต่คุณอนุทินยังเป็นบุคคลที่ใจตรงกันกับ สว. ในหลายเรื่อง และลงเรือลำเดียวกันกับ สว. ในหลายเหตุการณ์ . ไม่ว่านายกฯจะปฏิเสธความสามารถพิเศษตรงนี้อย่างไร . แต่ประชาชนทราบดี ว่าความร่วมมือของ สว. ต่อการแก้ไข รธน. ใน 4 เดือนข้างหน้านี้ คือตัวชี้วัด “ความจริงจัง” และ “ความจริงใจ” ของนายกฯ ในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ . . ฌ เวลานี้ ความหวังของประชาชนจำนวนมากเรื่องการแก้ รธน. อยู่ในมือนายกฯ อนุทิน แต่หลายคนยังไม่เชื่อ ว่านายกฯจะทำให้ความหวังของเขาเป็นจริงได้ . หากต้องการสร้างความเชื่อมั่นกับพวกเขา ขั้นต่ำที่นายกฯต้องทำ คือลุกขึ้นมาชี้แจงและยืนยันให้เขาเชื่อให้ได้ว่า: . นายกฯไม่ได้มองว่าการแก้ รธน. เป็นเพียง “ภาระ” ที่ท่านต้องทำให้เสร็จๆไปตาม MOA . แต่นายกฯมองว่าการแก้ รธน. เป็น “วาระ” ที่สำคัญ ในการซ่อมประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีให้กับคนไทย . . #ประชุมสภา

Parit Wacharasindhu (Itim)

44,995 views • 10 months ago