Video wird geladen...

Video konnte nicht geladen werden

Zur Startseite

[ นโยบายรัฐบาลต้อง “ไม่ขาย(สมบัติ)ชาติ” แต่ต้องคุ้มครองทรัพยากรและสถาบันทางการเมืองของชาติและประชาชน ] . รัฐบาลชุดนี้พูดอยู่บ่อยครั้งว่ารักและต้องการปกป้องชาติ โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนและอธิปไตย - เป้าหมายนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขามีความกังวลใจคือรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะปกป้องสมบัติของชาติในมิติอื่นๆ ได้เท่ากับที่พร้อมจะปกป้องเรื่องอธิปไตยและเขตแดนหรือไม่ . ตัวอย่าง 1 = ทรัพยากรธรรมชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง ก็ต้องไม่ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดเอาที่ดินของรัฐมาเป็นของตนเอง . ในกรณีเขากระโดง - ในมุมหนึ่ง เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากรมที่ดินภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีจะทำอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ - แต่ในอีกมุมหนึ่ง นายกฯควรจะต้องสนับสนุนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเดินหน้าฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนแปลงต่างๆ โดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัด - ข้อเสนอของผมคือให้เริ่มต้นที่ 2 แปลง (3466 และ 8564) ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นของตระกูลใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไปในพื้นที่ [ แม้การรถไฟฯให้ข่าวเมื่อวันแถลงนโยบายพอดี ว่าผู้ว่าฯได้อนุมัติการฟ้องไปแล้ว แต่ทางเราก็ต้องติดตามต่อว่าการฟ้องจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ กระบวนการจะโปร่งใสหรือไม่ และผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ] ....

13,019 Aufrufe • vor 1 Jahr •via X (Twitter)

0 Kommentare

Keine Kommentare verfügbar

Kommentare vom Original-Post werden hier angezeigt

Ähnliche Videos

[ รัฐบาลอนุทินต้องอยู่สั้น แต่ไม่สร้างความเสียหายที่อยู่ยาว | นโยบายต้อง “ไม่ขายของ ไม่ขายฝัน ไม่ขายสมบัติชาติ” ] . ในฐานะ สส. สมัยแรก ผมไม่เคยคิดว่าผมจะต้องมาอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปี . อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการแถลงนโยบาย 2 ครั้งก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เราคาดหวังให้ทำงานครบวาระ แต่เป็นรัฐบาล “เฉพาะกาล เฉพาะกิจ เฉพาะลักษณะ” - “เฉพาะกาล” = สภาจะอนุญาตให้มีอายุได้ไม่เกิน 4 เดือนหลังจากวันนี้ -“เฉพาะกิจ” = มีหน้าที่หลักในการยุบสภา-ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ - “เฉพาะลักษณะ” = ต้องคงสภาวะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย (ผ่านกฎหมายไม่ได้หากฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย / ถูกฝ่ายค้านล้มได้หากทำอะไรนอกลู่นอกทาง) . [ 3 “สงคราม แก้ด่วน” ที่รัฐบาลต้องทำเฉพาะหน้า ] . โดยสรุป นโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา “เฉพาะหน้า” ของประชาชนในช่วง 4 เดือนสั้นๆนี้ ควรเน้นไปที่ “3 สงคราม”” . 1. สงครามเศรษฐกิจ - กระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้ ผ่านการยกระดับ “คนละครึ่งพลัส” ไปอีกขั้น โดยเติมเงื่อนไขให้นำไปสู่การเพิ่มการบริโภคได้จริง มากกว่าแค่การ “ดึงยอดขาย” จากร้านค้านอกโครงการ มาสู่ร้านค้าในโครงการ . 2. สงครามการค้าระหว่างประเทศ - พยุงให้ผู้ประกอบการไทยลืมตาอ้าปากได้ โดยเอาจริงกับ “สินค้าสวมสิทธิ” และ “การทุ่มตลาด” เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการจาก “ภาษีอัตราสูง” จากสหรัฐ หรือ “สินค้าราคาถูก” จากจีน . 3. สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา - เร่งคืนความปกติที่ปลอดภัยให้ประชาชนโดยเร็ว ซึ่งต้องรวมถึงการเดินหน้าทำลายกระเป๋าสตางค์และที่ยืนของผู้นำกัมพูชาในเวทีโลก โดยขั้นต่ำที่สุดคือการทลายธุรกิจสีเทาที่เกี่ยวข้อง . [ ความเสี่ยงที่ “รัฐบาลอยู่สั้น แต่ความเสียหายอยู่ยาว” ] . ในเมื่อรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลอายุสั้น ผมยอมรับว่าสิ่งที่ผมกังวลที่สุด อาจไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะ “ไม่ทำอะไร ที่ควรทำ” แต่สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือรัฐบาลจะ “ทำอะไร ที่ไม่ควรทำ” เพราะหากรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหายที่รัฐบาลถัดไปย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ ก็อาจจะนำไปสู่สภาวะที่ “รัฐบาลอยู่สั้น แต่ความเสียหายอยู่ยาว” . หากจะป้องกันความเสี่ยงนี้ นโยบายและการกระทำของรัฐบาลจะต้องไม่ทำ 3 อย่าง . 1. ไม่ขายของ 2. ไม่ขายฝัน 3. ไม่ขายสมบัติชาติ . . [ ความเสี่ยง #1 = ขายของ ] . รัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้น “หาเสียง” เลือกตั้ง มากกว่า “หาทางออก” ให้ประเทศ และไม่ควรดำเนินนโยบายที่เน้นสร้างคะแนนนิยมให้ “รัฐบาลชุดนี้” แต่สร้างภาระและข้อจำกัดให้ “รัฐบาลถัดไป” . ตัวอย่าง 1 = ลดค่าครองชีพ . นโยบาย “ลดแลกแจกแถม” หลายข้อ ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ใช่แค่เอาเงินภาษีประชาชนในอนาคต มาทำโปรโมชันก่อนเลือกตั้ง . - เช่น การลดค่ารถไฟฟ้าอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ จนกว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จะประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้นิยาม “ค่าโดยสารร่วม” มีความชัดเจน และรัฐบาลจะมีกลไกในการเจรจากับเอกชนเรื่องค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน . - เช่น การลดค่าไฟอย่างยั่งยืนจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังไม่มีการเจรจากับกลุ่มทุนพลังงานเรื่องสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน และการยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Adder ที่ไม่เป็นธรรม . การลดค่าครองชีพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชน แต่ข้อกังวลที่เรามี คือรัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งเต็มเพียง 4 เดือน ของงบปี 69 แต่หากเรานับเฉพาะนโยบายคนละครึ่งพลัส (ที่ท่านบอกเองว่าเป็น เฟส 1) รัฐบาลนี้กำลังจะใช้ทั้ง 100% ของงบกระตุ้น ศก. ของทั้งงบปี 69 หรือคิดเป็น 33% หากรวมเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินในงบกลางไปด้วย . ถ้ามาบวกกับโปรโมชันที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีก มันจึงเกิดข้อกังวล ว่าตกลงรัฐบาลชุดนี้จะเอาเงินในอนาคต มาใช้หาเสียงล่วงหน้ามากแค่ไหน และรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเหลือพื้นที่ทางการคลังเท่าไหร่ ในการแก้ปัญหาประชาชน . ตัวอย่าง 2 = ประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา . อีกนโยบายในคำแถลง ที่อาจถูกตั้งคำถามได้ ว่าเน้นหาเสียง หรือ เน้นหาทางออกให้ประเทศ คือข้อเสนอในการเร่งเดินหน้าทำประชามติเรื่อง MOU ไทย-กัมพูชาให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . ผมเชื่อว่าเราคนไทยเราทุกคน - ไม่ต้องการให้ไทย ถูกบีบให้ไปยอมรับแผนที่ ที่ทำให้เราเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม - ไม่ต้องการให้ MOU เป็นเพียงกระดาษที่ทำอะไรไม่ได้ แม้กัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงกี่ร้อยครั้ง . แต่ถ้ารัฐบาลอยากให้เราเชื่อ ว่ารัฐบาลคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และไม่ได้เสนอเรื่องนี้เข้ามา เพียงเพื่อเป็นเทคนิคในการหาเสียงกับบางกลุ่ม รัฐบาลควรตอบให้ชัดว่า: - คณะกรรมาธิการวิสามัญ MOU ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน จะศึกษาเรื่องสลับซับซ้อนนี้เสร็จภายใน 4 เดือนได้จริงหรือไม่ และมีแผนจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านภายใน 4 เดือนได้ - ในการทำประชามติ รัฐบาลจะถามกี่คำถาม (เช่น จะแยกคำถามเรื่อง MOU 43 & 44 หรือไม่) และหากประชาชนมีมติให้ยกเลิก รัฐบาลจะมีกลไกอะไรมาแทนที่หรือไม่ เพื่อทำให้ไทยได้เปรียบมากที่สุดในเวทีโลก . รองนายกฯ บอกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่ไม่สมควรตัดสินใจแทนประชาชน ว่าควรยกเลิก MOU หรือไม่ . แต่ถ้านายกฯ ตอบคำถามพื้นฐานผมไม่ได้ ผมก็ต้องถามกลับว่า แล้ว “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ชุดนี้ สมควรหรือไม่ ที่จะตัดสินใจแทนประชาชน ว่าทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ คือการเร่งทำประชามติให้เสร็จภายใต้รัฐบาลชุดนี้ . [ ความเสี่ยง #2 = ขายฝัน ] . ในคำแถลงนโยบาย รัฐบาลระบุว่าจะผลักดันกฎหมายระดับ พรบ. ผ่านสภา 8+ ฉบับ . แม้หลายฉบับเป็นประโยชน์ (และบางฉบับ ผมก็เคยร่วมเสนอร่าง) แต่ผมตั้งคำถามว่ากฎหมายเหล่านี้ จะผ่านสภาทัน 4 เดือนได้อย่างไร? . ตัวอย่าง 1 = พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ - ประชาชนรอมาแล้ว 2 กว่าปีหลังเลือกตั้ง แต่ร่างจากฝ่ายบริหาร ก็ยังไม่คลอดออกมา - ร่างที่ พรรคการเมือง และภาคประชาชนเสนอมาแล้วก็มีถึง 6 ร่าง มีเนื้อหาเฉลี่ยร่างละ 113 มาตรา - แต่ละร่างยังมีความเห็นต่างหลายด้านที่ไม่ง่ายต่อการหาข้อสรุปโดยเร็ว (เช่น สิทธินักเรียน คุณสมบัติครู โครงสร้างกระทรวง) . ตัวอย่าง 2 = พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (climate change) - แม้หน่วยงานมีร่างที่รับฟังความเห็นเสร็จไปแล้ว แต่ร่างดังกล่าว ก็ยาวถึง 200 มาตรา - รัฐบาลจะหยิบร่างนี้มาดันต่อ ก็อาจจะไม่ง่ายนะก เพราะเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ที่อยู่ในร่างกับในคำแถลงนโยบายวางเป้าหมายไว้ต่างกันถึง 15 ปี . ตัวอย่าง 3 : พ.ร.บ. การพนัน - ผมตั้งคำถามว่า รัฐบาลเตรียมร่างใหม่ไว้แล้วหรือยัง เพราะคำแถลงนโยบายระบุว่ารัฐบาลจะ “ควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด”... - …ซึ่งสวนทางกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน ของกระทรวงมหาดไทย สมัยคุณอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ที่เสนอให้เพิ่มอำนาจและดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการปลดล็อกการพนันออนไลน์ . ดังนั้น แทนที่รัฐบาลจะใช้เวลาในสภา 4 เดือนข้างหน้าไปกับการผลักดันกฎหมายที่แม้เป็นประโยชน์แต่ทำแล้วก็เสร็จไม่ทัน หรือทันก็จะได้แต่ทางออกแบบครึ่งๆ กลางๆ.. . ผมเสนอว่ารัฐบาลควรคืนเวลาในสภา 4 เดือนข้างหน้านี้ มาให้ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดกันกันเองระหว่างทุกพรรค ว่าจะหยิบกฎหมายอะไรบ้างที่ถูกเสนอมาแล้วและสามารถผลักดันต่อให้สำเร็จได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งอาจเป็นฉบับที่มีมาตราไม่เยอะ ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน และมั่นใจว่าทำได้ทันแน่นอน (เช่น การเพิ่มอำนาจท้องถิ่นเรื่องขนส่งสาธารณะ? การปลดล็อกโรงแรมขนาดเล็ก? การป้องกันการฟ้องปิดปาก?) . ถ้าเป็นตามข้อเสนอนี้ ร่างกฎหมายในสภา ก็จะมีแต่ร่างของ สส. และภาคประชาชน โดยไม่มีร่างของ ครม. เสียงข้างน้อย - พรรคไหนเห็นด้วยกับร่างไหน ก็มาลงคะแนนสนับสนุนร่างนั้น โดยไม่ต้องลำบากใจเรื่องการเป็นองค์ประชุมให้ใคร . [ ความเสี่ยง #3 = ขาย(สมบัติ)ชาติ ] . รัฐบาลชุดนี้พูดอยู่บ่อยครั้งว่ารักและต้องการปกป้องชาติ โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนและอธิปไตย - เป้าหมายนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขามีความกังวลใจคือรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะปกป้องสมบัติของชาติในมิติอื่นๆ ได้เท่ากับที่พร้อมจะปกป้องเรื่องอธิปไตยและเขตแดนหรือไม่ . ตัวอย่าง 1 = ทรัพยากรธรรมชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง ก็ต้องไม่ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดเอาที่ดินของรัฐมาเป็นของตนเอง . ในกรณีเขากระโดง - ในมุมหนึ่ง เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากรมที่ดินภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีจะทำอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ - แต่ในอีกมุมหนึ่ง นายกฯควรจะต้องสนับสนุนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเดินหน้าฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนแปลงต่างๆ โดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัด - ข้อเสนอของผมคือให้เริ่มต้นที่ 2 แปลง (3466 และ 8564) ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นของตระกูลใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไปในพื้นที่ [ แม้การรถไฟฯให้ข่าวเมื่อวานพอดี ว่าผู้ว่าฯได้อนุมัติการฟ้องไปแล้ว แต่ทางเราก็ต้องติดตามต่อว่าการฟ้องจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ กระบวนการจะโปร่งใสหรือไม่ และผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ] . ตัวอย่าง 2 = สถาบันทางการเมือง ที่ใช้อำนาจแทนประชาชนทุกคน . หากคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภา ได้มาซึ่งอำนาจ ผ่านการกระทำที่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ต่างอะไร จากการขโมยอำนาจจากประชาชนและประเทศชาติ . ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง และต้องการ “รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด” - รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่ถูกพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องกับการโกง สว. มีที่ยืนในรัฐสภาแห่งนี้ - รัฐบาลต้องทำเต็มที่เพื่อไม่ให้กระบวนการสอบสวนมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าไปเกี่ยวข้อง (เช่น ทำความเข้าใจกับ สว. ให้หยุดใช้อำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระและกรรมการ กกต. ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่คดีตนเองยังอยู่ที่ กกต. / กำกับให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ที่เคยเป็นตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ สว. ที่ถูกข้อกล่าวหา) ไม่แทรกแซงและฟอกขาวให้กับอดีตหัวหน้าตนเอง) . 4 เดือนข้างหน้านี้ จึงเป็นภารกิจสำคัญของพวกเราฝ่ายค้าน ที่จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ปล่อยให้ รัฐบาลที่อายุสั้นนี้ มาทำให้ประเทศเสียหายยาว . . [ ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ? ] . แต่อีกภารกิจสำคัญของพวกเราพรรคประชาชน คือการกำกับให้รัฐบาลทำตามเงื่อนไข MOA ในการปลดล็อกเรื่องการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ . เราไม่เคยบอกว่าให้รัฐบาลชุดไหน ต้องทำเรื่อง รธน. เรื่องเดียว โดยไม่ทำเรื่องปากท้องหรือเรื่องอื่นๆ แต่เรายืนยันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ว่าตั้งแต่เรามี รธน. 2560 บังคับใช้ ชีวิตคนไทยต้องได้รับผลกระทบจากสภาวะ “ประชาธิปไตยถดถอย นโยบายล้าหลัง การทุจริตเรื้อรัง” . 1. ประชาธิปไตยเราถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะ รธน. 2560 ออกแบบให้สถานบันทางการเมืองขาดความยึดโยงกับประชาชน - ประชาชนลงคะแนนให้กับ สส. พรรคหนึ่ง แต่ สส. เหล่านั้น ก็หอบเสียงย้ายค่ายไปทำงานกับอีกพรรคหนึ่งได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตประชาชน - ประชาชนเลือก สส. เข้าไปในสภา เลือกรัฐบาลเข้าไปในทำเนียบ แต่คนที่ถูกมองว่าชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรเสนอได้ นโยบายอะไรทำได้ บุคคลใดอยู่ในคณะรัฐมนตรีได้ กลับเป็นตุลาการ 9 คน ในศาลรัฐธรรมนูญ . 2. นโยบายเราไม่มีนวัตกรรมเชิงนโยบายมากเท่ากับเมื่อ 20 ปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะ รธน. 2560 ทำให้รัฐบาลขาด “สมาธิ” และ “แรงจูงใจ” ในการคิดค้นนโยบายใหม่ๆ - สมาธิในการทำนโยบายยากๆ ก็ต้องเสียไปกับการรับมือกับคำร้องและนิติสงคราม - แรงจูงใจการทำนโยบายให้สำเร็จ ก็ลดน้อยลง เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลที่ผ่านมากลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจหรือปลายปากกาของประชาชน . 3. การทุจริตเรา ได้คะแนนแย่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนหนึ่งเพราะ รธน. 2560 ที่ถูกโฆษณาว่าเป็น รธน. ปราบโกง กลับเป็น รธน. ที่ปราบได้เฉพาะคนที่อยากปราบ - กลไกตรวจสอบถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งกัน มากกว่าปกป้องภาษีประชาชน - ป.ป.ช. ก็ถูกตั้งคำถามทุกครั้ง ที่ต้องมาทำคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองผู้มากบารมี (เช่น นาฬิกาหรู) - ส.ต.ง. ก็ถูกมองว่าขยันผิดจุด ไล่ล่าครูที่ทำใบเสร็จซื้อเครื่องเขียนหาย แต่กลับปล่อยให้ตึกตนเองถล่มลงมาได้ . แน่นอนว่า พวกผมไม่เคยมีใครเรียกร้องให้เราต้องมีการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ เสร็จทั้งหมดภายใน 4 เดือน . แต่พวกผมก็รับไม่ได้เช่นกัน กับข้อความในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้อย่าง “กว้าง” และ “เบาหวิว” - ซึ่งไม่ได้สัดส่วนเลย กับข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้ ขึ้นอยู่ความสำเร็จของรัฐบาลในการผลักดันวาระการแก้รัฐธรรมนูญ . ถ้านายกฯ ยังอยากจะไปต่อได้ ตามเงื่อนไข MOA ที่ลงนาม ผมเห็นว่านายกฯ จำเป็นต้องลุกขึ้นมายืนยันในสภาแห่งนี้ ให้ชัดเจนใน 2 เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ . [ ข้อเสนอ 1 : Roadmap 4 เดือน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ] . นายกฯควรต้องลุกขึ้นมายืนยันให้ชัด ว่าเป้าหมายของรัฐบาลใน 4 เดือนข้างหน้า คือการเดินหน้าให้มี “ประชามติรัฐธรรมนูญรอบแรก” พร้อมกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องเป็นการทำประชามติครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ในคราวเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 คำถาม ตามคำวินิจฉัย ศาล รธน. - 1. เห็นด้วยหรือไม่กับการมี รธน. ฉบับใหม่ - 2. เห็นด้วยหรือไม่กับโมเดล สสร. หรือ กลไกในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ในร่างแก้ไข รธน. หมวด15/1 ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ . ถ้าจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ นายกฯควรนำทัพรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาจากซีกรัฐบาลทุกคน ในการทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการ 4 เดือนข้างหน้านี้ เดินหน้าโดยไม่สะดุด - ร่างแก้ไข รธน. หมวด 15/1 ของ 3 พรรคหลักที่ยื่นเข้ามาแล้ว ควรจะต้องได้รับความเห็นชอบในวาระที่ 1 ในวันที่ 14-15 ตุลาคม - กมธ. วิสามัญฯ ที่จะตั้งขึ้นมาหลังจากนั้น จะต้องถกเถียงทุกความเห็นต่างและหาข้อสรุปให้เสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อส่งร่างกลับมาให้รัฐสภาได้พิจารณาในวาระที่ 2 & 3 เสร็จ ภายในสิ้นเดือน ธันวาคม - รัฐบาลต้องใช้เวลาหลังปีใหม่ ทำงานกับ กกต. เพื่อเตรียมความพร้อมและเคาะวันประชามติก่อนจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน มกราคม . [ ข้อเสนอ 2 : โมเดล สสร. ที่มีประชาชนในสมการ ] . แต่แค่ “เสร็จ” ทันเวลาอย่างเดียวไม่พอ . ถ้านายกฯต้องการทำให้ภารกิจเรื่อง รธน. “สำเร็จ” ตาม MOA ก็ควรต้องลุกขึ้นมายืนยันให้ชัดว่าจะสนับสนุนโมเดล สสร. หรือ กลไกในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ที่มีประชาชนอยู่ในสมการ . - หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มบอกว่า สสร. เลือกตั้งไปต่อได้ นายกฯก็ต้องสนับสนุน สสร. เลือกตั้งเต็มที่ ตามที่ได้เซ็นไว้ใน MOA . - แต่แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มทำให้ สสร.เลือกตั้งไปต่อได้ยาก นายกฯก็ต้องไม่ฉวยโอกาส โดยการเอาคำวินิจฉัยดังกล่าว มากดดันให้รัฐสภาต้องเห็นชอบกับโมเดล สสร. ที่ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกเกินจำเป็น และไปเพิ่มช่องโหว่ให้เกิดการฮั้วและกินรวบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ . [ ภารกิจในการโน้มน้าวสมาชิกวุฒิสภา ] . การที่นายกฯ ลุกขึ้นมายืนยัน ทั้ง roadmap และหลักการเรื่อง สสร. ในที่ประชุมสภา.. . จะไม่เป็นเพียงแค่การยืนยันว่าท่านจะยังรักษาสัญญาตาม MOA ที่ทำไว้กับพวกผมพรรคประชาชน . แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สื่อสารโดยตรงกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ . แม้ภารกิจในการทำความเข้าใจและโน้มน้าว สว. เป็นภารกิจของทุกคนทุกพรรค . แต่ภารกิจนี้ คงไม่มีบุคคลใดทำได้ดี เท่ากับคนที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” . เพราะคุณอนุทินไม่เพียงแต่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมีหน้าที่ในการผลักดันนโยบายหลักของรัฐบาลให้สำเร็จอยู่แล้ว . แต่คุณอนุทินยังเป็นบุคคลที่ใจตรงกันกับ สว. ในหลายเรื่อง และลงเรือลำเดียวกันกับ สว. ในหลายเหตุการณ์ . ไม่ว่านายกฯจะปฏิเสธความสามารถพิเศษตรงนี้อย่างไร . แต่ประชาชนทราบดี ว่าความร่วมมือของ สว. ต่อการแก้ไข รธน. ใน 4 เดือนข้างหน้านี้ คือตัวชี้วัด “ความจริงจัง” และ “ความจริงใจ” ของนายกฯ ในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ . . ฌ เวลานี้ ความหวังของประชาชนจำนวนมากเรื่องการแก้ รธน. อยู่ในมือนายกฯ อนุทิน แต่หลายคนยังไม่เชื่อ ว่านายกฯจะทำให้ความหวังของเขาเป็นจริงได้ . หากต้องการสร้างความเชื่อมั่นกับพวกเขา ขั้นต่ำที่นายกฯต้องทำ คือลุกขึ้นมาชี้แจงและยืนยันให้เขาเชื่อให้ได้ว่า: . นายกฯไม่ได้มองว่าการแก้ รธน. เป็นเพียง “ภาระ” ที่ท่านต้องทำให้เสร็จๆไปตาม MOA . แต่นายกฯมองว่าการแก้ รธน. เป็น “วาระ” ที่สำคัญ ในการซ่อมประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีให้กับคนไทย . . #ประชุมสภา

Parit Wacharasindhu (Itim)

45,249 Aufrufe • vor 1 Jahr

[ ครบจบในโพสต์เดียว: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? สรุป 5 พฤติกรรมของ กกต. ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ กกต. ในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีโกง สว. ] . แม้ กกต. เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ตรวจสอบคดีโกง สว. แต่หลายเหตุการณ์และการกระทำของ กกต. ที่ผ่านมา กลับทำให้สังคมบางส่วนไม่ไว้วางใจว่า กกต. จะเดินหน้าตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยผมได้สรุปไว้ทั้งหมด 5 ข้อ ในเวทีวิปฝ่ายค้านเช้าวันนี้ . 1. ออกระเบียบไม่รัดกุม? 2. ตรวจคุณสมบัติไม่รอบคอบ? 3. ปล่อยปละละเลยในวันเลือก สว.? 4. เตะถ่วงคดี-ตั้งคณะฟอกขาว? 5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอ? (ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นข้อกังวลหลักในตอนนี้) . . [ 1. ออกระเบียบไม่รัดกุม? ] . แม้กติกาในการเลือก สว. ในภาพรวม ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. การเลือก สว. แต่รายละเอียดในการดำเนินการหลายเรื่อง เป็นสิ่งที่ กกต. ออกแบบได้ ผ่านระเบียบ กกต. (เช่น ระเบียบเรื่องการเลือก / ระเบียบเรื่องการแนะนำตัวระหว่างผู้สมัคร / ระเบียบเรื่องการใช้จ่ายเงิน) . อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา เราจะเห็นได้ว่าระเบียบ กกต. บางข้อ มีช่องโหว่ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้น . ตัวอย่างหนึ่งคือระเบียบ กกต. ที่กำหนดให้ผู้สมัคร สว. ใช้หมายเลขประจำตัวหมายเลขเดียวกัน สำหรับทั้งการโหวตในรอบเช้า (ภายในกลุ่มอาชีพตนเอง) และการโหวตในรอบบ่าย (ไขว้กันระหว่างกลุ่มอาชีพ) . พอกติกาเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นว่า “โพยใบสั่ง” ที่ถูกใช้ในขบวนการโกง สว. จึงสามารถทำเป็นตารางหมายเลขผู้สมัครสำหรับ 20 กลุ่มได้ล่วงหน้า เพื่อกำหนดว่าหากผู้สมัครที่อยู่ในขบวนการ ถูกจับสลากให้ไปโหวตไขว้กับกลุ่มต่างๆกลุ่มใด เขาจะต้องกาให้กับผู้สมัคร 5 คนใดในกลุ่มนั้น . จริงอยู่ว่าแม้ กกต. ย้อนเวลากลับไปแก้ไขระเบียบเพื่อให้ผู้สมัครที่ผ่านการเลือกในรอบเช้า ต้องจับหรือถูกมอบหมายหมายเลขประจำตัวใหม่สำหรับรอบบ่าย ขบวนการโกง สว. ก็อาจจะยังสามารถเดินหน้าได้อยู่ดี (โดยโพยใบสั่งต่างๆ อาจจะต้องใช้วิธีการเขียนชื่อผู้สมัครแทนหมายเลข) แต่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าระเบียบ กกต. ปัจจุบัน เปิดช่องให้ขบวนการโกง สว. นั้น ดำเนินการได้อย่างสะดวกขึ้น . . [ 2. ตรวจคุณสมบัติไม่รอบคอบ? ] . การทำหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติผู้สมัคร สว. เป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ทั้งในกรณีที่ กกต. ยังคงมีความล่าช้าในการตรวจสอบ และในกรณีที่ กกต. มีการวินิจฉัยไปแล้วแต่กลับถูกมองว่าเป็นการวินิจฉัยที่หละหลวมหรือไม่ถูกต้อง เช่น: . - (1) ข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม (เช่น มีประสบการณ์ในด้านที่สมัครไม่ถึง 10 ปี / เป็น พ่อ แม่ คู่สมรส หรือ ลูก ของผู้สมัคร สว. คนอื่น (ซึ่งประเด็นนี้ตรวจสอบได้ไม่ยากจากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย)) - (2) ข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครใส่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (เช่น ข้อสังเกตกรณี สว. ปราณีต เกรัมย์ จาก จ.บุรีรัมย์ ( - (3) ข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครอาจสมัครผิดกลุ่ม (เช่น กรณี สว. สมพาน พละศักดิ์ & สว. แดง กองมา จาก จ.อำนาจเจริญ ( . แม้ในบางกรณี ผู้สมัคร สว. ที่ถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติหรือกำลังถูกตรวจสอบว่าขาดคุณสมบัติ จะไม่ได้ถูกรับเลือกเป็น สว. แต่อย่าลืมว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว เพราะหากผู้สมัครคนไหนถูกปล่อยให้สมัครเข้ามาได้แม้มาตรวจสอบภายหลังว่าขาดคุณสมบัติ คะแนนที่เขาได้ลงคะแนนไปในการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ ก็ได้มีส่วนไปแล้วในการกำหนดว่าใครได้ถูกรับเลือกให้เป็น สว. . . [ 3. ปล่อยปละละเลยในวันเลือก สว.? ] . ผมเชื่อว่าการปรากฏตัวของโพยใบสั่งในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เป็นสิ่งที่สังคมรับรู้มาสักพักแล้ว . แต่เมื่อนำเอาคลิปเหตุการณ์ในวันดังกล่าว มาประกอบกับคำให้การของพยานบุคคลบนเวทีวันนี้ เราจะค้นพบถึง 3 เหตุการณ์ในวันนั้น ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของ กกต. . 1. เจ้าหน้าที่ กกต. บางคน มีการแจ้งผู้สมัคร สว. บางคนล่วงหน้า ว่าในการเลือกรอบบ่าย ทาง กกต. จะริบเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ถูกใช้ในรอบเช้า (หรือเอกสาร สว.3 ที่มีการเขียนโพยไว้ข้างใน) โดยจะมีการแจะเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ฉบับใหม่ ที่จะมีเฉพาะผู้สมัคร สว. ที่ผ่านเข้ามาในรอบบ่าย [อ้างอิงคำพูดของพยานบุคคลบนเวที] - หากเป็นเรื่องจริง การกระทำเช่นนี้ของเจ้าหน้าที่ กกต. จะเปรียบเสมือนการ “บอกข้อสอบผู้สมัคร สว. ล่วงหน้า” เพื่อให้ผู้สมัครที่มีโพยไหวตัวทัน และหาวิธีการในการจดหมายเลขจากโพยที่อยู่ในเอกสาร สว.3 รอบเช้า เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตอนบ่าย ก่อนที่ กกต. จะริบหรือสั่งห้ามไม่ให้นำเอกสาร สว.3 รอบเช้า เข้าไปใช้ในการเลือกรอบบ่าย . 2. กกต. มีการประกาศทางการ (ประมาณช่วง 18.30 น.) ว่าไม่ให้ผู้สมัคร สว. นำเอกสารใดๆเข้ามาใช้ในการเลือกรอบบ่ายที่กำลังจะเริ่มขึ้น แต่พอ กกต. เดินตรวจหลังจากนั้นและค้นพบว่ามีผู้สมัคร สว. บางคนที่ยังคงมีเอกสารที่พกติดตัวเข้ามา (เช่น คลิปจาเหตุการณ์ช่วงประมาณ 19.00 น. ที่เราเห็น กกต. ฐิติเชฏฐ์ ตักเตือนและริบเอกสารจากผู้สมัคร สว. ( กกต. กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆต่อกับผู้สมัคร สว. ดังกล่าว นอกจากริบเอกสารมา . 3. กกต. ยังไม่ได้สื่อสารชัดเจน ว่าพอริบเอกสารและโพยต่างๆมาแล้วเป็นจำนวนมาก กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวต่อหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่มีการใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก ก่อนการประกาศผลการเลือก “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” (พ.ร.ป. การเลือก สว. มาตรา 59) . พอเป็นเช่นนี้ สังคมจึงอดสงสัยไม่ได้ ว่า กกต. (หากมองในแง่ร้ายน้อย) ปล่อยปละละเลย หรือ (หากมองในแง่ร้ายมาก) รู้เห็นเป็นใจ กับการทุจริตที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในวันเลือก สว. ระดับประเทศหรือไม่? . . [ 4. เตะถ่วงคดี-ตั้งคณะฟอกขาว? ] . หลังจากการเลือก สว. เสร็จสิ้นลง ตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาเกิน 2 ปีแล้ว โดยที่คดีหลักเรื่องขบวนการโกง สว. ยังไม่ถูกส่งไปที่ศาล . ประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยเยอะเป็นพิเศษ ว่าเป็นความพยายามในการเตะถ่วง และ/หรือ ฟอกขาว ขบวนการโกง สว. หรือไม่ คือบทบาทของ “คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36” ที่บอร์ด กกต. ตั้งขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองข้อสรุปของคณะไต่สวนชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ กกต. และ DSI) และกลับมีมติสวนทางอย่างสิ้นเชิง (คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่ามีผู้ที่มีมูลความผิด 229+ คน / คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36 เห็นว่ามีผู้ที่มีมูลความผิด 0 คน) . บทบาทของ “คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36” มีหลายประเด็นที่ถูกตั้งคำถามหรือข้อสงสัยได้: . - ที่มา: เหตุใด กกต. ต้องตั้ง คณะอนุฯวินิจฉัย ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นพิเศษ แทนที่จะมอบหมาย 1 ในคณะอนุฯวินิจฉัย 35 ชุด ที่มีอยู่แล้ว? เหตุใด กกต. ยังไม่ยอมส่งข้อมูลให้ กมธ. หลังผ่านไปแล้ว 40+ วัน ว่า กกต. เคยมีการตั้งคณะอนุฯวินิจฉัย ชุดพิเศษขึ้นมาแบบนี้แล้วกี่ครั้ง สำหรับคดีใด และเพราะสาเหตุอะไร? - องค์ประกอบ: กกต. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการตั้ง อนุกรรมการ 7 คน โดยมี 2 คน ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับข้อครหาการทุจริต และอีก 1 คนถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง? - กระบวนการ: ในขณะที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 มีการสอบพยานหลายร้อยคนและมีการจัดทำเอกสารประกอบรวมกันถึง 90,000 หน้า ก่อนจะมีข้อสรุปว่ามีผู้ที่มีมูลความผิด 229+ คน, ทางคณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36 มีรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการทำงานอย่างไรถึงได้มีข้อสรุปว่าไม่มีผู้ที่มีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว? (กมธ. ซักถามไปแล้ว แต่ กกต. ยังไม่ชี้แจง และ คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36 ปฏิเสธที่จะมาชี้แจงในที่ประชุม กมธ.) . เมื่อคดีโกง สว. ถูกลากยาวมาเกิน 2 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างคู่ขนาน คือการที่ สว. ชุดปัจจุบัน เดินหน้ารับรองบุคคลมาเป็น กกต. อย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ เสียงส่วนใหญ่ของ กกต. (4 จาก 7 คน) เข้าสู่ตำแหน่งได้จากการลงมติรับรองโดย สว. (ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่อยู่ในมือ กกต.) และก่อให้เกิดข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” . - แม้เราเคยเห็น สว. บางคน ตัดสินใจลาออกจากการเป็น กมธ. สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. เมื่อ เม.ย. 2568 เนื่องจากว่ากลุ่ม สว. ดังกล่าว ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบรัฐมนตรีทวี สอดส่อง จึงกังวลว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน, แต่ในการตั้ง กมธ. สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น กกต. ใน พ.ค. 2568 และ ก.ย. 2568 เรากลับเห็น สว. หลายคนจากลุ่มดังกล่าว ยังคงยืนยันทำหน้าที่ต่อ (ร่วมกับ สว. อีกหลายคนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน) - แม้ในการตั้ง กมธ. สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น กกต. ใน ธ.ค. 2568 จะไม่มีการตั้ง สว. ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา เข้ามาเป็น กมธ. ชุดดังกล่าว แต่อย่าลืมว่าไม่ว่า กมธ. สอบประวัติ จะประกอบไปด้วยใครบ้าง สว. ที่ต้องลงมติรับรอง กกต. ก็ยังคงเป็น สว. ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ดี - ดังนั้น ข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ก็ยังคงดำรงอยู่ . . [ 5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอ? (ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นข้อกังวลหลักตอนนี้) ] . สิ่งที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ คือการที่ กกต. อาจมียกคำร้องและไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล แม้จะมีหลักฐานเพียงพอ . คำถามที่หลายคนมักถามตามมาคือ “หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงจะสั่งฟ้องไปที่ศาลได้?” . ผมต้องย้ำว่าในเชิงกฎหมาย พ.ร.ป. การเลือก สว. มาตรา 62 เขียนไว้ชัด ว่า กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องไปที่ศาล หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต . ดังนั้น เกณฑ์ที่ กกต. และ ศาล ต้องใช้ ในการประเมินความชัดเจนและหนักแน่นของหลักฐาน จึงไม่เหมือนกัน - กกต. มีหน้าที่ประเมินว่า มีหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตหรือไม่? หากมี กกต. ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล - ศาล มีหน้าที่ประเมินว่า มีหลักฐาน “ที่พิสูจน์แล้วว่า” มีการทุจริตหรือไม่? หากมี ศาล จึงพิพากษาว่าผิด . นั่นหมายความว่า แม้ กกต. มีหลักฐานที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดๆว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น กกต. ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล: . ในคดีที่ผ่านมา (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) / คดี ลต. สว. 47/2568 (ชลบุรี)) เราเห็น กกต. มีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ที่มีการแลกคะแนนหรือจับคู่กันระหว่างผู้สมัคร (ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) . คำถามคือ: - ในเมื่อ กกต. เอง เคยมองว่าข้อความแลกคะแนนใน LINE ไม่กี่ข้อความ เป็นหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต… - …แล้วหลักฐานที่ถูกนำเสนอและที่อยู่ในมือ กกต. จำนวนมาก เกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหานี้ (เช่น โพยใบสั่งและบัตรเลือก สว. ที่สอดรับกัน / เส้นทางการเงิน / คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ / ข้อมูลการติดต่อกันทางโทรศัพท์ / หลักฐานการนัดหมาย / ข้อมูลจากพยานบุคคลหลายคนที่สอดรับกัน) ยังไม่เพียงพอต่อการทำให้ กกต. “เชื่อได้ว่า” มีการทุจริต จริงๆหรือ? . . ปฏิเสธไม่ได้ ว่าพฤติกรรมของ กกต. ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนไม่ไว้วางใจ กกต. ในการตรวจสอบคดีโกง สว. อย่างตรงไปตรงมา . แต่หากใน 1 เดือนข้างหน้านี้ กกต. มีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนหรือบางคน (แม้หลักฐานชัดเจน) ตามที่หลายคนกังวล ความไม่ไว้วางใจต่อ กกต. มีแต่จะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม และการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต. อาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

Parit Wacharasindhu (Itim)

18,850 Aufrufe • vor 1 Monat

[ มติเสียงข้างมาก กกต. ขัดหลักการ-หลักกฎหมาย เพราะจงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ในคดีโกง สว. : (1) ความเป็น “ขบวนการ” | (2) ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย | (3) มาตรฐาน กกต. เองในอดีต ] . วันนี้ ผมได้ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงานประจำปี 2567 & 2568 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ภารกิจสำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คงหนีไม่พ้นการจัดการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม . แต่ท่ามกลางหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับการโกง สว. เราเพิ่งได้ทราบถึงข้อสรุปในชั้น กกต. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก ว่ามหากาพย์การโกงครั้งนี้ มีคนที่ กกต. เชื่อว่าเกี่ยวข้อง และสั่งฟ้องไปที่ศาลทั้งหมด เพียงแค่ 77 คน ซึ่ง: - น้อยกว่าความเห็นของ คณะไต่สวนชุดที่ 26 (ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 229 คน) และความเห็นของเลขาธิการ (ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140-200 คน) - มี สว. เพียง 26 คน และมีแกนนำพรรคภูมิใจไทย (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) เพียง 1 คน . ผมเห็นว่า มติดังกล่าว ขัดกับหลักการ-หลักกฎหมาย-หลักฐาน จนเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. เพราะเป็นมติที่ ทำเป็นมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ที่อยู่ในการโกง สว. . . [ ช้าง 1 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. ] . ความผิดปกติเกี่ยวกับมติ กกต. ที่ชัดที่สุด คือการพยายามตีกรอบ และ บีบให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโกง สว. แยกขาดจากกัน เสมือนกับเป็นเหตุการณ์และกลุ่มบุคคล ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่บังเอิญ “ต่างคนต่างโกง” ในห้วงเวลาและรูปแบบเดียวกัน . กรอบดังกล่าวมัน ขัดกับหลักฐานทั้งหมด ที่ชี้ว่าการโกง สว. ครั้งนี้ เขาทำกันเป็น “ขบวนการ” . ผมขอยก 4 ตัวอย่าง: 1. โพยใบสั่ง . โพยใบสั่ง เป็นเครื่องมือที่ขบวนการโกง สว. เขาใช้ในการกำกับการลงคะแนน ซึ่งพอเราไปดูโพยทั้ง 12 แบบ (versions) ที่มีตัวเลขเหลื่อมๆกัน เราจะค้นพบว่าจำนวน สว. ที่มีหมายเลขปรากฎอยู่ในโพย มีทั้งหมด 130+ คน ซึ่ง รวมถึงทั้ง 26 สว. ที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง . ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน ว่าเหตุผลที่ 130+ คน นี้ไปปรากฎอยู่ในโพยเดียวกัน ก็เพราะพวกเขาเป็น “ขบวนการ” เดียวกัน . แต่ กกต. เสียงข้างมาก กลับไม่มองแบบนั้น: - กกต. สั่งฟ้อง สว. 26 คน ที่ไปปรากฎอยู่บนโพย เพราะ กกต. เห็นว่าพวกเขาได้กระทำการทุจริต (เช่น ซื้อเสียง ข่มขู่ หรือ หลอกลวง ผู้สมัครคนอื่น) ให้มาเลือกตามโพย - แต่ กกต. กลับมองว่า สว. อีก 110+ คน ที่ไปปรากฎอยู่บนโพย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ สว. 26 คน และไม่ได้ทำอะไรที่ไม่สุจริต แต่แค่บังเอิญไปอยู่บนโพยเดียวกัน . 2. สถิติการลงคะแนน . ผลการเลือก สว. เป็นสิ่งยืนยันว่ามีการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ หรืออย่างเป็นขบวนการ . หากเราเชื่อตาม กกต. เสียงข้างมาก การโกง สว. ไม่ได้ทำกันเป็นขบวนการ โดยมีเพียงแค่ สว. 26 คน ที่ต่างคนต่างโกง, สิ่งที่เราต้องเห็นคือการกระจายตัวของคะแนนในแต่ละกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน (เช่น บางกลุ่ม อาจจะมีคะแนนสูสีกันทั้ง 10 คน / บางกลุ่ม อาจจะมี 2 คนแรก ที่คะแนนทิ้งห่างคนอื่น) . แต่สิ่งที่เรากลับเห็น คือการกระจายตัวของคะแนนที่เหมือนกันเป๊ะๆใน 19 จาก 20 กลุ่ม (โดยจะมีผู้สมัคร สว. 6 อันดับแรก ที่ทิ้งห่างเพื่อนๆ ก่อนที่คะแนนจะลดลงมาอย่างชัดเจน สำหรับ อันดับที่ 7 เป็นต้นไป) . 3. ศูนย์ทำโพย . หลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ กกต. ใช้ในการสั่งฟ้อง สว. 26 คน คือการไปปรากฎตัวและร่วมกิจกรรม ที่ศูนย์ทำโพย 1-2 วันก่อนการเลือก สว. - เช่น 5 คน ไปทำโพยที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ (อยุธยา) - เช่น 5 คน ไปทำโพยที่โรงแรมธารา แกรนด์ (ปทุมธานี) - เช่น 3 คน ไปทำโพยที่โรงแรมวังยาว ริเวอร์ไซด์ (นครนายก) . สิ่งที่ กกต. เสียงข้างมาก กำลังบอกเรา คือ เหตุการณ์ที่ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่แยกขาดจากกันและไม่เกี่ยวข้องกันเลย . ซึ่งมุมมองแบบนี้ สวนทางกับข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่า ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นกิจกรรมของ “ขบวนการ” เดียวกัน เพราะ - มีการรวมตัวกันของ สว. มากกว่าแค่ 26 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง - มีรูปแบบกิจกรรมและขั้นตอนในการทำโพย ที่เหมือนกัน - (บางศูนย์) แชร์แม้กระทั่งวิทยากรคนเดียวกัน ที่เวียนไปบรรยายหลายแห่ง . 4. การปฐมนิเทศ หลังได้รับเลือก . หากเราชื่อ กกต. เสียงข้างมาก ว่า สว. 26 คน ต่างคนต่างโกง โดยไม่ได้เป็น “ขบวนการ” เดียวกัน: เมื่อได้รับเลือกแล้ว สว. เหล่านี้ ก็คงไม่มีเหตุจำเป็นต้องมาทำอะไรร่วมกันในทันที . แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะในวันที่ 21 ก.ค. 2567 (ไม่กี่วันหลังจากการถูกรับรองเป็น สว. และแค่ 2 วันก่อนการเริ่มปฏิบัติหน้าที่) สว. หลายสิบคน กลับไปประชุม และเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” ร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน . เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ได้รับการยืนยันโดยพยานบุคคลหลายคน แต่ยังสอดรับกับข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่เราได้รับ ที่มีการยืนยันว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คน ที่อยู่ที่บริเวณโรงแรมพูลแมนจริงในวันดังกล่าว (โดยมี สว. ถึง 10 คน จาก 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง รวมอยู่ด้วย) . หาก สว. เหล่านี้ ไม่ได้ร่วมกันโกง หรืออยู่ใน “ขบวนการ” เดียวกัน ตั้งแต่ตอนเลือก แล้วอะไรไปทำให้ สว. เหล่านี้ ต้องไปรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ และรู้จักกันในฐานะ สว. . . ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. ครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ผมที่เห็น - ทางอัยการเอง ก็เคยตีกลับสำนวนที่ DSI เสนอให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน โดยระบุชัดว่า 8 คนดังกล่าว “เป็นเเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ” ที่หน่วยงานจะ “ตัดทอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่” . ความพยายามของ กกต. ในการปฏิเสธว่าการโกง สว. ไม่ได้กระทำกันเป็น “ขบวนการ” ก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า หากมีการวางระเบิดหรือวางเพลิงพร้อมกัน 20 จุด ทั่ว กทม. กกต.กำลังจะบอกว่า - ให้เราพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกจากกัน และให้ดูเฉพาะว่ามีใครบ้างที่มีหลักฐานว่าขับรถไปวางระเบิดที่แต่ละจุด - โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับ 20 จุดมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และไม่ต้องสนใจว่าใครหรือองค์กรใดเป็นผู้วางแผน หรือ บงการ “ขบวนการ” ดังกล่าว . . [ ช้าง 2 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = ความเชื่อมโยงกับ “พรรคภูมิใจไทย” ] . แม้มติเสียงข้างมากของ กกต. ไม่สั่งฟ้อง แกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่หลักฐานจำนวนมาก กลับชี้ไปที่พรรคภูมิใจไทย . 1. แม้ กกต. ไม่สั่งฟ้องรัฐมนตรีหรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่ 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ก็เต็มไปด้วยคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย . ตัวอย่าง: - อดีต รองประธานสภา จากพรรคภูมิใจไทย (นครพนม) - สส. จากจากพรรคภูมิใจไทย (สุโขทัย) - อดีตผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย (ภูเก็ต) - พ่อของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย - นายก อบจ. ที่เคยร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย - ผู้ช่วย สส. ของ สส. จากพรรคภูมิใจไทย - เจ้าหน้าที่ธุรการในต่างจังหวัด ของพรรคภูมิใจไทย . 2. แม้ กกต. เสียงข้างมาก จะปัดตกคำให้การครั้งแรก ของพยานรหัส 16/26 เอกราช ช่างเหลา (ซึ่งความจริงแล้ว ก็ควรจะต้องวิเคราะห์ว่าสาระในคำให้การครั้งไหน สอดรับกับหลักฐานอื่นหรือไม่) แต่หลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึง กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำให้การของ เอกราช ช่างเหลา แต่ยังรวมถึงหลักฐานอื่น (เช่น ประวัติการโทรศัพท์) ซึ่งประธาน กกต. ยืนยันเองว่ามีหลักฐานประเภทดังกล่าวอยู่จริง . ตัวอย่าง: ประวัติการโทร ของบุคคลที่ ชื่อ “รัตนา บ่อถ้ำ” (ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ชลัฐ รัชกิจประการ (กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย) และคาดว่ายังเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย) . สิ่งที่น่าสงสัย คือหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับขบวนการโกง สว. แล้วเหตุใดเราจึงได้รับข้อมูลว่า รัตนา บ่อถ้ำ ได้มีการโทรคุยกับ สว. อย่างน้อย 19 คน รวมกันอย่างน้อย 62 ครั้ง ในห้วงเวลา 80 วัน (21 มิ.ย. 67 - 9 ก.ย. 67) ซึ่งคาบเกี่ยวกับ การเลือก สว. ระดับประเทศ / การปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมน / และการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว. (โดยในบรรดา สว. 19 คน มี 6 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง รวมอยู่ด้วย) . แม้เพียงแค่ประวัติการโทรอย่างเดียวยังอาจสรุปไม่ได้ ว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่ แต่หาก กกต. ต้องการให้เราเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง กกต., ต้องตอบให้ได้ว่า แล้วทำไม ทีมงานของผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย หรือ เจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทย ถึงต้องโทรหา สว. เยอะขนาดนี้ และโทรคุยกันเรื่องอะไร? . ผมเข้าใจดีว่า พรรคภูมิใจไทย มักอ้างว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะหัวหน้าพรรคเคยออกประกาศ 30 เม.ย. 2567 กำชับไม่ให้ลูกพรรค ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. . แต่พอวันนี้มันชัดเจนแล้ว ว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคจำนวนไม่น้อยที่ไปพัวพันกับการโกง สว. ถึงขั้นที่แม้กระทั้่ง กกต. ก็สั่งฟ้อง, มันจึงมีความเป็นไปได้แค่ 2 ทาง คือ: - 1. นายกฯ อนุทิน (ในฐานหัวหน้าพรรค) ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับไม่ให้สมาชิกไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. - 2. นายกฯ อนุทิน (ในฐานหัวหน้าพรรค) รู้เห็นหรือร่วมกันโกง สว. แต่ถูกปกป้องโดย กกต. . . [ ช้าง 3 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = มาตรฐาน กกต. เองในอดีต ] . ผมเข้าใจดี ว่า กกต. อาจมีดุลพนิจที่แตกต่างจากผมได้ว่าเรื่องไหนควรสั่งฟ้องหรือยกคำร้อง แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนคาดหวังให้ กกต. ทำ คือการใช้มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคดี . เมื่อปีก่อน: กกต. เคยสั่งฟ้องคดีที่มีหลักฐานเป็นเพียงแชต LINE ระหว่างผู้สมัคร 2 คน ที่จับคู่-แลกคะแนนกัน . แต่ปีนี้: กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คนที่อยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งๆที่โพยดังกล่าวและผลการลงคะแนนที่สอดคล้องกัน เป็นหลักฐานของการ “แลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ” เสียยิ่งกว่าการจับคู่-แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน . มติดังกล่าว จึงขัดแย้งกับทั้งข้อเสนอของ คณะที่ 26 และความเห็นของเลขาธิการฯ และยังเป็นการกระทำที่ขัดกับมาตรฐานของตนเองในอดีตอย่างชัดเจน . . . หลังจากนี้ ผมเห็นว่าสิ่งที่ กกต. ต้องทำเป็นขั้นต่ำ คือลุกขึ้นมายืนยัน 4 เรื่อง: . 1. เปิดเผยมติทั้งหมดสำหรับทุกข้อกล่าวหา รวมถึงรายละเอียดว่าผลการคะแนนเป็นอย่างไร / กกต. คนไหนลงคะแนนอย่างไร / กกต. คนไหนมีความเห็นอย่างไร . 2. ส่งสำนวนทั้งหมดของ กกต. (คณะไต่สวนชุดที่ 26 / ความเห็นเลขาฯ / คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36) ไปที่ศาลฎีกา . 3. เดินหน้าสืบสวน หลักฐานการโกง สว. ที่ได้ปรากฎแล้วต่อสาธารณะ แต่อยู่นอกสำนวนในคดีที่ กกต. เพิ่งลงมติไป (เช่น คลิปเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต?) . 4. (หากกระบวนการของศาลในการไต่สวน 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง นำไปสู่การปรากฏหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่นนอกจาก 77 คน) เดินหน้ารื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลดังกล่าวเพิ่มเติมจาก 77 คน . . โดยสรุป มติของ กกต. เป็นมติที่จงใจทำเป็นมองไม่เห็น 3 ช้างตัว: - 1. ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. - 2. ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย - 3. มาตรฐานของ กกต. เองในอดีต . ความจริง จะเหมารวม กกต. ทั้ง 7 คน ก็คงจะไม่ได้ เพราะ เมื่อวาน กกต. สิทธิโชติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่เป็นการยืนยันว่าท่านเองก็เห็นช้าง 3 ตัวเดียวกันกับผม . และสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเจาะลึก มติของ กกต. โดยเฉพาะการไม่ให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน (เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล) ที่ กกต. มีมติ 5-2: . เราจะเห็นว่า หากเราตัด 4 กกต. จาก สว. สีน้ำเงิน (ซึ่งมีสถานะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์) ออกไป, เสียงข้างมากของ 3 กกต. ที่เหลือ กลับเห็นด้วยกับการสั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว . ดังนั้น เหตุผลเดียวที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว ยังไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาในคดีโกง สว. ในวันนี้ เป็นเพราะ กกต. 4 คน จาก สว. สีน้ำเงิน ตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตนเอง ในทางที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่ทำให้พวกเขาได้มาเป็น กกต. ทุกวันนี้ . ดังนั้น หาก กกต. ยังคงใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อต่างตอบแทนกันทางการเมือง แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการ ผมได้แต่กังวลใจแทนเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าพอท่านกลับมารายงานต่อสภาในปีหน้า ความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อ “ความเป็นอิสระ” หรือความ “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ขององค์กรท่านจะเหลือสักเท่าไหร่

Parit Wacharasindhu (Itim)

26,276 Aufrufe • vor 14 Tagen

[ เปิดหลักฐานเพิ่มคดี ฮั้ว สว. จากนครพนม : คลิปสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. ที่บ่งชี้ว่ามีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ ที่มีทั้งการจ่ายเงิน 6 หลัก - การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมให้ - การสัญญาเรื่องผู้ช่วย ] . “คนเรา ไม่เอาพ่อไม่เอาแม่เนี่ย เยอะ แต่คนที่ไม่เอาเงินเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นนะ” . ประโยคนี้เป็นประโยคหนึ่งจากคลิปเสียงระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดที่บ่งชี้ว่าขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกพึงถึงในคลิปนั้น: . 1. มีการจัดตั้งกันทั่วประเทศ (จึงสามารถสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) 2. มีการนำเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบของเงิน (เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงให้เป็นเลข 6 หลัก) 3. มีการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมก่อนวันเลือก สว. ให้ 4. มีการสัญญาเรื่องตำแหน่งผู้ช่วยแถม 5. มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง . รายละเอียดในคลิปดังกล่าว สอดคล้องกับหลายหลักฐานจากจังหวัดนครพนม ที่ผมได้รวบรวมและแถลงข่าวไปเมื่อเช้าในโอกาสครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าหลักฐานในคดีดังกล่าวมีความชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ ที่ กกต. ควรเดินหน้าส่งคำร้องไปที่ศาลสำหรับทั้ง 229+ คน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 . แม้ในเวลานี้ เราจะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนของคดีได้ แต่สิ่งที่เราสามารถนำมาวิเคราะห์และนำเสนอได้คือหลักฐานที่เราสามารถรวบรวมได้เอง (เช่น ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ข้อมูลจากบุคคลที่ไปให้ข้อมูลกับหน่วยงาน ข้อมูลจากผู้ที่พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มเติมมาให้เรารวบรวมและตรวจสอบ) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอมีอยู่ชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน . วันนี้ ผมได้เริ่มต้นจากหลักฐานจาก จ.นครพนม ซึ่งมีหลักฐานประกอบด้วย: . 1. คลิปของคุณ ศุภชัย โพธิ์สุ (อดีต สส. และ รองประธานสภา พรรคภูมิใจไทย) ที่มีการกล่าวว่า สว. 3 คนของ จ.นครพนม เป็น “สว.สีน้ำเงิน” อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งคำถามต่อได้ว่าศุภชัยอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจตามที่อ้างหรือไม่ [คลิปสั้นใน comment / คลิปเต็ม: . 2. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 (1-2 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) ที่มีกลุ่มผู้สมัคร สว. (รวมถึงผู้สมัคร สว. จากนครพนม) รวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา - โดยพยาน (ซึ่งเป็นผู้สมัครรายหนึ่งที่ไปร่วมการประชุมด้วย) ระบุว่า: - มีบุคคลสำคัญในห้องประชุมดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยคุณ ศุภชัย / ผู้สมัคร 3 คน (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว. จากนครพนม) / ‘อาจารย์ ป.’ (ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำโพย) - มีการให้ผู้สมัครจัดทำโพยข้างหลังเอกสาร สว.3 - มีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย - มีความพยายามของ ผู้สมัคร สว. คนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ในการบอกให้ผู้สมัครคนอื่นไม่ต้องกังวล เพราะหมายเลขแต่ละคนจะมีผู้สมัครจากจังหวัดอื่นมาเลือก & มีการสัญญาว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตัวเองหลักแสนบาท - มีความพยายามของคุณศุภชัย ในการเจรจาไกล่เกลี่ยและเสนอเรื่องการเวียนกันเป็นผู้ช่วย (โดยระบุว่าจะให้คนที่ได้เป็น สว. เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้า) (แม้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าของพยาน แต่ผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโรงแรมแห่งนี้มีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะบ่งบอกได้ว่าในวันดังกล่าวมีบุคคลใดไปร่วมประชุมกันบ้าง) . 3. หลักฐานการซื้อตั๋วเครื่องบินในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 โดยมีข้อมูลว่าผู้สมัครคนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน เดินทางมาที่ กทม. ร่วมกันก่อนวันเลือกระดับประเทศ (ซึ่งผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก โดยตรวจว่าไฟลท์บินในวันดังกล่าวมีบุคคลชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ จองผ่านใคร การจ่ายเงินเป็นอย่างไร) . 4. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ที่กลุ่มผู้สมัครดังกล่าวได้มีการรวมตัวหารือกันที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม เพื่อวางแผน . 5. คลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว. [ตามคลิป 4 นาทีในโพสต์] . นี่คือหลักฐานที่เกิดขึ้นในหนึ่งจังหวัด - คำถามที่ผมอยากชวนคิด คือถ้าผมและทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นได้ระดับนี้, หน่วยงานอย่าง กกต. และ DSI ในคณะไต่สวน ก็ย่อมต้องเข้าถึงหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นกว่านี้ได้แน่นอน . หลักฐานทั้งหมดวันนี้จึงตอกย้ำว่าหาก กกต. จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรส่งเรื่องดังกล่าวไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 . หลังจากวันนี้ หากเรามีการรวบรวมหลักฐานที่เพียงพอจากเหตุการณ์ในจังหวัดไหนได้อีก ทางผมและพรรคประชาชนจะมานำเสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมร่วมกันตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ในห้วงเวลาสำคัญนี้

Parit Wacharasindhu (Itim)

41,563 Aufrufe • vor 3 Monaten

[ คลิปหลักฐานคดีโกง สว. : พฤติกรรมของผู้ร่วมขบวนการโกง สว. ที่อ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน” ] . ผมเชื่อว่าหลักฐานต่างๆที่ผมและหลายภาคส่วนได้นำเสนอเกี่ยวกับ “ขบวนการโกง สว.” ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงหลายพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและที่สังคมไม่ควรยอมรับ เช่น . - การจงใจวางแผนยึดกุมวุฒิสภา เพื่อหวังทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล - การจ้างคนมาลงสมัครและลงคะแนนให้กับผู้สมัครในขบวนการตนเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ-จังหวัด - การเสนอผลประโยชนน์ เพื่อควบคุมการลงคะแนนให้เป็นไปตาม “โพยใบสั่ง” ในระดับประเทศ - การโอนเงินจากนักการเมืองไปสู่เจ้าหน้าที่ กกต. (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการเลือก สว.) - การข่มขู่พยานที่เห็นถึงขบวนการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ - การกำหนดให้ สว. หรือ ผู้สมัคร สว. เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อให้ขาดความเป็นอิสระในการทำงาน - การปล่อยปละละเลย (หรือการรู้เห็นเป็นใจ?) ของหน่วยงานจัดการเลือก สว. (เช่น กกต. / มหาดไทย) - การเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะมาฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา เพื่อหวังตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล . แต่อีกหนึ่งพฤติกรรมหนึ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างชัดเจน ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. (ซึ่งมีพยานหลายคนยืนยันตรงกัน) คือพฤติกรรมในการแอบอ้าง “ข้างบน” เพื่อจงใจหาประโยชน์จากความศรัทธาของผู้คน ในการนำมาต่อยอดผลประโยชน์ตนเอง และในการนำมาเป็นเกราะกำบังให้กับการทุจริตของตนเอง . แม้ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำบอกเล่าถึงพฤติกรรมดังกล่าวจากพยานบุคคล แต่ผมหวังว่าคลิปนี้ (ซึ่งถูกอัดในระหว่างการพูดคุยกันของบุคคลในขบวนการโกง สว.) จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าว มีอยู่จริง . . #สั่งฟ้องสว (และเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง) . — . . ป.ล. คลิปนี้มีการยกระดับเสียง (เพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น) และนำเฉพาะส่วนสำคัญจากบทสนทนาเต็มมานำเสนอ (เพื่อให้ไม่ให้ยาวเกินไป)

Parit Wacharasindhu (Itim)

736,876 Aufrufe • vor 1 Monat

[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ] . คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง . เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป) . ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ: . 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”? . 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”? . 3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)? . 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่? . ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ . — . หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. . อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130+ คน ที่เป็น สว. และ 90+ คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน . ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ: . 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”? . 2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่? . 3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่? . . หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่

Parit Wacharasindhu (Itim)

368,583 Aufrufe • vor 3 Monaten

[ กระทู้สด (คลิปเต็ม): ทวงความคืบหน้าคดี “ฮั้ว สว.” หลังผ่านมากว่า 2 ปี แต่เรื่องยังไปไม่ถึงศาล | DSI จะเดินหน้าคดีต่อ หรือจะรอมติ กกต. ก่อน เพื่อหวังเอาการเป่าคดีของ กกต. มาใช้เป่าคดีฝั่ง DSI ด้วยเช่นกัน? | กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง ] . วันนี้ ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องความคืบหน้าของ DSI ในคดีพิเศษ 24/2568 หรือ คดีฮั้ว สว. . ความจริงแล้ว คำที่เหมาะสมกว่า “ฮั้ว สว.” อาจจะคือคำว่า “โกง สว.” เพราะข้อกล่าวหาในคดีนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ “ทำโพย” และ “แลกคะแนน” กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ “จ้าง” คนมาสมัคร “จ้าง” คนมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ . [ ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - คดีฮั้ว คืบหน้าไปถึงไหน? ] . ผมเข้าใจว่าคดีนี้กำลังถูกตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทางอย่างคู่ขนาน - (1) การตรวจสอบโดย กกต. (ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าไปร่วมด้วยในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) - (2) การตรวจสอบโดย DSI (ซึ่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ มีนาคม 2568 ด้วยฐานความผิดเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน และมีคนของ DSI เคยให้ข้อมูลว่ามีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน) . คำถามผมในรอบแรก คือการขอให้รัฐมนตรีนำเสนอรายละเอียดของคดีดังกล่าว - เช่น ขบวนการโกง สว. ทำกันอย่างไร? มีเส้นทางการเงินอย่างไร? ใครจ่ายใคร กี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม แบ่งกันอย่างไร? มีพฤติกรรมอะไรบ้าง? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน มี สส. กี่คน? มีรัฐมนตรีกี่คน? (อยากให้เอ่ยชื่อชัดๆ จะได้ไม่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม) . ผมคาดหวังให้รัฐมนตรีตอบได้อย่างละเอียด เพราะผมได้ให้คำถามล่วงหน้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในวันนั้น . นอกจากนั้น ผมคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่อ้างว่าตอบไม่ได้เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการ เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตอนถูกถามเรื่องคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง รัฐมนตรีเองยังสามารถตอบรายละเอียดของคดีดังกล่าวได้อย่างละเอียด ขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ที่ระบุว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง และเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน - ดังนั้น สำหรับคดีนี้ที่มีการสืบสวนมานาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปแล้ว รัฐมนตรีควรจะตอบคำถามได้ละเอียดเท่ากับที่ตอบเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน . [ หลักฐานชัดขนาดนี้ ทำไมจนถึงวันนี้ DSI ถึงยังสั่งฟ้องแค่ 8 คน? ] . คำชี้แจงจากรัฐมนตรีวันนี้ได้ยืนยัน ว่าหลังจากดำเนินการสอบสวนมา 200 กว่าวัน มีการสอบพยานไปกว่า 753 ปาก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น 1,000 หน้า ทาง DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอให้อัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก . ผมเข้าใจดีว่าสำหรับ 8 คนนี้ หลักฐานเส้นเงินที่ถูกกระจายต่อไปให้ผู้สมัครปรากฏชัดเจน (เช่น เส้นเงินที่วิ่งผ่าน สว. 2 คน หรือที่วิ่งผ่านทีมงาน สส. อีก 2 คนจากภาคใต้) แต่ผมเชื่อว่าหลักฐานที่อยู่ในมือของ DSI สามารถระบุถึงการกระทำความผิดที่มากกว่าแค่ 8 คนนี้อย่างแน่นอน . หากอ้างอิงหลักฐานที่ผมได้รับและได้รวบรวมมาเป็นรายจังหวัด: . 1. นครพนม . คลิปเสียงของ สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยยังเป็นผู้สมัคร) ได้โทรไปเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนอื่น ระบุชัดถึงรายละเอียดที่ค่อนข้างครบถ้วนว่าขบวนการโกง สว. มีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น - การจัดตั้งที่ต้องกว้างขวางระดับประเทศ (ถึงสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) - การจ่ายเงิน 6 หลัก เพื่อแลกกับการโหวต - การสปอนเซอร์ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก - การแถมตำแหน่งผู้ช่วย - ความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีคำใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด . คลิปหลักฐานนี้ไม่ได้มาแบบโดดๆ แต่มาหนุนเสริมกันกับหลักฐานอื่นที่ผมรับรู้ และเป็นหลักฐานที่ผมเชื่อว่า DSI เข้าถึง (เช่น การตรวจสอบกับสายการบินและเส้นทางการเงินได้ ว่าจริงหรือไม่ ว่าบุคคลในคลิปได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน และของตนเอง ยอดบิลรวม 31,000 บาท / เช่น การตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงแรมริมแม่น้ำในอยุธยา (ตัวย่อ K.R.) ว่ามีกลุ่มผู้สมัคร สว. กี่คน ที่มาประชุมร่วมกัน 1-2 วันก่อนการเลือก สว. และมีอดีตรองประธานสภาจากพรรคการเมืองหนึ่งไปร่วมประชุมวันนั้นด้วยหรือไม่) . 2. หนองบัวลำภู . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. คนหนึ่ง ที่ (สมัยเป็นผู้สมัคร) เคย: - จัดการให้ภรรยา หรือผู้ช่วยตนเอง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารไปให้กับผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 8 คน รวมกันอย่างน้อย 15 ครั้ง ยอดรวมกันเป็นหลักหมื่นบาท - มีข้อตกลงว่าจะตั้งบางคนมาเป็นผู้ช่วย สว. เพื่อหวังเอาเงินเดือนผู้ช่วย สว. มาแบ่งกัน - มีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปให้บุคคลหนึ่งใน ครม. ชุดนี้ ได้เห็น ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ . 3. สิงห์บุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มี สว. 2 คน ที่: - ตอนเป็นผู้สมัครก็สามัคคีกันดี - ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนัดหมายผู้สมัครที่ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถเดินทางไปที่นครนายก ร่วมกันอ้างว่ามีการไปขอเงินและการสนับสนุนจากบางพรรคการเมืองด้วย - แต่พอถูก DSI และ กกต. ตรวจสอบ กลับมีหนึ่งในสองคนที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นโบ้ยทุกอย่างไปที่อีกคนหนึ่ง . 4. สุโขทัย & 5. สุพรรณบุรี . ข้อมูลที่ได้รับมา: มีผู้สมัคร สว. บางคนที่: - ถูกเชิญไปเซ็นใบลาออกต่อหน้า รัฐมนตรี หรือ คนที่กลายมาเป็น สส. ในทุกวันนี้ - ถูกทีมงานทักไปหาหลังเหตุการณ์ เพื่อสอบถามหรือกำชับว่าจะต้องชี้แจงกับ กกต. หรือ DSI ที่มาตรวจสอบอย่างไร . หลักฐานที่ได้รับมา (หากเป็นเรื่องจริง) ชี้ชัดว่าผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีมากกว่า 8 คนที่ DSI ได้สรุปสำนวนและส่งให้อัยการสั่งฟ้องแน่นอน . คำถามที่ผมถามในรอบที่สอง คือ หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวนของ DSI แล้ว ใช่หรือไม่ - หากใช่ เหตุใดถึงสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน? - หากไม่ใช่ ทำไมข้อมูลดังกล่าวถึงไม่อยู่ในสำนวน? . . ท้ายสุดนี้ คำถามที่สังคมสงสัยมากที่สุดตอนนี้ คือคดีการโกงเลือกตั้ง สว. ที่ค้างคายาวนานกว่า 2 ปี จะลงเอยอย่างไร - ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังตรวจสอบคดีดังกล่าวอยู่ . ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังใช้ในการตรวจสอบอยู่ คือ กกต. และ DSI . (1) ในฝั่งของ กกต. สังคมกำลังจับตาดูว่า กกต. จะมีมติอย่างไรก่อนต้นเดือนกันยายนตามกรอบระยะเวลา (กล่าวคือ จะมีมติว่าจะส่งเรื่องและสั่งฟ้องไปที่ศาล หรือจะเป่าคดี) แต่แน่นอนว่าสังคมหลายส่วนก็มีความกังวลใจ ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง - ในเมื่อ 4 จาก 7 ของคณะกรรมการ กกต. ถูกรับรองให้อยู่ในตำแหน่งได้โดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนของคดีดังกล่าว - และในเมื่อ กกต. ชุดนี้มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อสรุปอันน่าทึ่งว่า ในบรรดา 229 คน ที่ DSI บอกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว . (2) ในฝั่งของ DSI สังคมกำลังกังวลเช่นกันว่า DSI อาจจะกำลังอยู่ในสภาวะของการปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อรอดูสัญญาณจากมติของ กกต. ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร . คำถามที่ผมถามในรอบที่สามคือ รัฐมนตรีจะสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า . 1. DSI ไม่ได้กำลังปล่อยเกียร์ว่าง แต่กำลังเดินหน้าตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างคู่ขนาน โดยไม่ได้รอมติของ กกต. ก่อน? . 2. การปลดปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพราะว่าอดีตปลัดท่านนั้นไม่ “สนอง” ความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรของ DSI หรือการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีพิเศษดังกล่าว? . 3. หากสมมติภายในต้นเดือนกันยายนนี้ กกต. มีมติเป่าคดีทั้งหมด หรือสังเวย สว. บางคน เพื่อเป่าคดีและปกป้องนักการเมืองบางคน รัฐมนตรีจะกำชับให้ DSI ไม่เอาการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นหลังพิงและข้ออ้าง ในการทำให้ DSI เป่าคดีในฝั่งของตนเองด้วยเช่นกัน? . ที่ผมต้องขอคำยืนยันจากรัฐมนตรี เพราะหาก DSI นำการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นเหตุผลในการเป่าคดีในฝั่งของ DSI เช่นกัน จะแสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่การ “ฮั้ว สว.” แต่กำลังมีการ “ฮั้วกันทั้งกระดาน” ระหว่าง กกต. DSI หรือแม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เพื่อค้ำจุนและรับใช้ระบอบสีน้ำเงิน ให้ทำอะไรก็ไม่ผิด และกำลังจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเราที่ความจริงก็เทาอยู่แล้ว “ดำสนิท” ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน . . ฟังกระทู้เต็มๆและคำตอบรัฐมนตรีได้ในคลิปครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

16,355 Aufrufe • vor 2 Monaten

HIGHLIGHT: มติเสียงข้างมากของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกง สว. ขัดกับหลักการ-หลักกฎหมาย-หลักฐาน เพราะเป็นมติที่ ทำเป็นมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ที่อยู่ในการโกง สว. . 1. ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. 2. ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย 3. มาตรฐาน กกต. ในการสั่งฟ้องคดีในอดีต . หากเราเจาะลึก มติ 5-2 ของ กกต. ในการไม่ให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน (เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล) เราจะเห็นว่าหากเราตัด 4 กกต. จาก สว. สีน้ำเงิน (ซึ่งมีสถานะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์) ออกไปเสียงข้างมากของ 3 กกต. ที่เหลือ กลับเห็นด้วยกับการสั่งฟ้อง 12 คนดังกล่าว . ดังนั้น เหตุผลเดียวที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว ยังไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาในคดีโกง สว. ในวันนี้ เป็นเพราะ กกต. 4 คน จาก สว. สีน้ำเงิน ตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตนเอง ในทางที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่ทำให้พวกเขาได้มาเป็น กกต. ทุกวันนี้ . หาก กกต. ยังคงใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อต่างตอบแทนกันทางการเมือง แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “ความเป็นอิสระ” หรือความ “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ของ กกต. จะมีแต่ลดลงเรื่อยๆ

Parit Wacharasindhu (Itim)

20,127 Aufrufe • vor 14 Tagen

หากการโกง สว. ถูกทำเป็นหนังหรือซีรีส์ ผมเชื่อว่าเราจะเห็นถึง 2 เส้นเรื่องหลัก: . เส้นเรื่อง 1 = ขบวนการโกง สว. ที่แบ่งออกเป็น 5 ฉากสำคัญ - 1.1. วางแผน-แบ่งทีมยึดวุฒิสภา เพื่อทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล - 1.2. จัดตั้ง-จ้างคนมาสมัครและลงคะแนนให้กัน เพื่อผ่านระดับอำเภอ-จังหวัด - 1.3. รวมพลตาม “ศูนย์ทำโพย” ก่อนการเลือกระดับประเทศ - 1.4. กำกับการเลือกให้เป็นไปตาม “โพยใบสั่ง” ในการเลือกระดับประเทศ - 1.5. “ปฐมนิเทศ” สว. ที่ได้รับเลือกก่อนเริ่มงาน & ตกลงเรื่องประธาน-รองประธาน . เส้นเรื่อง 2 = การทำงานของ กกต. ที่บกพร่องใน 5 ขั้นตอนสำคัญ - 2.1. ออกระเบียบที่ไม่รัดกุมในการป้องกันการทุจริต - 2.2. ตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร สว. อย่างไม่รอบคอบ - 2.3. ปล่อยปละละเลยเรื่องการใช้โพยใบสั่งในวันเลือก สว. - 2.4. เตะถ่วงคดีมาเกิน 2 ปี & ตั้งคณะฟอกขาว (อนุฯ ชุดที่ 36) - 2.5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างหลักฐานไม่พอ ในวันที่ 31 ส.ค.? . สิ่งที่หลายคนคาใจ คือ 2 เส้นเรื่องนี้ (ขบวนการโกง สว. และ การทำงานของ กกต.): 1. เป็น 2 ขบวนการที่เกิดขึ้นกันอย่างคู่ขนานกันโดยบังเอิญ? หรือ 2. เป็น 2 ขบวนการที่สมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นเป็นใจกัน? . . ผมต้องย้ำว่าคดีโกง สว. มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจน กับการสร้างระบอบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน เพราะ: . 1. การโกง สว. เป็น “เครื่องมือ” ในการสร้างระบอบฮั้วกันทั้งกระดาน (เพราะกลุ่มการเมืองใดยึดกุม สว. ได้ กลุ่มการเมืองนั้นก็ยึดกุมองค์กรอิสระได้ ผ่านการชี้ขาดว่า สว. จะรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ) . 2. ระบอบฮั้วกันทั้งกระดาน เป็น “เครื่องมือ” ในการสกัดกั้นการตรวจสอบคดีโกง สว. (เพราะหาก กกต. ไม่เป็นอิสระจากกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว., กกต. ก็อาจตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล) . . ในอีกแค่ 15 วัน (31 ส.ค.) เราน่าจะได้รู้ผลการลงมติของ กกต. ว่า กกต. จะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนไปที่ศาล หรือ จะยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล . #สั่งฟ้องสว (และเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง)

Parit Wacharasindhu (Itim)

43,753 Aufrufe • vor 1 Monat

[ งบ 70 - มาตรา 32 (กกต.) : งบที่สภากำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” หรือ เพื่อ “ปกป้องอาชญากรรมทางประชาธิปไตย” อย่างเช่น ขบวนการโกง สว. ? ] . ในเอกสารงบประมาณประจำปี 2570 กกต. ได้มีการของบทั้งหมด 2,724 ล้านบาท โดยระบุไว้ว่า จะใช้เพื่อให้ “กระบวนการเลือก มีความน่าเชื่อถือ และไดรับการยอมรับในความสจุริตและเที่ยงธรรม” . แต่จากการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ณ ปัจจุบัน ผมไม่มั่นใจว่างบที่สภากำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะเป็นงบที่ถูกใช้เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” หรือ เพื่อ “สนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย” . ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นการทำหน้าที่ของ กกต. เกี่ยวกับการโกง สว. ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าต่อ กกต. และที่สังคมกำลังกังวล ว่า กกต. จะลงมติตัดตอนให้ไปไม่ถึงศาลในอีก 4 วันหลังจากนี้ . เมื่อผมเริ่มรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานมากขึ้นเกี่ยวกับการโกง สว. สมมุติฐานผมต่อ กกต เริ่มเปลี่ยนไป . จากเดิม ที่ผมเคยมองว่า กกต. “ปล่อยปละละเลย” ต่อขบวนการโกง สว. มาวันนี้ ผมเริ่มกังวล ว่า กกต. (หรือบางส่วนของ กกต.) “รู้เห็นเป็นใจ” กับขบวนการโกง สว. ตั้งแต่แรก หรือไม่ . - ในห้วงเวลาที่ขบวนการโกง สว. กำลังวางแผนยึดกุมวุฒิสภา แบ่งทีม แบ่งงบกัน, กกต. ก็ออกประกาศระเบียบที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว (เช่น กำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งทำให้การทำโพยสะดวกขึ้น) . - เมื่อเปิดรับสมัคร: พอขบวนการโกง สว. จัดตั้งและจ้างคนของตัวเอง มาสมัครเป็นจำนวนมากเพื่อพลีชีพ, กกต. ก็ทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยผ่านให้ผู้สมัครหลายคนที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้าไปลงคะแนนได้ แม้คุณสมบัติหลายเรื่อง (เช่น ความเป็น พ่อ-แม่-ลูก หรือ ความเป็นสามี-ภรรยากัน) ควรจะตรวจสอบได้ตั้งแต่วันสมัคร . - พอถึงวันเลือกระดับประเทศ: ขบวนการโกง สว. ก็นำโพยใบสั่งที่ทำตามโรงแรมต่างๆ เข้าไปใช้ในวันเลือกระดับประเทศ, ในขณะที่ กกต. ก็ปล่อยให้ใช้กันเต็มที่ - เริ่มมาเตือนจริงจังก็คือช่วงบ่าย / พอเตือนแล้วเขาไม่ฟัง (ถึงขั้นที่ กกต. ต้องเดินไปริบจากมือเขา) กกต. ก็ไม่ดำเนินการอะไรต่อ จนผู้สมัครบางคนที่ถูกริบโพยในวันนั้น ตอนนี้ก็ได้กลายมาเป็น สว. หรือ แม้กระทั่ง ประธานวุฒิสภา ในวันนี้ . พอนำเอา เส้นเรื่องของขบวนการโกง สว. กับเส้นเรื่องของการทำงานของ กกต. มาเทียบคู่กันแบบนี้: เราจะเห็นชัด ว่า 2 เส้นเรื่องนี้ “เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ” จนน่าสงสัย เสมือนกับ ถนนพระราม 4 กับ ถนนสุขุมวิท ที่มีทั้งซอยใหญ่ซอยเล็กเชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง ก่อนจะไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง . หากท่านคิดว่าผมคิดไปเองว่า กกต. บางส่วนอาจรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกง สว. ผมอยากชวนท่านลองไปฟังคลิปเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต 1 วัน ก่อนการเลือก สว. ที่มีนายกท้องถิ่นท่านหนึ่ง พูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “อะไรต่างๆ ที่ท่านคิดว่าจะเป็นปัญหาสำหรับท่าน… เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างใน เขาจะดูแลพวกเรา” ( . ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่า “เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างใน” จะหมายถึงใคร ถ้าไม่ได้หมายถึง กกต. . แต่นอกจากข้อพิรุธในการทำหน้าที่ของ กกต. ในช่วงการเลือก สว. แล้ว, การทำหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตหลังจากมีการรับรองผลไปแล้ว ก็เต็มไปด้วยข้อพิรุธเช่นกัน - ทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดคำถามว่า สภาแห่งนี้ควรจะอนุมัติงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ (เช่น 12 ล้านบาท สำหรับการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวน ให้กับเจ้าหน้าที่ 100 คน / 5 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง) . หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพ การตรวจสอบคดีโกง สว. ในขั้นตอนต่างๆของ กกต. ก่อนวันนี้ สามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน . 1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 (ถูกตั้งเป็นชุดพิเศษ เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันของ เจ้าหน้าที่ กกต. กับ เจ้าหน้าที่ DSI) . การทำงานของคณะที่ 26 เป็นการทำงานที่เราสัมผัสได้ถึงความละเอียด โดยมีการสอบพยานปาก 700+ คน และมีการสอบสวนโดยละเอียดจนสรุปเป็นเอกสาร 90,000+ หน้า จนนำมาสู่ ความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล (138 คน เป็น สว. / 21 คน เป็น รัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย) . 2. เลขาธิการ กกต. (ซึ่งในคดีนี้ รองเลขาฯ ครรชิต เป็นผู้ทำหน้าที่-ออกความเห็นแทน) . แม้เรายังไม่รู้ตัวเลขที่แน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้คือหลังจากชั่งน้ำหนักหลักฐานทั้ง 2 ฝั่ง ทางเลขาธิการฯ มีความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคน รวมถึง สว. ทั้ง 136+ คน ที่ปรากฎในโพย และ รัฐมนตรี หรือ สส. อย่างน้อย 3 คน ที่เลขาธิการฯ กกต. เห็นว่ามีหลักฐานโดยตรง . 3. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 . การทำงานในชั้นนี้ ดูจะมีปัญหาที่สุด และหากสภาจะอนุมัติงบให้ กกต. มี อนุฯ ในลักษณะนี้ ที่ทำงานด้วยมาตรฐานแบบนี้อีก ผมไม่สามารถเห็นด้วยได้ เนื่องจาก 3 ปัญหา: . 3.1. เหตุผลในการตั้ง . โดยปกติ กกต. จะมีการจัดสรรงบ ให้มี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยไว้อยู่แล้ว 35 คณะ ที่จะเวียนกันรับผิดชอบคดีต่างๆโดยที่ไม่รู้ล่วงหน้า ว่าคณะไหนจะรับผิดชอบคดีไหน . แต่ในคดีโกง สว. กกต. กลับมีการตั้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อดูประวัติของอนุกรรมการหลายคน ก็ย่อมถูกตั้งคำถามว่าเป็นคนที่เข้ามาเพื่อ “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือไม่ . กกต. พยายามชี้แจงว่า ภาระงานของ 35 คณะ เยอะอยู่แล้ว เลยจำเป็นต้องตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมา แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะพอเราไปดูรายชื่อของ 7 อนุกรรมการ ในคณะที่ 36 กลับมีถึง อย่างน้อย 4 คน ที่เป็นอนุกรรมการอยู่ใน 35 คณะ อยู่แล้ว . 3.2. การทำงาน . จากเอกสารบันทึกการประชุมที่ปรากฎต่อสาธารณะ เราเห็นได้ถึงการทำงาน และ การวินิจฉัยของ ชุดที่ 36 ที่ดูเหมือนจะไปสอดรับกับธงทางการเมืองของบางฝ่าย (ไม่รู้ว่าโดยบังเอิญหรือไม่) เช่น: - 1. ปฏิบัติตนเป็นศาล โดยการตีตกหลักฐานที่น่าสงสัย เพียงเพราะยังไม่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย? - 2. ปกป้องนักการเมือง โดยการตีกรอบกฎหมายเพื่อให้สาวไปไม่ถึงนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม? - 3. ปฏิเสธความเป็นขบวนการ โดยการตีความเหตุการณ์ต่างๆแยกขาดจากกัน ทั้งที่เชื่อมโยงกันและมีรูปแบบคล้ายกัน? . 3.3. ผลลัพธ์ . ข้อสงสัยที่เรามีเกี่ยวกับ ที่มาและการทำงานของ ชุดที่ 36 มันถูกตอกย้ำ และ ยืนยัน จากข้อสรุปของ ชุดที่ 36 ที่ลงความเห็นว่า ขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีใครมีความน่าสงสัย ที่ควรจะสั่งฟ้องศาลแม้แต่คนเดียว . - อนุชุดที่ 36 เห็นอยู่แล้ว ว่าเลขที่อยู่โพยใบสั่ง ไปโผล่บนบัตรเลือกตั้งในลำดับเดียวกันเป๊ะๆ แต่อนุชุดที่ 36 กลับสรุปว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยสุจริต? . - อนุชุดที่ 36 เห็นอยู่แล้ว ว่ามีผู้ช่วย สส. คนหนึ่งที่สุราษธร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. อำเภอเดียวกัน 10 คน แค่ 1 วันก่อนวันเลือกในจังหวัด แต่อนุชุดที่ 36 กลับเชื่อว่า ผู้ช่วย สส. คนนนั้น คงต้อง “ใช้หนี้” “ซื้อปุ๋ย” หรือ “เช่าพระ” จากผู้สมัคร สว. หลายคนพร้อมกันในวันนั้นพอดี . - อนุชุดที่ 36 เห็นอยู่แล้ว ว่ามี สว. คนหนึ่งจากนครพนม ที่มีคลิปเสียงเขาไปเสนอเงิน เสนอตำแหน่ง ให้ผู้สมัครคนอื่นมาร่วมขบวนการ / ที่ไปจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน / และที่หลายคนยืนยันตรงกันว่าได้ไปทำโพยกับผู้สมัครคนอื่น ร่วมกับ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อยุธยา, แต่อนุชุดที่ 36 กลับเชื่อว่า สว. คนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด . ในเมื่อข้อความแลกคะแนนกันไม่กี่ข้อความใน LINE ยังเพียงพอให้ กกต. สั่งฟ้องไปที่ศาลเมื่อปีก่อน, แล้ว อนุ ชุดที่ 36 ทำงานกันอย่างไร ถึงเห็นหลักฐานมหาศาลที่ชัดกว่านั้นมาก แต่กลับไม่เสนอให้ กกต. สั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว? . ถ้าจะทำกันแบบนี้ แล้วสภาจะอนุมัติงบเรื่องการสอบสวนให้ กกต. ไปทำไม เพราะไม่ว่าจะสอบสวนจนได้หลักฐานอะไรมา อนุวินิจฉัยก็ดูเหมือนว่าจะพร้อมยกคำร้องเพื่อให้ตรงกับธงทางการเมือง? . ผมไม่ทราบ ว่า 14 ก.ย. นี้ ทาง กกต. 7 คน จะดำเนินการตามข้อเสนอของอนุฯ ชุดที่ 36 และยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนหรือไม่ . แต่ด้วยการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมาที่เต็มไปด้วยข้อพิรุธ, ผมเห็นว่า หาก กกต. ตัดสินใจในลักษณะที่ขัดแย้งกับหลักฐาน กกต. ก็คงไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้มั่นใจได้ ว่างบที่เราอนุมัติให้ กกต. จะไม่กลายไปเป็นท่อน้ำเลี้ยง ให้กับองค์กรที่มีส่วนในการปกป้อง “เครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย”

Parit Wacharasindhu (Itim)

19,499 Aufrufe • vor 20 Tagen

[ รัฐบาลหนีกระทู้สดในสภาเรื่องคดี ฮั้ว สว. ท่ามกลางข้อกังวล ว่า กกต. และ DSI จะฮั้วกันเป่าคดีโกง สว. เพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่? ] . วันนี้เป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลหนีสภา ในการตรวจสอบคดีโกง สว. . แม้ทางวิปฝ่ายค้าน ได้ประสานทางวิปรัฐบาลไปตั้งแต่ต้อนต้นสัปดาห์ว่าจะถามกระทู้สดกับ รมต. ยุติธรรม (ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกรัฐบาลมากกว่าที่ข้อบังคับกำหนดให้ทำด้วยซ้ำ) แต่เช้าวันนี้ ทันทีผมแจ้งหัวข้อกับรองประธานสภาตามขั้นตอน ว่ากระทู้สดของผมจะเป็นการถามเรื่องความคืบหน้าของ คดีพิเศษ 24/2568 (คดีโกง หรือ ฮั้ว สว.) อยู่ดีๆ รมต. ยุติธรรม ก็เกิดอาการไม่ว่างขึ้นมาทันที โดยอ้างว่าติดภารกิจ "การประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม" ซึ่งน่าจะชัดเจนว่า: . - 1. การประชุมดังกล่าว ไม่ได้เป็นการประชุมที่ตกลงกันล่วงหน้าแล้วว่า รมต. ต้องเข้าด้วยตนเองเท่านั้น มิเช่นนั้น ทางฝ่ายวิปรัฐบาลคงแจ้งกลับมาได้แล้วตั้งแต่ 1-2 วันก่อน ว่า รมต. ไม่สะดวก . - 2. การประชุมดังกล่าว ไม่เข้าข่าย “เหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ตามข้อบังคับ ที่รัฐมนตรีจะใช้เป็นเหตุผลในการไม่มาตอบกระทู้ได้ ในเมื่อรัฐมนตรีทุกคนทราบอยู่แล้วว่าทุกสัปดาห์ วาระกระทู้สดจะเป็นวันพฤหัสบดี . มันเลยสรุปเป็นอื่นไม่ได้ ว่า รมต. ยุติธรรม ตัดสินใจหลังจากเห็นหัวข้อกระทู้สด ว่าจะใช้การประชุมดังกล่าว เป็นข้ออ้างในการหนีกระทู้สดในสภา . ความจริงแล้ว นอกเหนือจาก รมต. ยุติธรรม (ในฐานะผู้กำกับดูแล DSI) ผมเชื่อว่า รมต. อีกหลายคน (ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา) ก็น่าจะตอบเรื่องนี้ได้ . แต่ในเมื่อ รมต. ไม่มาตอบ ผมเลยได้สรุปสาระสำคัญของคำถาม 3 ข้อที่ผมตั้งใจจะถามรัฐมนตรี . [ 1. รายละเอียดเกี่ยวกับคดีพิเศษ 24/2568 ของ DSI ที่เกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ] . ผมอยากให้รัฐมนตรีอธิบายว่าคดีนี้มีรายละเอียดอย่างไร? - เช่น ขบวนการโกง สว. เขาโกงกันอย่างไร? กระบวนการเป็นอย่างไร? เส้นเงินเป็นอย่างไร? ใครจ่ายใครกี่ครั้ง เท่าไหร่? - เช่น กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่มีอยู่ 7 กลุ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มอะไรบ้าง? พฤติกรรมต่างกันอย่างไร? - เช่น ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนประกอบด้วยใครบ้าง? มี สส. กี่คน มีรัฐมนตรีกี่คน? . ก่อนหน้านี้ ผมเคยกังวลว่ารัฐมนตรีจะตอบได้เพียงแค่ว่าคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการ จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นว่าในการตอบกระทู้สดเกี่ยวกับอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเช่นกัน (แถมในคดีนั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแม้แต่คนเดียว) รัฐมนตรีกลับสามารถขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ แถมเอ่ยชื่อผู้ถูกสงสัยที่เป็น สส. ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผมจึงคาดหวังว่ารัฐมนตรีจะตอบผมได้ชัดเจนให้ได้เท่ากับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว . [ 2. เหตุผลที่ DSI สรุปสำนวนและเสนอเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย เมื่อ ธ.ค. 2568 ] . เมื่อธันวาคม 2568 DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอเรื่องไปที่อัยการให้มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย ซึ่งสวนทางกับข้อมูลหลักฐาน ที่ระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้มีมากกว่า 8 คนเป็นจำนวนมาก . วันนี้ผมจึงได้รวมหลักฐานมาจากหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อนำมาถามรัฐมนตรีว่าหลักฐานเหล่านี้ (เช่น คลิปเสียง เส้นทางการเงิน หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน) อยู่ในสำนวนหรือไม่ - ถ้าไม่อยู่ เพราะอะไร? - ถ้าอยู่ ทำไมถึงยังเสนอให้อัยการสั่งฟ้องเพียงแค่ 8 คน? . [ 3. ก้าวต่อไปของ DSI ความสัมพันธ์กับคดีของ กกต. และข้อกังวลเรื่องกรฮั้วกันระหว่าง กกต. & DSI ] . ผมเข้าใจดีว่าตอนนี้กระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. มีอยู่สองเส้นทาง คือ (1) โดย กกต. และ (2) โดย DSI . ในฝั่ง กกต. ผมเข้าใจว่า กกต. จะมีมติออกมาในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ว่าจะส่งเรื่องไปต่อที่ศาลหรือไม่ แต่เราต้องยอมรับว่าสังคมบางส่วนยังตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจ กกต. ในการตรวจสอบคดีนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 ใน 7 กกต. มาจากการรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวน และ กกต. ยังมีพฤติกรรมในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ที่มีมติอันน่าทึ่งว่าไม่มีใครทำความผิดแม้แต่คนเดียว . เมื่อสังคมไม่ไว้วางใจ กกต. หลายคนจึงฝากความหวังไว้กับ DSI ในการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ค้นพบจาการชี้แจงในชั้น กมธ. คือหลังจากที่อัยการตีกลับสำนวน DSI เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เหมือนกับมีข้อตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการว่าทาง DSI และ อัยการจะรอมติของ กกต. ก่อน . จึงเป็นที่น่ากังวลว่า DSI กับอัยการกำลังรอให้ กกต. เป่าคดีฮั้ว สว. ก่อนหรือไม่ เพื่อจะนำการเป่าคดีในฝั่ง กกต. มาเป็นข้ออ้างในการเป่าคดีในฝั่ง DSI ด้วยเช่นเดียวกัน . เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนที่ฮั้วกันจะไม่ได้มีแค่ สว. แต่จะรวมถึง กกต. DSI หรือ อัยการ ที่ฮั้วกัน เพื่อค้ำจุนระบอบสีน้ำเงิน และทำให้น้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

Parit Wacharasindhu (Itim)

18,398 Aufrufe • vor 3 Monaten

[ กกต. ต้องเผยแพร่เอกสารแนะนำตัว สว. ทุกคน ให้ประชาชน เข้าถึงได้ ตามที่เคยสัญญาไว้ในสภาผู้แทนราษฏร เมื่อ 28 มี.ค. ] . เนื้อหาของระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ประกาศออกมาเมื่อวาน “น่าผิดหวัง” เป็นอย่างมาก . แม้ทุกคนทราบดีว่าการคัดเลือก สว. ครั้งนี้ยังห่างไกลจากการเลือกตั้ง แต่ระเบียบที่ “เปิดกว้าง” ต่อการมีส่วนร่วมของผู้สมัครและประชาชน จะช่วยทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรี-เป็นธรรมมากขึ้น และช่วยทำให้ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว.) เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ . ในทางกลับกัน ระเบียบที่ออกมากลับทำให้กระบวนการทั้งหมด “ปิดกั้น” และ “แคบลง” กว่าเดิม เช่น - ผู้สมัครแนะนำตัวได้ตามแค่เอกสารของ กกต. (ซึ่งมีพื้นที่แค่ 5 บรรทัด ในการพูดถึงประวัติ-ประสบการณ์) - ผู้สมัครห้าม post เอกสารแนะนำตัวของตนเองทางออนไลน์ (ยกเว้นส่งให้ผู้สมัครคนอื่นเป็นการเฉพาะ) - ประชาชนมีข้อจำกัดในการให้ข้อมูลหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้สมัครแต่ละคน (อาจต้องแจ้ง กกต. เป็น “ผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร”?) . หากระเบียบนี้แก้ไม่ทัน สิ่งที่ผมจำเป็นต้องเรียกร้องให้ กกต. ยืนยัน คือ กกต. จะเผยแพร่เอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ทุกคน ทุกกลุ่มอาชีพ ทุกอำเภอ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ของ กกต. ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ตามที่ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาไว้ในการประชุมกับ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา (ตามคลิป) . #สว67

Parit Wacharasindhu (Itim)

430,343 Aufrufe • vor 2 Jahren

[ คลิปใหม่ ยืนยันชัดเจน 100%: หนึ่งในผู้สมัคร สว. ที่ยื่นโพยให้ กกต. เก็บ คือ ประธานวุฒิสภา (มงคล สุระสัจจะ) ] . 1 เดือนที่แล้ว (15 มิ.ย.) ผมเคยตั้งข้อสังเกตจากหมายเลขและสรีระของผู้สมัครในคลิปการเลือก สว. ระดับประเทศ ว่าหนึ่งในผู้สมัครที่ยื่นโพยให้ กกต. (ในระหว่างที่ กกต. เดินเก็บโพยพร้อมตักเตือนผู้สมัครถึงพฤติกรรมที่เสี่ยงจะไม่สุจริต) น่าจะคือนายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา . หลังจากนั้น ประธานมงคล ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนถึง 2 ครั้ง (17 มิ.ย. / 7 ก.ค.) ว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ โดยบอกให้นักข่าวกลับมาถามผม . ความจริง ผมเห็นว่าการที่ประธานมงคลไม่ตอบคำถามตรงๆ ก็น่าจะเป็นการยืนยันไปแล้วแบบหนึ่ง . แต่วันนี้ ผมได้รับหลักฐานจากคลิปใหม่ ที่เห็นหน้าคุณมงคลชัดเจน และยืนยันว่าบุคคลในคลิปนั้นคือคุณมงคล สุระสัจจะ 100% แบบสิ้นข้อสงสัย (ดู 10 วินาทีสุดท้ายของคลิป) . . [ คำถามที่ไร้คำตอบ คือคำตอบแบบหนึ่ง? ] . ในการตรวจสอบคดีโกง สว. ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นการเผยแพร่ข้อมูลจากหลายภาคส่วน เช่น: - คลิป กกต. เดินเก็บโพย จากผู้สมัคร สว. ( - ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. รายจังหวัด ( - ข้อมูลจากพยานบุคคล 4 คน บนเวทีพรรคฝ่ายค้าน 2 สัปดาห์ก่อน ( - ข้อมูลที่รวบรวมโดย iLaw เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ( . ข้อมูลเหล่านี้ ประกอบไปด้วยหลายข้อกล่าวหาที่เจาะจงและพุ่งตรงไปถึง สว. นักการเมือง หรือ กกต. ที่ถูกเอ่ยชื่ออย่างชัดเจน . แต่แทนที่บุคคลสาธารณะดังกล่าว จะใช้วิธีการตอบคำถามหรือชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อสังคม หลายคนกลับเลือกใช้วิธีหนีการซักถาม โบ้ย เบี่ยงประเด็น ฟ้องผู้ตั้งคำถาม หรือปล่อยข่าวไม่เป็นทางการเพื่อข่มขู่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ . กรณีตัวอย่างของประธานมงคล ชี้ให้เห็นชัด ว่าการที่บุคคลที่ถูกตั้งคำถามเลือก “ไม่ตอบคำถาม” ก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง . และหากวันไหนที่หลักฐานต่างๆปรากฏเองต่อสาธารณะโดยไม่ต้องรอฟังคำตอบจากท่านอีกต่อไป วันนั้น ท่านจะตอบคำถามได้ยากขึ้นแน่นอน . . . ใครสนใจ มาร่วมงานเจาะลึกหลักฐานเพิ่มเติมในคดีโกง สว. (ภาค 2) ของพรรคฝ่ายค้านได้ในวันอาทิตย์นี้ - ลงทะเบียนร่วมงาน:

Parit Wacharasindhu (Itim)

261,222 Aufrufe • vor 2 Monaten

iLaw สรุปคดีโกง สว. ใครไม่ได้ตามเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น มาไล่เรียงจากคลิปนี้กันครับ เริ่มจากการเลือก สว. เป็นระบบเลือกกันเอง ใครหาคนแห่มาสมัคร สว.​ ได้เยอะกว่าก็ชนะ ไม่ใช่ระบบที่ให้ประชาชนเลือกเหมือน สส. ซึ่งการไปชวนคนแห่มาสมัคร สว. ถ้าสัญญาว่าจะให้เงินหรือประโยชน์อื่นๆก็จะผิดกฎหมาย iLaw ก็เลยหมกมุ่นเรื่องเส้นเงินและความสัมพันธ์ของผู้ช่วย สว. มาก เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะตัดสินว่าผิดกฎหมายหรือไม่ จุดสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุดของเรื่องนี้ คือ คนที่มีอำนาจฟ้องคดี สว. คือ กกต. ซึ่ง กกต. 4 ใน 7 คน เลือกมาโดย สว. นั่นเอง ก็เลยน่ากังวลว่า กกต. จะสั่งยังไง มาช่วยกันส่งเสียง ให้ กกต. #สั่งฟ้องสว กันครับ

กัปตันคนเนิร์ด

36,325 Aufrufe • vor 1 Monat