
Parit Wacharasindhu (Itim)
@paritw92 • 345,355 subscribers
People’s Party (formerly Move Forward Party)
Shorts
Videos

[ คลิปใหม่ ยืนยันชัดเจน 100%: หนึ่งในผู้สมัคร สว. ที่ยื่นโพยให้ กกต. เก็บ คือ ประธานวุฒิสภา (มงคล สุระสัจจะ) ] . 1 เดือนที่แล้ว (15 มิ.ย.) ผมเคยตั้งข้อสังเกตจากหมายเลขและสรีระของผู้สมัครในคลิปการเลือก สว. ระดับประเทศ ว่าหนึ่งในผู้สมัครที่ยื่นโพยให้ กกต. (ในระหว่างที่ กกต. เดินเก็บโพยพร้อมตักเตือนผู้สมัครถึงพฤติกรรมที่เสี่ยงจะไม่สุจริต) น่าจะคือนายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา . หลังจากนั้น ประธานมงคล ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนถึง 2 ครั้ง (17 มิ.ย. / 7 ก.ค.) ว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ โดยบอกให้นักข่าวกลับมาถามผม . ความจริง ผมเห็นว่าการที่ประธานมงคลไม่ตอบคำถามตรงๆ ก็น่าจะเป็นการยืนยันไปแล้วแบบหนึ่ง . แต่วันนี้ ผมได้รับหลักฐานจากคลิปใหม่ ที่เห็นหน้าคุณมงคลชัดเจน และยืนยันว่าบุคคลในคลิปนั้นคือคุณมงคล สุระสัจจะ 100% แบบสิ้นข้อสงสัย (ดู 10 วินาทีสุดท้ายของคลิป) . . [ คำถามที่ไร้คำตอบ คือคำตอบแบบหนึ่ง? ] . ในการตรวจสอบคดีโกง สว. ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นการเผยแพร่ข้อมูลจากหลายภาคส่วน เช่น: - คลิป กกต. เดินเก็บโพย จากผู้สมัคร สว. ( - ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. รายจังหวัด ( - ข้อมูลจากพยานบุคคล 4 คน บนเวทีพรรคฝ่ายค้าน 2 สัปดาห์ก่อน ( - ข้อมูลที่รวบรวมโดย iLaw เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ( . ข้อมูลเหล่านี้ ประกอบไปด้วยหลายข้อกล่าวหาที่เจาะจงและพุ่งตรงไปถึง สว. นักการเมือง หรือ กกต. ที่ถูกเอ่ยชื่ออย่างชัดเจน . แต่แทนที่บุคคลสาธารณะดังกล่าว จะใช้วิธีการตอบคำถามหรือชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อสังคม หลายคนกลับเลือกใช้วิธีหนีการซักถาม โบ้ย เบี่ยงประเด็น ฟ้องผู้ตั้งคำถาม หรือปล่อยข่าวไม่เป็นทางการเพื่อข่มขู่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ . กรณีตัวอย่างของประธานมงคล ชี้ให้เห็นชัด ว่าการที่บุคคลที่ถูกตั้งคำถามเลือก “ไม่ตอบคำถาม” ก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง . และหากวันไหนที่หลักฐานต่างๆปรากฏเองต่อสาธารณะโดยไม่ต้องรอฟังคำตอบจากท่านอีกต่อไป วันนั้น ท่านจะตอบคำถามได้ยากขึ้นแน่นอน . . . ใครสนใจ มาร่วมงานเจาะลึกหลักฐานเพิ่มเติมในคดีโกง สว. (ภาค 2) ของพรรคฝ่ายค้านได้ในวันอาทิตย์นี้ - ลงทะเบียนร่วมงาน:
Parit Wacharasindhu (Itim)257,834 просмотров • 10 дней назад

[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ] . คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง . เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป) . ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ: . 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”? . 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”? . 3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)? . 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่? . ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ . — . หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. . อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130+ คน ที่เป็น สว. และ 90+ คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน . ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ: . 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”? . 2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่? . 3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่? . . หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่
Parit Wacharasindhu (Itim)363,832 просмотров • 1 месяц назад

[ ต้องเป็นนายกฯแบบไหน ที่ฟังผิดเอง เข้าใจผิดเอง แต่ยังกล้ามาต่อว่าคนอื่นว่าไม่ทำการบ้าน แถมยังคอยมีประธานสภามาช่วยปิดไมค์ฝ่ายค้าน-ตัดจบประชุมสภาให้? ] . วันนี้ ผมถูกพาดพิงโดยท่านนายกฯในหลายประเด็น - ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเห็นที่แตกต่างกันซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ติดใจอะไร / แต่มี 1 ประเด็น เรื่องการแบ่ง “คลัสเตอร์” รองนายกฯ ที่ท่านนายกฯกล่าวหาผมว่า “ไม่ทำการบ้าน” ทั้งๆที่ ท่านนายกฯเองเป็นฝ่ายที่เข้าใจคลาดเคลื่อน . ท่านนายกฯ กล่าวหาว่าผมไม่ทำการบ้าน และจินตนาการไปเองว่า ผมกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเอากระทรวงเกษตรไปดูแล แถมยังมาทำทีท่าถามผมเสมือนกับว่าผมไม่รู้หรอ ว่าท่านนายกฯ มอบหมาย กระทรวงเกษตรฯ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รองนายกฯ ยศชนัน จากพรรคเพื่อไทย . คำตอบคือ “ผมรู้ครับ ผมก็อภิปรายเช่นนั้น และนั่นแหละคือประเด็นของผม” . ถ้าย้อนไปฟังคำอภิปรายของผม ก็จะเห็นชัดว่าผมรู้ว่าท่านนายกฯ มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ภายใต้รองนายกฯ ยศชนัน และการตัดสินใจเช่นนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมตั้งคำถามว่าท่านนายกฯกำลังแบ่งคลัสเตอร์เพื่อ “แก้โจทย์การเมือง” หรือ “แก้โจทย์ประเทศ” . เพราะหากท่านนายกฯยึด “โจทย์ประเทศ” ผมเห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรอยู่ภายใต้รองนายกฯ ศุภจี ที่ดูแลคลัสเตอร์การผลิต การค้า และการบริการ . แต่ในเมื่อท่านนายกฯ ตัดสินใจย้ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ไปอยู่ภายใต้ รองนายกฯ ยศชนัน ที่ดูแลคลัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ แทน ผมจึงตั้งคำถามว่าท่านตัดสินใจแบบนี้เพราะยึด “โจทย์การเมือง” เป็นหลักใช่หรือไม่ เพียงเพราะ รองนายกฯ ยศชนัน กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร (รมว. สุริยะ) มาจากพรรคเดียวกัน . ความจริงเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ผมได้อภิปรายในคืนนี้) แต่การที่ท่านนายกฯ ไม่ตั้งใจฟัง เข้าใจผิดเอง และยังเอาความมั่นใจผิดๆมากล่าวหาว่าคนอื่นไม่ทำการบ้าน ก็น่าจะยิ่งสะท้อนถึงวุฒิภาวะของท่านนายกฯ และตอกย้ำว่าคนที่ไม่ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่คือตัวท่านนายกฯเอง . ความจริงแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 47 ผมมีสิทธิยืนขึ้นและใช้สิทธิพาดพิงได้เลยทันทีที่โดนพาดพิง แต่ผมอยากให้เกียรติไม่ขัดจังหวะท่านนายกฯระหว่างพูด เลยตั้งใจว่าจะใช้สิทธิพาดพิงหลังนายกฯพูดจบ - เผอิญผมไม่คิดว่าเราจะเจอประธานสภาที่ต้องการปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้ใช้สิทธิพาดพิงและปิดประชุมทันที ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับ . เรื่องนี้จึงตอกย้ำ ว่าเรากำลังทำงานในสภา ที่พร้อมปิดปากฝ่ายค้าน และยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่นายกฯ พูดว่าพร้อมรับฟัง สส. ทุกคนไม่เป็นความจริง
Parit Wacharasindhu (Itim)178,054 просмотров • 3 месяцев назад

[ ระวังการ “ตัดตอนแบบแนบเนียน” หลายประเภท ที่อาจเกิดขึ้นโดย กกต. ในคดี โกง สว. ] . ผมอยากชวนสังคม ร่วมกันจับตาและเรียกร้องไม่ให้ กกต. “ตัดตอน” ในคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล . การ “ตัดตอน” ที่เรากังวลกันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียง “การตัดตอนแบบโจ่งแจ้ง” ด้วยการยกคำร้องทุกคนที่ถูกกล่าวหา (ตามข้อเสนอของ อนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36) แต่ยังรวมถึง “การตัดตอนแบบแนบเนียน” อีก 3 ประเภท: . 1. ตัดตอน โดยสั่งฟ้องแค่ “ฝ่ายปฏิบัติการ” แทนที่จะครอบคลุมเครือข่ายนักการเมืองที่เป็น “ฝ่ายวางแผน-สั่งการ-สนับสนุงบประมาณ” อยู่เบื้องหลัง . 2. ตัดตอน โดยสั่งฟ้องแค่ “บางจังหวัด” ทั้งที่ขบวนการดังกล่าวจะสำเร็จได้ต่อเมื่อมีผู้ร่วมขบวนการ “หลายจังหวัด” ทั่วประเทศ . 3. ตัดตอน โดยสั่งฟ้องแค่ “น้ำเงินอ่อน” ที่สังเวยได้หรือที่กำลังขัดแย้งกัน แทนที่จะครอบคลุม “น้ำเงินเข้ม” ที่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจ . ขอบคุณทางภาคประชาชน (iLaw) ที่นำข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมมาให้ฝ่ายค้านตรวจสอบครับ
Parit Wacharasindhu (Itim)25,467 просмотров • 13 дней назад

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่ #พารากอน เมื่อวานนี้ โดยผมได้พยายามใช้พื้นที่ปรึกษาหารือในการประชุมสภาฯเมื่อเช้านี้ ในการส่งต่อข้อเสนอ 3 ด้านไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต . ข้อเสนอ 1 = เรื่องระบบแจ้งเตือนภัย ขอให้เร่งรัดแผนการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยของรัฐแบบ cell broadcasting ที่จะเป็นการส่งข้อความเข้ามือถือทุกเครื่องบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากในเหตุการณ์เมื่อวาน เป็นอีกครั้งที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนด้วยข้อความ SMS จากหน่วยงานรัฐ แต่ต้องอาศัยระบบแจ้งเตือนแบบ SMS ของเอกชนหรือการค้นหาข้อมูลกันเองในสื่อโซเชียลเป็นหลัก . ข้อเสนอ 2 = เรื่องการครอบครองปืน ขอให้หาแนวทางปรับปรุงกฎหมายขออนุญาตปืนในระบบให้ครอบคลุมประเภทอาวุธมากขึ้นและมีกระบวนการที่รอบคอบมากขึ้น (เช่น การให้ใบอนุญาตมีวันหมดอายุเพื่อต่ออายุ การเพิ่มเกณฑ์เรื่องสุขภาพจิต) และปรับปรุงมาตรการปิดช่องทางค้าขายปืนนอกระบบให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะถึงแม้ปืนที่ถูกใช้ก่อเหตุในครั้งนี้เป็นปืนดัดแปลง แต่การที่ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชียก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราอาจควรทบทวนเรื่องการครอบครองปืนทั้งระบบ . ข้อเสนอ 3 = เรื่องพฤติกรรมเลียนแบบ ขอให้หน่วยงานรัฐเร่งสร้างความเข้าใจกับสังคมในการงดการประโคมข่าวหรือแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนและประวัติของผู้ก่อเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงจะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามที่งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญได้บ่งชี้ และเพื่อเป็นการส่งสัญญาณดัง ๆ ไปทั่วประเทศ ว่าการกระทำอันอำมหิตต่อเพื่อนมนุษย์แบบนี้ จะไม่มีวันทำให้คุณได้แสงหรือความสนใจ จากใครสักคน แม้แต่นิดเดียว
Parit Wacharasindhu (Itim)958,066 просмотров • 2 лет назад

[ เปิดหลักฐานเพิ่มคดี ฮั้ว สว. จากนครพนม : คลิปสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. ที่บ่งชี้ว่ามีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ ที่มีทั้งการจ่ายเงิน 6 หลัก - การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมให้ - การสัญญาเรื่องผู้ช่วย ] . “คนเรา ไม่เอาพ่อไม่เอาแม่เนี่ย เยอะ แต่คนที่ไม่เอาเงินเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นนะ” . ประโยคนี้เป็นประโยคหนึ่งจากคลิปเสียงระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดที่บ่งชี้ว่าขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกพึงถึงในคลิปนั้น: . 1. มีการจัดตั้งกันทั่วประเทศ (จึงสามารถสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) 2. มีการนำเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบของเงิน (เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงให้เป็นเลข 6 หลัก) 3. มีการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมก่อนวันเลือก สว. ให้ 4. มีการสัญญาเรื่องตำแหน่งผู้ช่วยแถม 5. มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง . รายละเอียดในคลิปดังกล่าว สอดคล้องกับหลายหลักฐานจากจังหวัดนครพนม ที่ผมได้รวบรวมและแถลงข่าวไปเมื่อเช้าในโอกาสครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าหลักฐานในคดีดังกล่าวมีความชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ ที่ กกต. ควรเดินหน้าส่งคำร้องไปที่ศาลสำหรับทั้ง 229+ คน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 . แม้ในเวลานี้ เราจะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนของคดีได้ แต่สิ่งที่เราสามารถนำมาวิเคราะห์และนำเสนอได้คือหลักฐานที่เราสามารถรวบรวมได้เอง (เช่น ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ข้อมูลจากบุคคลที่ไปให้ข้อมูลกับหน่วยงาน ข้อมูลจากผู้ที่พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มเติมมาให้เรารวบรวมและตรวจสอบ) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอมีอยู่ชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน . วันนี้ ผมได้เริ่มต้นจากหลักฐานจาก จ.นครพนม ซึ่งมีหลักฐานประกอบด้วย: . 1. คลิปของคุณ ศุภชัย โพธิ์สุ (อดีต สส. และ รองประธานสภา พรรคภูมิใจไทย) ที่มีการกล่าวว่า สว. 3 คนของ จ.นครพนม เป็น “สว.สีน้ำเงิน” อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งคำถามต่อได้ว่าศุภชัยอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจตามที่อ้างหรือไม่ [คลิปสั้นใน comment / คลิปเต็ม: . 2. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 (1-2 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) ที่มีกลุ่มผู้สมัคร สว. (รวมถึงผู้สมัคร สว. จากนครพนม) รวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา - โดยพยาน (ซึ่งเป็นผู้สมัครรายหนึ่งที่ไปร่วมการประชุมด้วย) ระบุว่า: - มีบุคคลสำคัญในห้องประชุมดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยคุณ ศุภชัย / ผู้สมัคร 3 คน (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว. จากนครพนม) / ‘อาจารย์ ป.’ (ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำโพย) - มีการให้ผู้สมัครจัดทำโพยข้างหลังเอกสาร สว.3 - มีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย - มีความพยายามของ ผู้สมัคร สว. คนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ในการบอกให้ผู้สมัครคนอื่นไม่ต้องกังวล เพราะหมายเลขแต่ละคนจะมีผู้สมัครจากจังหวัดอื่นมาเลือก & มีการสัญญาว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตัวเองหลักแสนบาท - มีความพยายามของคุณศุภชัย ในการเจรจาไกล่เกลี่ยและเสนอเรื่องการเวียนกันเป็นผู้ช่วย (โดยระบุว่าจะให้คนที่ได้เป็น สว. เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้า) (แม้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าของพยาน แต่ผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโรงแรมแห่งนี้มีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะบ่งบอกได้ว่าในวันดังกล่าวมีบุคคลใดไปร่วมประชุมกันบ้าง) . 3. หลักฐานการซื้อตั๋วเครื่องบินในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 โดยมีข้อมูลว่าผู้สมัครคนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน เดินทางมาที่ กทม. ร่วมกันก่อนวันเลือกระดับประเทศ (ซึ่งผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก โดยตรวจว่าไฟลท์บินในวันดังกล่าวมีบุคคลชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ จองผ่านใคร การจ่ายเงินเป็นอย่างไร) . 4. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ที่กลุ่มผู้สมัครดังกล่าวได้มีการรวมตัวหารือกันที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม เพื่อวางแผน . 5. คลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว. [ตามคลิป 4 นาทีในโพสต์] . นี่คือหลักฐานที่เกิดขึ้นในหนึ่งจังหวัด - คำถามที่ผมอยากชวนคิด คือถ้าผมและทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นได้ระดับนี้, หน่วยงานอย่าง กกต. และ DSI ในคณะไต่สวน ก็ย่อมต้องเข้าถึงหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นกว่านี้ได้แน่นอน . หลักฐานทั้งหมดวันนี้จึงตอกย้ำว่าหาก กกต. จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรส่งเรื่องดังกล่าวไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 . หลังจากวันนี้ หากเรามีการรวบรวมหลักฐานที่เพียงพอจากเหตุการณ์ในจังหวัดไหนได้อีก ทางผมและพรรคประชาชนจะมานำเสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมร่วมกันตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ในห้วงเวลาสำคัญนี้
Parit Wacharasindhu (Itim)41,405 просмотров • 1 месяц назад

วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญชวนประชาชน มาร่วมกิจกรรมเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. หลังครบรอบ 2 ปี การเลือก สว. . ลงทะเบียนได้ที่: (รับเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้น) . ✅ วิเคราะห์โพยเลือก สว. และบัตรเลือกตั้ง ✅ เจาะลึก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน จากพยานบุคคลหลายจังหวัดทั่วประเทศ ✅ แลกเปลี่ยนประเด็นคำถามกับ นักวิชาการ ภาคประชาชน และ สส. อาทิ: - ปริญญา เทวานฤมิตรกุล - สมชัย ศรีสุทธิยากร - เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง - ทวี สอดส่อง - We Watch - iLaw - สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน . . 🗓️ วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ⏰ 09.00 - 12.00 น. 📍ชั้น B1 ห้อง B1-1 อาคารรัฐสภา
Parit Wacharasindhu (Itim)21,999 просмотров • 24 дней назад

[ รัฐบาลประชาชน | ชุดนโยบายท่องเที่ยว – มีส้ม มีการท่องเที่ยวทั่วไทยทั้งปี มีการท่องเที่ยวที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ ] . การท่องเที่ยว เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเรามานาน แต่ปัจจุบัน ประโยชน์จากการท่องเที่ยวมีความกระจุกตัว แทนที่จะกระจายไปถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง ดังนั้น พรรคประชาชน เราต้องการยกระดับการท่องเที่ยว โดยเน้นการ “กระจาย” . 1. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปทั่วไทย . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกตัวในเพียง 5 จังหวัดหลัก - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - อัดฉีดงบประมาณ 200 ล้านบาท ต่อ 1 เมืองรอง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 25 จังหวัด ภายใน 4 ปี เพื่อลงทุนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ร่วมกับทั้งท้องถิ่นและภาคเอกชน - ออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยหมุนเวียนบัญชีจังหวัดเมืองรองทุกๆ 4 เดือน และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในจังหวัดดังกล่าว สูงสุด 1,000 บาท/คน/ทริป . 2. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปตลอดปี . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยว มักกระจุกตัวในฤดูกาลท่องเที่ยว (high season) เป็นหลัก - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - ส่งเสริมเทศกาลประจำจังหวัดตลอดปี เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวไปจังหวัดต่างๆในแต่ละเดือน - สนับสนุนทุนหรือเครื่องมือให้คนในท้องถิ่นและอินฟลูเอนเซอร์ ทำ content เพื่อทำการตลาด . 3. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปเจาะกลุ่มใหม่ . ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวหลายคนมาพักผ่อนที่ไทยเพราะจุดขายเดิม โดยไม่ได้ใช้จ่ายมากนักในแต่ละวัน - ดังนั้น พรรคประชาชนจะพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่ใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย: - เช่น จัดงานวิ่งหรือการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกีฬา - เช่น สนับสนุนผู้ประกอบการทางการแพทย์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ . 4. “กระจาย” รายได้การท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการไทย . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่อย่างเป็นธรรม - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - กวาดล้างทุนเทาและนอมินีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย - ปรับปรุงกฎหมายโรงแรม เพื่อให้ที่พักขนาดเล็กเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวกมากขึ้น . 5. “กระจาย” ข้อมูลให้ถึงมือนักท่องเที่ยว . พรรคประชาชน เราจะสนับสนุนให้ประเทศมีแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติ 1 ระบบเพื่อ: - จูงใจนักท่องเที่ยวให้ค้นพบแหล่งท่องเที่ยว-เทศกาลที่น่าสนใจ และ เดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ - ช่วยนักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางและเข้าถึงข้อมูลขนส่งสาธารณะ - อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการชำระเงินดิจิทัล และการแจ้งเตือนภัยพิบัติ . มีส้ม มีการท่องเที่ยวทั่วไทยทั้งปี มีส้ม มีการท่องเที่ยวที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ . #นโยบายรัฐบาลประชาชน #1คลิป1ชุดนโยบาย
Parit Wacharasindhu (Itim)136,535 просмотров • 7 месяцев назад

[ กกต. ต้องเผยแพร่เอกสารแนะนำตัว สว. ทุกคน ให้ประชาชน เข้าถึงได้ ตามที่เคยสัญญาไว้ในสภาผู้แทนราษฏร เมื่อ 28 มี.ค. ] . เนื้อหาของระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ประกาศออกมาเมื่อวาน “น่าผิดหวัง” เป็นอย่างมาก . แม้ทุกคนทราบดีว่าการคัดเลือก สว. ครั้งนี้ยังห่างไกลจากการเลือกตั้ง แต่ระเบียบที่ “เปิดกว้าง” ต่อการมีส่วนร่วมของผู้สมัครและประชาชน จะช่วยทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรี-เป็นธรรมมากขึ้น และช่วยทำให้ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว.) เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ . ในทางกลับกัน ระเบียบที่ออกมากลับทำให้กระบวนการทั้งหมด “ปิดกั้น” และ “แคบลง” กว่าเดิม เช่น - ผู้สมัครแนะนำตัวได้ตามแค่เอกสารของ กกต. (ซึ่งมีพื้นที่แค่ 5 บรรทัด ในการพูดถึงประวัติ-ประสบการณ์) - ผู้สมัครห้าม post เอกสารแนะนำตัวของตนเองทางออนไลน์ (ยกเว้นส่งให้ผู้สมัครคนอื่นเป็นการเฉพาะ) - ประชาชนมีข้อจำกัดในการให้ข้อมูลหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้สมัครแต่ละคน (อาจต้องแจ้ง กกต. เป็น “ผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร”?) . หากระเบียบนี้แก้ไม่ทัน สิ่งที่ผมจำเป็นต้องเรียกร้องให้ กกต. ยืนยัน คือ กกต. จะเผยแพร่เอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ทุกคน ทุกกลุ่มอาชีพ ทุกอำเภอ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ของ กกต. ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ตามที่ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาไว้ในการประชุมกับ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา (ตามคลิป) . #สว67
Parit Wacharasindhu (Itim)430,343 просмотров • 2 лет назад

[ กา “เห็นชอบ” ในประชามติรัฐธรรมนูญ =/= ฉีกรัฐธรรมนูญ =/= ตีเช็คเปล่า ] . ผมต้องยืนยัน ว่าการที่ประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ในประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เท่ากับการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” และไม่เท่ากับการ “ตีเช็คเปล่า” . แม้ประชาชนทุกคนลงคะแนนเห็นชอบในประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ (ซึ่งเป็นประชามติครั้งแรก)... . ...ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังคงบังคับใช้อยู่ และจะบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการทำประชามติครบอย่างน้อย 3 ครั้ง . กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกกำหนดให้ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง: . - 1. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าจะเห็นด้วยให้มีการริเริ่มหรือเดินหน้าสู่การจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ หรือไม่? (ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้) - 2. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่ากรอบเนื้อหาของ รธน. ฉบับใหม่ ควรเป็นอย่างไร (เช่น จะล็อกหมวดใดหมวดหนึ่งหรือไม่) และใครจะเป็นผู้ร่าง? - 3. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับ ร่าง รธน. ฉบับใหม่ ที่ถูกจัดทำขึ้นมา (หลังจากประชาชนได้เห็นทั้งร่างแล้ว)? . ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังคงมีสภาพบังคับใช้ จนกว่าประชาชนจะลงคะแนน “เห็นชอบ” ในการทำประชามติครั้งที่ 3 . หากรัฐธรรมนูญ 2560 เปรียบเสมือน รถยนต์ที่มีปัญหาหลายจุดจนเราไม่แน่ใจว่าการเข้าอู่เพื่อแก้เป็นจุดๆจะเพียงพอหรือไม่: . - 1. ประชามติครั้งที่ 1 = การถามว่า เราควรจะริเริ่มการหารถยนต์คันใหม่หรือไม่? - 2. ประชามติครั้งที่ 2 = การถามว่า เราควรจะให้ใครไปคัดเลือกรถยนต์คันใหม่มานำเสนอเรา และเราควรวางกรอบให้เขาไหม ว่ารถยนต์คันใหม่จะต้อง รุ่นอะไร สีอะไร เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่? - 3. ประชามติครั้งที่ 3 = การถามว่า เราพร้อมจะสละทิ้งรถยนต์คันเดิม เพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่ที่ถูกคัดเลือกมานำเสนอเราหรือไม่? . ดังนั้น การกา “เห็นชอบ” ในประชามติรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ - ไม่เท่ากับการฉีกรัฐธรรมนูญ - ไม่เท่ากับการตีเช็คเปล่า . . —- . . ผลิตโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฏ
Parit Wacharasindhu (Itim)105,445 просмотров • 6 месяцев назад

[ การนิรโทษกรรมที่จะ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ได้จริง ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบ “สองมาตรฐาน” ] . ข้อกังวลที่ผมมีต่อร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะประเด็นที่ สว. มีการแก้ไข แต่ผมเห็นว่า การแก้ไข ของ สว. กำลังทำให้เนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ ห่างไกลจากเป้าหมายในการ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” มากขึ้นกว่าเดิม . แม้ผมเชื่อว่าสภาเราตกผลึกร่วมกัน ว่ากลไกของการนิรโทษกรรม เป็นกลไกที่มีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ แต่คำถามสำคัญที่สภาแห่งนี้ยังเห็นต่างกันคือ การนิรโทษกรรม “แบบไหน” ที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างเสริมสังคมที่สันติสุขได้จริง? . สำหรับผม การนิรโทษกรรมที่จะคลี่คลายความขัดแย้งได้ ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบ “สองมาตรฐาน”: - เช่น พอเป็นคดีที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มหนึ่ง (ไม่ว่าจะแสดงออกผ่านการปิดสถานที่ราชการ หรือ ล้อมคูหาเลือกตั้ง) เราก็พร้อมจะลบล้างความผิด พร้อมจะโอบรับเขากลับคืนสู่สังคม / แต่พอเป็นคดีที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองของอีกกลุ่มหนึ่ง (แม้จะเป็นเพียงการแชร์โพสต์ใน Facebook หรือแม้คนทำจะอายุยังไม่ถึง 18 ปี) เรากลับตีตราว่าการกระทำของพวกเขา ยังไงก็ยกโทษให้ไม่ได้ . แต่ในความเป็นจริง การ “นิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน” ที่ว่านี้ คือสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้กำลังผลักดัน - 1 มาตรฐานสำหรับ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 / อีก 1 มาตรฐานสำหรับ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอื่นๆ (รวมถึงกฎหมายอาญาบางมาตราที่โทษแรงกว่า 112) . ที่ผ่านมา เราพยายามเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ “สองมาตรฐาน” เช่นนี้ . 1. ในวาระ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ร่างของพรรคประชาชนเสนอให้มี คณะกรรมการ 1 คณะ ที่พิจารณาทุกคดีเป็นรายกรณี ด้วยมาตรฐานเดียวกัน กับคนทุกกลุ่ม - คดีไหน เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง ก็พิจารณานิรโทษ - คดีไหน ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง ก็ไม่นิรโทษ - คดีไหนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือความผิดต่อชีวิตหรือร่างกาย จะต้องไม่นิรโทษในทุกกรณี . แต่วันนั้น เสียงข้างมากของสภาไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าต้องปฏิบัติกับคดี 112 ต่างจากคดีอื่น . 2. ในชั้น กมธ. และ วาระ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร เราพยายามเสนอว่า หากจำเป็นต้องใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันจริงๆ ระหว่างคดี 112 กับคดีอื่น อย่างน้อยจะพอเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเปิดช่องให้นิรโทษกรรมคดี 112 ได้ “แบบมีเงื่อนไขหรือข้อแม้พิเศษ” - เช่น ถ้าเป็นคดีอื่น ก็นิรโทษกรรมกันไปตามปกติ / แต่ถ้าเป็นคดี 112 อาจเพิ่มเงื่อนไขเข้าไป ว่าจะพิจารณานิรโทษกรรม หากมาควบคู่กับข้อตกลงเกี่ยวกับการแสดงออกบางอย่างในอนาคต ซึ่งน่าจะคลี่คลายข้อกังวลของบางฝ่ายได้ . แต่วันนั้น เสียงข้างมากของสภาก็ยังไม่เห็นด้วย . 3. หลายฝ่ายในสภาแห่งนี้ พยายามหาทางออกร่วมกันในการเปิดช่องให้พิจารณานิรโทษกรรมคดี 112 ได้ สำหรับเด็กและเยาวชน . ในวันนั้น แม้เสียงส่วนใหญ่ของสภา ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอของเราทั้งหมด แต่เสียงส่วนใหญ่ของสภา อย่างน้อยก็ตัดสินใจเพิ่ม มาตรา 11 เข้ามา เพื่อยืนยันกลไกบางอย่าง ในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 112 . . แต่มาถึงวันนี้ เจตนารมณ์ดังกล่าว ก็ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดย สว. ที่ไปแก้ไขมาตรา 11 ให้ระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าห้ามนำกลไกดังกล่าว มาช่วยเด็กและเยาวชนในคดี 112 . . สิ่งที่ผมและพรรคประชาชนพยายามย้ำมาตลอด คือหากเราต้องการสร้าง “ประตู” บานหนึ่ง เพื่อนำพาประชาชนทุกคนที่เคยพัวพันอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ก้าวไปสู่สังคมสันติสุขร่วมกัน: ประตูบานนั้นจะต้องเป็นประตูที่เปิดกว้างพอให้กับทุกกลุ่มและปฏิบัติกับทุกกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกัน . แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้กำลังทำ กลับเป็นการบอกกับคนบางกลุ่ม ว่าสังคมสันติสุขที่อยู่หลังประตูบานนั้น ไม่ต้อนรับพวกเขา และไม่อนุญาตให้พวกเขาเดินเข้ามา . - พอเราเสนอว่าให้ใช้ประตูอีกบาน ที่อาจจะเดินผ่านลำบากกว่า ต้องเดินอ้อมบ้าง หรือมีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์มากกว่า สภาก็ยังไม่ยอม . - พอเราเสนอว่าให้มีประตูอีกบาน ที่เป็นเป็นประตูเล็กๆ ที่เปิดให้เฉพาะเด็กและเยาวชนที่เดินผ่านได้ สภาก็ยังไม่ยอม . มาถึงวันนี้ สิ่งที่สภาแห่งนี้กำลังทำ เปรียบเสมือนการเดินไปที่ประตูบานเล็กๆที่เคยแง้มไว้อยู่ และปิดประตูใส่หน้าพวกเขา แถมใส่ล็อกเพิ่มไปอีกหลายชั้น เพื่อตอกย้ำว่าสังคมสันติสุขที่พวกท่านกำลังสร้าง ไม่ยินดีต้อนรับพวกเขา . ผมรู้ว่าวันนี้ พวกผมเป็นเสียงข้างน้อย เป็นเสมือนก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่คงไม่มีน้ำหนักพอที่จะค้ำให้ท่านปิดประตูไม่ได้ . แต่หากพวกผมในฐานะก้อนหินชิ้นเล็กๆ สามารถทำให้ท่านปิดประตูได้ยากขึ้น พวกผมก็ต้องทำ . และยิ่งท่านฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ผมกังวล ประตูบานนั้นเอง ก็จะยิ่งพังเร็วเท่านั้น . โดยสิ่งที่ผมเชื่อว่า เราทุกคนไม่อยากเห็นพังทลายลงมา คือ “สังคมสันติสุข” ที่เราพยายามร่วมกันสร้าง ซึ่งผมยืนยันว่าจะสร้างได้อย่างแท้จริง ต่อเมื่อการนิรโทษกรรมนั้น เป็นการนิรโทษกรรมที่ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นธรรมกับทุกคนทุกกลุ่ม
Parit Wacharasindhu (Itim)17,481 просмотров • 26 дней назад

[ องค์กรอิสระอย่าง กกต. ควรเป็นอิสระในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานการเงินของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ในเมื่อ กกต. ตัดสินใจไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง โดยมีเพียงแค่ สตง. ที่มาชี้แจงแทน ผมจึงได้เริ่มการอภิปรายโดยการตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำลักษณะนี้เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติประชาชน เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นับวันเริ่มเหินห่างจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสรรหาและรับรองกรรมการ กกต. ที่ไม่มีประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการถอดถอนที่เคยเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อแต่ไม่ถูกรับรองแล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้) - ดังนั้น การชี้แจงและซักถามในสภาผู้แทนราษฎรแห่งจึงเป็นกลไกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่กลไก ที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ทักท้วง และเสนอแนะการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. . เพราะแม้ กกต. ควรมี “ความเป็นอิสระในการตรวจสอบ” ฝ่ายการเมือง แต่ กกต. ไม่ควรมี “ความเป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบ” โดยประชาชน . ในเมื่อ กกต. ไม่มาชี้แจง ผมจึงตัดสินใจอภิปรายโดยการมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็น ที่อยูในรายงานการเงิน และเป็นประเด็นที่ สตง. สามารถตอบแทนได้ . ประเด็นที่ 1 = งบการเงินของ “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ไม่ปรากฎอยู่ในรายงานการเงินของ กกต. . แม้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐฉบับที่ 35 เพิ่งบังคับใช้ไม่นาน เลยทำให้ยังไม่มีการรวมงบการเงินของกองทุนฯ เข้าไปในรายงานการเงินในปี 2564 ที่ถูกพิจารณา แต่การทำให้ประชาชนเข้าถึงงบการเงินของกองทุนพรรคการเมืองนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง . ในขั้นพื้นฐาน สภาวะทางการเงินของกองทุนพรรคการเมือง บ่งบอกได้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยในประเทศไทย - ยิ่งกองทุนนี้มีรายได้เยอะเท่าไหร่จากการสมทบของประชาชนผ่านการยื่นภาษีประจำปี ก็แสดงว่าประชาชนศรัทธาและพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอยู่ - ยิ่งกองทุนนี้มีการจัดสรรงบให้พรรคการเมืองเยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้พรรคการเมืองดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากแหล่งทุนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง . ยิ่งไปกว่านั้น หาก กกต. ไม่ “เปิดเผย” งบการเงินของกองทุนฯพรรคการเมืองอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา กกต. อาจจะถูกมองว่า กำลังทำหน้าที่ด้วย “ความย้อนแย้ง” . ในขณะที่ กกต. ไม่พร้อมเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่าเขากำลังบริหารกองทุนที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่เป็นหลายร้อยล้านบาทอย่างไร แต่หากประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเงินเพียง 500 บาทผ่านแบบฟอร์มภาษี 500 บาทนั้นกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากระเบียบของ กกต. ที่เพิ่มเงื่อนไขอย่างมหาศาลกับพรรคการเมือง ว่าจะนำเงินที่จัดสรรจากกองทุนไปใช้ได้อย่างไรได้บ้าง (เช่น ต้องเขียนโครงการเข้ามาก่อนอย่างน้อย 15 วัน / ห้ามทำ poll สำรวจความเห็นประชาชนเพราะไม่อยู่ใน list กิจกรรมที่ กกต. อนุญาต) . ประเด็นที่ 2 = การมีอยู่ของ “ใบส้ม” อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาวะทางการเงินของ กตต. . หนึ่งในนวัตกรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการเพิ่มอำนาจให้ กกต. ในการแจก “ใบส้ม” - กล่าวคือหาก กกต. มีความเชื่อว่าผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้กระทำการทุจริตแม้ยังไม่ได้พิสูจน์ในชั้นศาล กกต. สามารถขับคนนั้นออกจากตำแหน่ง สส. & จัดการเลือกตั้งใหม่โดยไม่ให้ผู้สมัครคนนั้นลงแข่งได้ . นวัตกรรมนี้มีความอันตรายอย่างมาก เพราะหากในที่สุด ศาลพิพากษา ว่าผู้สมัครดังกล่าว ไม่ได้กระทำผิด ตามที่ กกต. สันนิษฐาน การแจกใบส้มของ กกต. ไม่เพียงแต่เป็นความอยุติธรรม ที่ทำให้ผู้แทนฯคนนั้น ต้องเสียโอกาสในการทำงานตามเจตจำนงของประชาชน แต่ยัง ทำให้ กกต. มีความเสี่ยงจะถูกฟ้องให้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (อย่างเช่นกรณีของคุณ สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย ที่ถูกแจกใบส้ม หลังชนะเลือกตั้งในเชียงใหม่ เขต 8 เมื่อปี 2562 ก่อนที่ในที่สุด ศาลจะตัดสินว่าคุณสุรพลไม่ผิด และทำให้ กกต. ต้องจ่ายเงินเยียวชาถึง 62 ล้านบาท)
Parit Wacharasindhu (Itim)360,909 просмотров • 3 лет назад

[ กระทู้สด (คลิปเต็ม): ทวงความคืบหน้าคดี “ฮั้ว สว.” หลังผ่านมากว่า 2 ปี แต่เรื่องยังไปไม่ถึงศาล | DSI จะเดินหน้าคดีต่อ หรือจะรอมติ กกต. ก่อน เพื่อหวังเอาการเป่าคดีของ กกต. มาใช้เป่าคดีฝั่ง DSI ด้วยเช่นกัน? | กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง ] . วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องความคืบหน้าของ DSI ในคดีพิเศษ 24/2568 หรือ คดีฮั้ว สว. . ความจริงแล้ว คำที่เหมาะสมกว่า “ฮั้ว สว.” อาจจะคือคำว่า “โกง สว.” เพราะข้อกล่าวหาในคดีนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ “ทำโพย” และ “แลกคะแนน” กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ “จ้าง” คนมาสมัคร “จ้าง” คนมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ . [ ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - คดีฮั้ว คืบหน้าไปถึงไหน? ] . ผมเข้าใจว่าคดีนี้กำลังถูกตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทางอย่างคู่ขนาน - (1) การตรวจสอบโดย กกต. (ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าไปร่วมด้วยในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) - (2) การตรวจสอบโดย DSI (ซึ่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ มีนาคม 2568 ด้วยฐานความผิดเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน และมีคนของ DSI เคยให้ข้อมูลว่ามีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน) . คำถามผมในรอบแรก คือการขอให้รัฐมนตรีนำเสนอรายละเอียดของคดีดังกล่าว - เช่น ขบวนการโกง สว. ทำกันอย่างไร? มีเส้นทางการเงินอย่างไร? ใครจ่ายใคร กี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม แบ่งกันอย่างไร? มีพฤติกรรมอะไรบ้าง? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน มี สส. กี่คน? มีรัฐมนตรีกี่คน? (อยากให้เอ่ยชื่อชัดๆ จะได้ไม่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม) . ผมคาดหวังให้รัฐมนตรีตอบได้อย่างละเอียด เพราะผมได้ให้คำถามล่วงหน้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในวันนั้น . นอกจากนั้น ผมคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่อ้างว่าตอบไม่ได้เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการ เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตอนถูกถามเรื่องคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง รัฐมนตรีเองยังสามารถตอบรายละเอียดของคดีดังกล่าวได้อย่างละเอียด ขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ที่ระบุว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง และเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน - ดังนั้น สำหรับคดีนี้ที่มีการสืบสวนมานาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปแล้ว รัฐมนตรีควรจะตอบคำถามได้ละเอียดเท่ากับที่ตอบเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน . [ หลักฐานชัดขนาดนี้ ทำไมจนถึงวันนี้ DSI ถึงยังสั่งฟ้องแค่ 8 คน? ] . คำชี้แจงจากรัฐมนตรีวันนี้ได้ยืนยัน ว่าหลังจากดำเนินการสอบสวนมา 200 กว่าวัน มีการสอบพยานไปกว่า 753 ปาก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น 1,000 หน้า ทาง DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอให้อัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก . ผมเข้าใจดีว่าสำหรับ 8 คนนี้ หลักฐานเส้นเงินที่ถูกกระจายต่อไปให้ผู้สมัครปรากฏชัดเจน (เช่น เส้นเงินที่วิ่งผ่าน สว. 2 คน หรือที่วิ่งผ่านทีมงาน สส. อีก 2 คนจากภาคใต้) แต่ผมเชื่อว่าหลักฐานที่อยู่ในมือของ DSI สามารถระบุถึงการกระทำความผิดที่มากกว่าแค่ 8 คนนี้อย่างแน่นอน . หากอ้างอิงหลักฐานที่ผมได้รับและได้รวบรวมมาเป็นรายจังหวัด: . 1. นครพนม . คลิปเสียงของ สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยยังเป็นผู้สมัคร) ได้โทรไปเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนอื่น ระบุชัดถึงรายละเอียดที่ค่อนข้างครบถ้วนว่าขบวนการโกง สว. มีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น - การจัดตั้งที่ต้องกว้างขวางระดับประเทศ (ถึงสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) - การจ่ายเงิน 6 หลัก เพื่อแลกกับการโหวต - การสปอนเซอร์ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก - การแถมตำแหน่งผู้ช่วย - ความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีคำใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด . คลิปหลักฐานนี้ไม่ได้มาแบบโดดๆ แต่มาหนุนเสริมกันกับหลักฐานอื่นที่ผมรับรู้ และเป็นหลักฐานที่ผมเชื่อว่า DSI เข้าถึง (เช่น การตรวจสอบกับสายการบินและเส้นทางการเงินได้ ว่าจริงหรือไม่ ว่าบุคคลในคลิปได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน และของตนเอง ยอดบิลรวม 31,000 บาท / เช่น การตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงแรมริมแม่น้ำในอยุธยา (ตัวย่อ K.R.) ว่ามีกลุ่มผู้สมัคร สว. กี่คน ที่มาประชุมร่วมกัน 1-2 วันก่อนการเลือก สว. และมีอดีตรองประธานสภาจากพรรคการเมืองหนึ่งไปร่วมประชุมวันนั้นด้วยหรือไม่) . 2. หนองบัวลำภู . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยเป็นผู้สมัคร) เคย: - จัดการให้ภรรยา หรือผู้ช่วยตนเอง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารไปให้กับผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 8 คน รวมกันอย่างน้อย 15 ครั้ง ยอดรวมกันเป็นหลักหมื่นบาท - มีข้อตกลงว่าจะตั้งบางคนมาเป็นผู้ช่วย สว. เพื่อหวังเอาเงินเดือนผู้ช่วย สว. มาแบ่งกัน - มีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปให้บุคคลหนึ่งใน ครม. ชุดนี้ ได้เห็น ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ . 3. สิงห์บุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. 2 คน ที่: - ตอนเป็นผู้สมัครก็สามัคคีกันดี - ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนัดหมายผู้สมัครที่ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถเดินทางไปที่นครนายก ร่วมกันอ้างว่ามีการไปขอเงินและการสนับสนุนจากบางพรรคการเมืองด้วย - แต่พอถูก DSI และ กกต. ตรวจสอบ กลับมีหนึ่งในสองคนที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นโบ้ยทุกอย่างไปที่อีกคนหนึ่ง . 4. สุโขทัย & 5. สุพรรณบุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มีผู้สมัคร สว. บางคนที่: - ถูกเชิญไปเซ็นใบลาออกต่อหน้า รัฐมนตรี หรือ คนที่กลายมาเป็น สส. ในทุกวันนี้ - ถูกทีมงานทักไปหาหลังเหตุการณ์ เพื่อสอบถามหรือกำชับว่าจะต้องชี้แจงกับ กกต. หรือ DSI ที่มาตรวจสอบอย่างไร . หลักฐานที่ได้รับมา (หากเป็นเรื่องจริง) ชี้ชัดว่าผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีมากกว่า 8 คนที่ DSI ได้สรุปสำนวนและส่งให้อัยการสั่งฟ้องแน่นอน . คำถามที่ผมถามในรอบที่สอง คือ หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวนของ DSI แล้ว ใช่หรือไม่ - หากใช่ เหตุใดถึงสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน? - หากไม่ใช่ ทำไมข้อมูลดังกล่าวถึงไม่อยู่ในสำนวน? . . ท้ายสุดนี้ คำถามที่สังคมสงสัยมากที่สุดตอนนี้ คือคดีการโกงเลือกตั้ง สว. ที่ค้างคายาวนานกว่า 2 ปี จะลงเอยอย่างไร - ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังตรวจสอบคดีดังกล่าวอยู่ . ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังใช้ในการตรวจสอบอยู่ คือ กกต. และ DSI . (1) ในฝั่งของ กกต. สังคมกำลังจับตาดูว่า กกต. จะมีมติอย่างไรก่อนต้นเดือนกันยายนตามกรอบระยะเวลา (กล่าวคือ จะมีมติว่าจะส่งเรื่องและสั่งฟ้องไปที่ศาล หรือจะเป่าคดี) แต่แน่นอนว่าสังคมหลายส่วนก็มีความกังวลใจ ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง - ในเมื่อ 4 จาก 7 ของคณะกรรมการ กกต. ถูกรับรองให้อยู่ในตำแหน่งได้โดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนของคดีดังกล่าว - และในเมื่อ กกต. ชุดนี้มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อสรุปอันน่าทึ่งว่า ในบรรดา 229 คน ที่ DSI บอกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว . (2) ในฝั่งของ DSI สังคมกำลังกังวลเช่นกันว่า DSI อาจจะกำลังอยู่ในสภาวะของการปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อรอดูสัญญาณจากมติของ กกต. ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร . คำถามที่ผมถามในรอบที่สามคือ รัฐมนตรีจะสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า . 1. DSI ไม่ได้กำลังปล่อยเกียร์ว่าง แต่กำลังเดินหน้าตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างคู่ขนาน โดยไม่ได้รอมติของ กกต. ก่อน? . 2. การปลดปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพราะว่าอดีตปลัดท่านนั้นไม่ “สนอง” ความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรของ DSI หรือการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีพิเศษดังกล่าว? . 3. หากสมมติภายในต้นเดือนกันยายนนี้ กกต. มีมติเป่าคดีทั้งหมด หรือสังเวย สว. บางคน เพื่อเป่าคดีและปกป้องนักการเมืองบางคน รัฐมนตรีจะกำชับให้ DSI ไม่เอาการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นหลังพิงและข้ออ้าง ในการทำให้ DSI เป่าคดีในฝั่งของตนเองด้วยเช่นกัน? . ที่ผมต้องขอคำยืนยันจากรัฐมนตรี เพราะหาก DSI นำการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นเหตุผลในการเป่าคดีในฝั่งของ DSI เช่นกัน จะแสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่การ “ฮั้ว สว.” แต่กำลังมีการ “ฮั้วกันทั้งกระดาน” ระหว่าง กกต. DSI หรือแม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เพื่อค้ำจุนและรับใช้ระบอบสีน้ำเงิน ให้ทำอะไรก็ไม่ผิด และกำลังจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเราที่ความจริงก็เทาอยู่แล้ว “ดำสนิท” ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน . . ฟังกระทู้เต็มๆและคำตอบรัฐมนตรีได้ในคลิปครับ
Parit Wacharasindhu (Itim)15,441 просмотров • 25 дней назад

เมื่อพูดถึงข้อเสนอ “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” เราต้องชี้แจง 2 ประเด็นที่อาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม . 1. ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ไม่ได้เท่ากับ ยกเลิกทหาร . 2. คนสมัครเยอะ ไม่ได้เท่ากับ เราใช้ “ระบบ” สมัครใจ 100% . ประเทศไทยมั่นคงได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการบังคับเกณฑ์ทหาร . #พรรคก้าวไกล
Parit Wacharasindhu (Itim)366,179 просмотров • 3 лет назад

[ รัฐบาลหนีกระทู้สดในสภาเรื่องคดี ฮั้ว สว. ท่ามกลางข้อกังวล ว่า กกต. และ DSI จะฮั้วกันเป่าคดีโกง สว. เพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่? ] . วันนี้เป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลหนีสภา ในการตรวจสอบคดีโกง สว. . แม้ทางวิปฝ่ายค้าน ได้ประสานทางวิปรัฐบาลไปตั้งแต่ต้อนต้นสัปดาห์ว่าจะถามกระทู้สดกับ รมต. ยุติธรรม (ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกรัฐบาลมากกว่าที่ข้อบังคับกำหนดให้ทำด้วยซ้ำ) แต่เช้าวันนี้ ทันทีผมแจ้งหัวข้อกับรองประธานสภาตามขั้นตอน ว่ากระทู้สดของผมจะเป็นการถามเรื่องความคืบหน้าของ คดีพิเศษ 24/2568 (คดีโกง หรือ ฮั้ว สว.) อยู่ดีๆ รมต. ยุติธรรม ก็เกิดอาการไม่ว่างขึ้นมาทันที โดยอ้างว่าติดภารกิจ "การประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม" ซึ่งน่าจะชัดเจนว่า: . - 1. การประชุมดังกล่าว ไม่ได้เป็นการประชุมที่ตกลงกันล่วงหน้าแล้วว่า รมต. ต้องเข้าด้วยตนเองเท่านั้น มิเช่นนั้น ทางฝ่ายวิปรัฐบาลคงแจ้งกลับมาได้แล้วตั้งแต่ 1-2 วันก่อน ว่า รมต. ไม่สะดวก . - 2. การประชุมดังกล่าว ไม่เข้าข่าย “เหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ตามข้อบังคับ ที่รัฐมนตรีจะใช้เป็นเหตุผลในการไม่มาตอบกระทู้ได้ ในเมื่อรัฐมนตรีทุกคนทราบอยู่แล้วว่าทุกสัปดาห์ วาระกระทู้สดจะเป็นวันพฤหัสบดี . มันเลยสรุปเป็นอื่นไม่ได้ ว่า รมต. ยุติธรรม ตัดสินใจหลังจากเห็นหัวข้อกระทู้สด ว่าจะใช้การประชุมดังกล่าว เป็นข้ออ้างในการหนีกระทู้สดในสภา . ความจริงแล้ว นอกเหนือจาก รมต. ยุติธรรม (ในฐานะผู้กำกับดูแล DSI) ผมเชื่อว่า รมต. อีกหลายคน (ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา) ก็น่าจะตอบเรื่องนี้ได้ . แต่ในเมื่อ รมต. ไม่มาตอบ ผมเลยได้สรุปสาระสำคัญของคำถาม 3 ข้อที่ผมตั้งใจจะถามรัฐมนตรี . [ 1. รายละเอียดเกี่ยวกับคดีพิเศษ 24/2568 ของ DSI ที่เกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ] . ผมอยากให้รัฐมนตรีอธิบายว่าคดีนี้มีรายละเอียดอย่างไร? - เช่น ขบวนการโกง สว. เขาโกงกันอย่างไร? กระบวนการเป็นอย่างไร? เส้นเงินเป็นอย่างไร? ใครจ่ายใครกี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่มีอยู่ 7 กลุ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มอะไรบ้าง? พฤติกรรมต่างกันอย่างไร? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนประกอบด้วยใครบ้าง? มี สส. กี่คน มีรัฐมนตรีกี่คน? . ก่อนหน้านี้ ผมเคยกังวลว่ารัฐมนตรีจะตอบได้เพียงแค่ว่าคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการ จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นว่าในการตอบกระทู้สดเกี่ยวกับอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเช่นกัน (แถมในคดีนั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแม้แต่คนเดียว) รัฐมนตรีกลับสามารถขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ แถมเอ่ยชื่อผู้ถูกสงสัยที่เป็น สส. ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผมจึงคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะตอบผมได้ชัดเจนให้ได้เท่ากับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว . [ 2. เหตุผลที่ DSI สรุปสำนวนและเสนอเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย เมื่อ ธ.ค. 2568 ] . เมื่อธันวาคม 2568 DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอเรื่องไปที่อัยการให้มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย ซึ่งสวนทางกับข้อมูลหลักฐาน ที่ระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้มีมากกว่า 8 คนเป็นจำนวนมาก . วันนี้ผมจึงได้รวมหลักฐานมาจากหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อนำมาถามรัฐมนตรีว่าหลักฐานเหล่านี้ (เช่น คลิปเสียง เส้นทางการเงิน หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน) อยู่ในสำนวนหรือไม่ - ถ้าไม่อยู่ เพราะอะไร? - ถ้าอยู่ ทำไมถึงยังเสนอให้อัยการสั่งฟ้องเพียงแค่ 8 คน? . [ 3. ก้าวต่อไปของ DSI ความสัมพันธ์กับคดีของ กกต. และข้อกังวลเรื่องกรฮั้วกันระหว่าง กกต. & DSI ] . ผมเข้าใจดีว่าตอนนี้กระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. มีอยู่สองเส้นทาง คือ (1) โดย กกต. และ (2) โดย DSI . ในฝั่ง กกต. ผมเข้าใจว่า กกต. จะมีมติออกมาในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ว่าจะส่งเรื่องไปต่อที่ศาลหรือไม่ แต่เราต้องยอมรับว่าสังคมบางส่วนยังตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจ กกต. ในการตรวจสอบคดีนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 ใน 7 กกต. มาจากการรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวน และ กกต. ยังมีพฤติกรรมในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ที่มีมติอันน่าทึ่งว่าไม่มีใครทำความผิดแม้แต่คนเดียว . เมื่อสังคมไม่ไว้วางใจ กกต. หลายคนจึงฝากความหวังไว้กับ DSI ในการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ค้นพบจาการชี้แจงในชั้น กมธ. คือหลังจากที่อัยการตีกลับสำนวน DSI เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เหมือนกับมีข้อตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการว่าทาง DSI และ อัยการจะรอมติของ กกต. ก่อน . จึงเป็นที่น่ากังวลว่า DSI กับอัยการกำลังรอให้ กกต. เป่าคดีฮั้ว สว. ก่อนหรือไม่ เพื่อจะนำการเป่าคดีในฝั่ง กกต. มาเป็นข้ออ้างในการเป่าคดีในฝั่ง DSI ด้วยเช่นเดียวกัน . เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนที่ฮั้วกันจะไม่ได้มีแค่ สว. แต่จะรวมถึง กกต. DSI หรือ อัยการ ที่ฮั้วกัน เพื่อค้ำจุนระบอบสีน้ำเงิน และทำให้น้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด
Parit Wacharasindhu (Itim)18,030 просмотров • 1 месяц назад

[ ข้อเสนอปฏิรูปงบประมาณการศึกษา มุ่งเป้าสู่เป้าหมาย "เรียนฟรี" จริง ] . วันนี้ ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2565 ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) . แม้เราได้ยินคำว่านโยบาย “เรียนฟรี” มาหลายปี แต่เราต้องยอมรับว่าต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาจากการที่การศึกษานั้น “ไม่ฟรีจริง” . สถิติที่น่าตกใจ คือในทุกๆ 100 บาทที่ถูกใช้ไปกับการศึกษา รัฐเป็นคนจ่ายประมาณ 78 บาท ในขณะที่ครัวเรือนและผู้ปกครองต้องควักเองอีก 22 บาท . ดังนั้น โจทย์หลักที่ผมได้อภิปรายในวันนี้คือการตั้งคำถาม 4 ข้อ ในการพยายามถอดบทเรียนจากการดำเนินงานของ กสศ. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อออกแบบแนวทางปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณการศึกษา เพื่อให้การศึกษานั้น “ฟรีจริง” . คำถาม #1 = งบที่ กสศ. จัดสรรตรงให้ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนพิเศษภายใต้ชื่อ “ทุนเสมอภาค” . ที่ผ่านมา อัตราทุนเสมอภาคที่ กสศ. จัดสรรต่อนักเรียนยากจนพิเศษ 1 คน นิ่งอยู่ที่ 3,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 ซึ่งสวนทางกับรายได้ครัวเรือนของครอบครัวยากจนพิเศษที่มีแต่ลดลงๆ และค่าครองชีพด้านการศึกษาที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ . คำถาม: กสศ. มีแผนจะ เพิ่มอัตราของทุนเสมอภาคหรือไม่ และเป็นเท่าไหร่? และนอกจากการเพิ่มอัตราแล้ว กสศ. มีแผนจะ ขยายฐานนักเรียน ที่จะเข้าเกณฑ์ในการได้รับทุนเสมอภาคหรือไม่ อย่างไร? . คำถาม #2 = งบที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรไปที่โรงเรียนสำหรับการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนทุกคน . ปัญหาหนึ่งที่ทำให้หลายโรงเรียนขนาดเล็กขาดทรัพยากร เป็นเพราะการจัดสรรงบให้แต่ละโรงเรียนใช้สูตรที่คำนึงถึงจำนวนนักเรียนหรือรายหัวนักเรียนเป็นหลัก จนทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ บางโรงเรียนก็มีครูไม่พอ ในขณะที่ครูไม่กี่คนที่มีอยู่ ก็ต้องแบทั้งภาระงานสอนและภาระงานอื่นๆ . คำถาม: กสศ. มีข้อเสนออย่างไร เพื่อทำให้การจัดสรรงบระหว่างโรงเรียนมีความเป็นธรรมมากขึ้น และเพื่อทำให้เด็กทุกคน เข้าถึงโรงเรียนที่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ? . คำถาม #3 = ประสิทธิภาพของการจัดสรรงบระหว่างการให้ตรงไปที่ผู้ปกครอง-นักเรียน (ในฐานะผู้รับบริการการศึกษา) vs. การจัดสรรงบผ่านโรงเรียน (ในฐานะผู้ให้บริการการศึกษา) . โจทย์นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการออกแบบระบบงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวม โดย กสศ. เป็นหน่วยงานที่อยู่ในจุดที่จะตอบประเด็นนี้ได้ดี เพราะปัจจุบัน นักเรียนยากจนพิเศษ ที่ กสศ. เป็นคนคัดกรอง ได้รับเงินอุดหนุนผ่านกลไกทั้ง 2 ประเภท . 1. “ทุนเสมอภาค” ที่ กสศ. จ่ายตรงไปให้นักเรียน/ผู้ปกครอง (ในลักษณะของ demand-side financing) 2. “เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ที่ สพฐ. จัดสรรไปที่โรงเรียน (ในลักษณะของ supply-side financing) คำถาม: จากประสบการณ์ การให้เงินอุดหนุน แบบไหนมีประสิทธิภาพกว่ากัน? และหากเราสามารถ ออกแบบระบบใหม่จากศูนย์ได้ เราควรออกแบบระบบ ที่เน้นไปที่การอุดหนุนแบบ supply-side financing หรือ demand-side financing ในสัดส่วนอะไร? . คำถาม #4 = การออกแบบการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาระหว่างแต่ละหน่วยงานภาครัฐ . ความจริงแล้ว ตั้งแต่ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2561 กสศ. ได้ดำเนินการมาถึงทุกวันนี้ ด้วยสัดส่วนงบประมาณที่น้อยกว่าที่ถูกออกแบบไว้ตอนแรก เพราะข้อเสนอดั้งเดิมของ กอปศ. ได้ระบุไว้ ว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ กสศ. ในช่วงแรกควรอยู่ที่ 5% ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กลับอยู่แค่ 0.5 - 1.3% - นั่นหมายความ ว่าหากเราจัดสรรงบประมาณของ กสศ. ตามเป้าหมาย 5% ที่ถูกวางไว้ตอนแรก / กสศ. จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้น 16,000 ล้านบาท . คำถาม: หาก กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจริง (ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากการลดโครงการของ ศธ. ที่ไม่จำเป็นและถูกทักท้วงว่าเป็นการเพิ่มภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียน) กสศ. จะนำงบดังกล่าวไปใช้กับอะไร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อย่างคุ้มค่าตอภาษีประชาชน . ผมเชื่อว่าหาก กสศ. มีคำตอบที่ชัดเจน และสมเหตุสมผล ต่อ 4 คำถามนี้ เราจะเริ่มเห็นแสงสวางที่จะช่วยนำพาประเทศเราเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ทุกคนได้ “เรียนฟรีจริง” . ผมได้ทิ้งท้ายด้วยการให้กำลังใจทาง กสศ. ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศเราจะไม่จำเป็นต้องมีกองทุนที่ทำหน้าที่ในลักษณะที่ กสศ. กำลังทำอยู่อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะ กสศ. ล้มเหลว แต่เพราะ กสศ. ประสบความสำเร็จ ในการสร้างระบบที่ทำให้เด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้ - ไม่ว่าจะยากดีมีจน - เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทัดเทียมกัน
Parit Wacharasindhu (Itim)302,023 просмотров • 3 лет назад

[ วิสัยทัศน์ประธานสภา : ขอให้ประธานคนถัดไปตั้งเป้ากอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่วางตนเป็นกลางใน 4 เรื่องสำคัญ ] . ผมเข้าใจว่าดีว่าการเสนอชื่อผมในวาระการเลือกประธานสภาวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดย “ไม่ได้คาดหวัง” ว่าผมจะได้รับเลือกให้ไปทำหน้าที่ประธานสภา เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ออกมาพวกเราพรรคประชาชนได้เคารพ สิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้ก็เป็นที่รับรู้ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และจะถูกพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยเมื่อมีการลงมติเลือกประธานสภา . ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน หน้าที่ของพวกเราพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล และการผลักดันร่างกฎหมาย แต่ยังรวมถึงการนำเสนอวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเลือกเดินเพื่อเป็นข้อเสนอให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลได้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนประกอบการตัดสินใจในอนาคต . [ ภารกิจสำคัญของประธานสภา = กอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ] . สำหรับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา: ผมเห็นว่า ภารกิจสำคัญของประธานสภา ณ เวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภา - มันเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาฯ เป็นองค์กรเดียวระดับชาติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แต่หลายครั้ง สภาฯ กลับเป็นองค์กรที่ทำลายศรัทธาของประชาชนได้มากที่สุดเช่นกัน . ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 9(1) ระบุไว้ชัดว่า “ประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” . แน่นอน ว่าพวกเราคาดหวังให้ประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางระหว่างทุกพรรคและระหว่างสมาชิกทุกคน แต่หากเราต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่ประชาชน “ฝากความหวังไว้ได้” ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่อง ที่ว่าที่ประธานสภาคนถัดไป “ต้อง” “ไม่วางตนเป็นกลาง” . [ 1. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การหยุดอยู่กับที่” กับ “การเดินไปข้างหน้า” ] . ผมอยากเห็นสภาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ - เช่น การทำระบบฐานข้อมูลที่รวมทุกคำอภิปรายใน ห้องประชุมใหญ่ & กมธ. ที่ทุกคนเข้ามาค้นหาได้ ว่าเคยมีการเสนอแนะหรือศึกษา อะไรไว้แล้วบ้าง - เช่น การเพิ่มความเป็นไปได้ในการประชุมออนไลน์ในกรณีพิเศษ เพื่อให้สภาตอบสนองต่อวิกฤตต่างๆของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น . [ 2. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “ความปกปิด” กับ “ความโปร่งใส” ] . สภาที่โปร่งใส จะทำให้ให้ประชาชนรู้ได้ ว่า สส. ที่เขาเลือกไป และที่เขาจ่ายเงินเดือนให้ ทำงานคุ้มค่า หรือไม่ - เช่น dashboard ที่แสดงได้ทันทีว่าใครขาดประชุมกี่ครั้ง อภิปรายเยอะ-น้อยแค่ไหน ลงมติอย่างไรในแต่ละเรื่อง - เช่น การถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. . [ 3. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การเผาผลาญภาษี” กับ “การปกป้องภาษีประชาชน” ] . ในสภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากทั้งวิกฤตภายในและภายนอก สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือ - ผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกเข้าไป แต่กลับใช้เงินภาษีของเขาอย่างฟุ่มเฟือย - ประธานสภาที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับนำงบไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองตนเอง - สภาผู้แทนราษฎรที่ลงทุนไปกับการตกแต่งอาคารรัฐสภา มากกว่าการแก้ไขปัญหาประชาชน . ผมอยากเห็นประธานสภาของเรา เป็น “หัวหอก” ในการเสนอตัดหรือปรับลดงบประมาณของสภา ในส่วนที่เกินความจำเป็นหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม . [ 4. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “อำนาจของใครไม่กี่คน” กับ “อำนาจของประชาชน” ] . สภาผู้แทนราษฎรชุดไหน ที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชน ก็เปรียบเสมือนสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ของตนเอง . ในยุคที่ อำนาจของประชาชนถูกทำให้อ่อนแอลง เสียงของประชาชนถูกทำให้เงียบลง ผมเห็นว่าประธานสภาจะต้องถือ “ธงนำ” ในการคุ้มครองเจตนารมณ์ของประชาชนไม่ให้ถูกขัดขวาง บิดเบือน หรือครอบงำโดย อำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน . - ในฐานะหนึ่งในกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน . - ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรคมาร่วมกันตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนกลับมามั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะ เสรี เป็นธรรม และโปร่งใส . - ในฐานะประธานรัฐสภา ประธานสภาคนต่อไป ควรจะต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนทุกความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการทำประชามติ . ท้ายสุดนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดวันนี้ - อาจไม่ใช่คำถามว่าใครจะได้เป็นประธานสภา - แต่คือคำถามว่าใน 4 ปีข้างหน้า สภาแห่งนี้จะเลือกยืนอยู่ข้างใคร ระหว่าง ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ กับ กลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มที่อาจพยายามครอบงำอยู่เบื้องหลัง
Parit Wacharasindhu (Itim)55,567 просмотров • 4 месяцев назад

พรรคประชาชน ขอส่งโทรศัพท์ให้กับทุกคนที่เห็นว่าระบบการเมืองปัจจุบันที่เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 60 ยังไม่ตอบโจทย์ประชาชนน และขอส่งปากกาให้กับประชาชนทุกคนไปร่วมกันกา “เห็นชอบ” ในการออกเสียงประชามติวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม💪🏻💚 . #พรรคประชาชน #8กุมภากาเห็นชอบ #เลือกตั้ง69 #ประชามติ
Parit Wacharasindhu (Itim)67,033 просмотров • 6 месяцев назад