Video yükleniyor...

Video Yüklenemedi

Ana Sayfaya Dön

ไรอ้อทจัดเวทีมวยให้มันสองคนต่อยกันที

77,079 görüntüleme • 1 yıl önce •via X (Twitter)

4 Yorum

Fame Wires profil fotoğrafı
Fame Wires1 yıl önce

I'm not gay but isn't Beyn too handsome as a male or just me thinking about that 😅

แม่น้องเฮียเหริน profil fotoğrafı
แม่น้องเฮียเหริน1 yıl önce

ในคลิปเค้ากำลังพูดถึงอะไรอยู่คะ เราแปลไม่ออก5555

Gabe profil fotoğrafı
Gabe1 yıl önce

เดือดมาก

지아 🐶 profil fotoğrafı
지아 🐶1 yıl önce

@VALORANT

Benzer Videolar

น้องแมวบริทิชช็อตแฮร์พบรักกับแมวจรวัวนมม้าเต่อ ทั้งสองตัวแอบนัดคุยกันที่หน้าต่างชั้น 2 ของบ้านทุกวัน เมื่อเจ้าของมาพบว่าทั้งคู่แอบคบกันอยู่ เจ้าเหมียวทั้งสองก็รีบแต่ส่งสายตาอ้อนวอน "ขอให้มีแค่หน้าต่างเท่านั้นที่กีดกันสองเรา หนูหวังว่าแม่จะไม่กีดกันพวกเราอีกคนนะ" ชาวเน็ตถึงกับส่งกำลังใจให้รักครั้งนี้สมหวัง "ถ้าไม่ให้น้องออกไป ก็ให้ไอ้หนุ่มวัวนั่นเข้ามาเถอะ" 🫣🥹🫠 คุณหนู : พี่เค้าเป็นคนดีนะแม่ 🥺 พี่วัวนม : ผมรักเธอจริงๆ นะครับแม่ยาย 🥺 เรียบเรียง 🖋️ แอดเพา ที่มาของรูป 📸 REDnote : 安安麻麻育儿记 #แมว #หมา #แมวจร #อาณาจักรสัตว์โลก #ตามติดชีวิตAnimal

ตามติดชีวิตAnimal

370,647 görüntüleme • 11 ay önce

สวัสดีทุกคนครับ . ก่อนอื่นผมขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภา 324 เสียง โดยเฉพาะ ส.ว. 13 ท่าน ที่โหวตเห็นชอบให้ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทราบดีว่า ส.ว. หลายท่านเผชิญแรงกดดันมากมาย ที่รุนแรงหนักหนาจากการตัดสินใจครั้งนี้ . ที่สำคัญที่สุด ผมขอขอบคุณทุกแรงใจ แรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน แต่ต้องขออภัยทุกท่านที่เรายังทำไม่สำเร็จ . อย่างไรก็ตาม ในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน คือจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ วันนี้เราพยายามทำทุกวิถีทางตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการตอบสนอง เจตนารมณ์ของประชาชนได้รับการเคารพ ... นี่คือการต่อสู้ร่วมกันไม่ใช่แค่ของพรรคก้าวไกลและ 14 ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกล ไม่ใช่แค่การต่อสู้ของ 8 พรรค ตัวแทน 27 ล้านเสียง แต่คือการต่อสู้ของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อยืนยันว่าเสียงของประชาชนต้องเป็นเสียงที่กำหนดอนาคตของประเทศนี้ . ขอให้เราเดินด้วยกันต่อไป ตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้ แต่เวลาของเราเหลือไม่มาก เพราะผมทราบดีว่าประเทศไทยเดินต่อไปโดยไม่มีรัฐบาลของประชาชนแบบนี้ได้อีกไม่นาน ภายใต้เวลาอันจำกัดนี้ เราเหลือโอกาสอีกไม่กี่ครั้ง ที่ต้องสู้ร่วมกัน ใน 2 สมรภูมิ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามมติมหาชนได้สำเร็จ . สมรภูมที่หนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 วันข้างหน้า คือการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคม และสมรภูมิที่สอง ก็คือการยื่นเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกถาวรตลอดกาล . ทั้งสองสมรภูมิจะไม่มีวันชนะได้ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนใจ ส.ว. ให้อยู่ข้างประชาชน ผมจึงขอให้ประชาชนทุกคน ร่วมทำภารกิจกับผมในสองสมรภูมินี้ โดยการ ส่งสารถึง ส.ว. ในทุกวิถีทาง ทุกวิธีการที่ท่านนึกออก ย้ำ ขอเป็นวิธีการสร้างสรรค์ ช่วยกันเชิญชวนให้ ส.ว. โหวตนายกตามมติประชาชน หรือ โหวตยกเลิกมาตรา 272 เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ..... หากพวกเราทำเต็มที่ใน 2 สมรภูมินี้แล้วเป็นที่ชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จริงๆ ผมพร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย โดยเปิดทางให้พรรคอันดับสอง คือพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ภายใต้ MOU ที่ทำร่วมกันไว้ และผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลทุกคนพร้อมสนับสนุนแคนดิเดทนายกของพรรคเพื่อไทย . แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราไม่ยอมแพ้แน่นอน และขอทุกคนมาร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้จนถึงที่สุด ผมคนเดียวหรือพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียวไม่อาจเปลี่ยนใจ ส.ว. และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนได้จริง จึงต้องขอแรงพลังจากทุกท่านร่วมทำภารกิจเพื่อให้เราสามารถจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้สำเร็จ . อนาคตของพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในมือของพวกท่านทุกคนแล้ว มาช่วยกันส่งสารเพื่อเปลี่ยนใจ ส.ว. . ขอบคุณครับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

Pita Limjaroenrat

19,675,925 görüntüleme • 3 yıl önce

[ องค์กรอิสระอย่าง กกต. ควรเป็นอิสระในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานการเงินของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ในเมื่อ กกต. ตัดสินใจไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง โดยมีเพียงแค่ สตง. ที่มาชี้แจงแทน ผมจึงได้เริ่มการอภิปรายโดยการตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำลักษณะนี้เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติประชาชน เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นับวันเริ่มเหินห่างจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสรรหาและรับรองกรรมการ กกต. ที่ไม่มีประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการถอดถอนที่เคยเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อแต่ไม่ถูกรับรองแล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้) - ดังนั้น การชี้แจงและซักถามในสภาผู้แทนราษฎรแห่งจึงเป็นกลไกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่กลไก ที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ทักท้วง และเสนอแนะการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. . เพราะแม้ กกต. ควรมี “ความเป็นอิสระในการตรวจสอบ” ฝ่ายการเมือง แต่ กกต. ไม่ควรมี “ความเป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบ” โดยประชาชน . ในเมื่อ กกต. ไม่มาชี้แจง ผมจึงตัดสินใจอภิปรายโดยการมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็น ที่อยูในรายงานการเงิน และเป็นประเด็นที่ สตง. สามารถตอบแทนได้ . ประเด็นที่ 1 = งบการเงินของ “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ไม่ปรากฎอยู่ในรายงานการเงินของ กกต. . แม้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐฉบับที่ 35 เพิ่งบังคับใช้ไม่นาน เลยทำให้ยังไม่มีการรวมงบการเงินของกองทุนฯ เข้าไปในรายงานการเงินในปี 2564 ที่ถูกพิจารณา แต่การทำให้ประชาชนเข้าถึงงบการเงินของกองทุนพรรคการเมืองนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง . ในขั้นพื้นฐาน สภาวะทางการเงินของกองทุนพรรคการเมือง บ่งบอกได้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยในประเทศไทย - ยิ่งกองทุนนี้มีรายได้เยอะเท่าไหร่จากการสมทบของประชาชนผ่านการยื่นภาษีประจำปี ก็แสดงว่าประชาชนศรัทธาและพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอยู่ - ยิ่งกองทุนนี้มีการจัดสรรงบให้พรรคการเมืองเยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้พรรคการเมืองดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากแหล่งทุนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง . ยิ่งไปกว่านั้น หาก กกต. ไม่ “เปิดเผย” งบการเงินของกองทุนฯพรรคการเมืองอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา กกต. อาจจะถูกมองว่า กำลังทำหน้าที่ด้วย “ความย้อนแย้ง” . ในขณะที่ กกต. ไม่พร้อมเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่าเขากำลังบริหารกองทุนที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่เป็นหลายร้อยล้านบาทอย่างไร แต่หากประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเงินเพียง 500 บาทผ่านแบบฟอร์มภาษี 500 บาทนั้นกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากระเบียบของ กกต. ที่เพิ่มเงื่อนไขอย่างมหาศาลกับพรรคการเมือง ว่าจะนำเงินที่จัดสรรจากกองทุนไปใช้ได้อย่างไรได้บ้าง (เช่น ต้องเขียนโครงการเข้ามาก่อนอย่างน้อย 15 วัน / ห้ามทำ poll สำรวจความเห็นประชาชนเพราะไม่อยู่ใน list กิจกรรมที่ กกต. อนุญาต) . ประเด็นที่ 2 = การมีอยู่ของ “ใบส้ม” อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาวะทางการเงินของ กตต. . หนึ่งในนวัตกรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการเพิ่มอำนาจให้ กกต. ในการแจก “ใบส้ม” - กล่าวคือหาก กกต. มีความเชื่อว่าผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้กระทำการทุจริตแม้ยังไม่ได้พิสูจน์ในชั้นศาล กกต. สามารถขับคนนั้นออกจากตำแหน่ง สส. & จัดการเลือกตั้งใหม่โดยไม่ให้ผู้สมัครคนนั้นลงแข่งได้ . นวัตกรรมนี้มีความอันตรายอย่างมาก เพราะหากในที่สุด ศาลพิพากษา ว่าผู้สมัครดังกล่าว ไม่ได้กระทำผิด ตามที่ กกต. สันนิษฐาน การแจกใบส้มของ กกต. ไม่เพียงแต่เป็นความอยุติธรรม ที่ทำให้ผู้แทนฯคนนั้น ต้องเสียโอกาสในการทำงานตามเจตจำนงของประชาชน แต่ยัง ทำให้ กกต. มีความเสี่ยงจะถูกฟ้องให้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (อย่างเช่นกรณีของคุณ สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย ที่ถูกแจกใบส้ม หลังชนะเลือกตั้งในเชียงใหม่ เขต 8 เมื่อปี 2562 ก่อนที่ในที่สุด ศาลจะตัดสินว่าคุณสุรพลไม่ผิด และทำให้ กกต. ต้องจ่ายเงินเยียวชาถึง 62 ล้านบาท)

Parit Wacharasindhu (Itim)

360,990 görüntüleme • 3 yıl önce