Video wird geladen...

Video konnte nicht geladen werden

Zur Startseite

พอเจอต้นฉบับคลิปแล้วดูฟินมากกกกกกกก

35,022 Aufrufe • vor 2 Monaten •via X (Twitter)

0 Kommentare

Keine Kommentare verfügbar

Kommentare vom Original-Post werden hier angezeigt

Ähnliche Videos

[ ครบจบในโพสต์เดียว: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? สรุป 5 พฤติกรรมของ กกต. ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ กกต. ในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีโกง สว. ] . แม้ กกต. เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ตรวจสอบคดีโกง สว. แต่หลายเหตุการณ์และการกระทำของ กกต. ที่ผ่านมา กลับทำให้สังคมบางส่วนไม่ไว้วางใจว่า กกต. จะเดินหน้าตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยผมได้สรุปไว้ทั้งหมด 5 ข้อ ในเวทีวิปฝ่ายค้านเช้าวันนี้ . 1. ออกระเบียบไม่รัดกุม? 2. ตรวจคุณสมบัติไม่รอบคอบ? 3. ปล่อยปละละเลยในวันเลือก สว.? 4. เตะถ่วงคดี-ตั้งคณะฟอกขาว? 5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอ? (ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นข้อกังวลหลักในตอนนี้) . . [ 1. ออกระเบียบไม่รัดกุม? ] . แม้กติกาในการเลือก สว. ในภาพรวม ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. การเลือก สว. แต่รายละเอียดในการดำเนินการหลายเรื่อง เป็นสิ่งที่ กกต. ออกแบบได้ ผ่านระเบียบ กกต. (เช่น ระเบียบเรื่องการเลือก / ระเบียบเรื่องการแนะนำตัวระหว่างผู้สมัคร / ระเบียบเรื่องการใช้จ่ายเงิน) . อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา เราจะเห็นได้ว่าระเบียบ กกต. บางข้อ มีช่องโหว่ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้น . ตัวอย่างหนึ่งคือระเบียบ กกต. ที่กำหนดให้ผู้สมัคร สว. ใช้หมายเลขประจำตัวหมายเลขเดียวกัน สำหรับทั้งการโหวตในรอบเช้า (ภายในกลุ่มอาชีพตนเอง) และการโหวตในรอบบ่าย (ไขว้กันระหว่างกลุ่มอาชีพ) . พอกติกาเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นว่า “โพยใบสั่ง” ที่ถูกใช้ในขบวนการโกง สว. จึงสามารถทำเป็นตารางหมายเลขผู้สมัครสำหรับ 20 กลุ่มได้ล่วงหน้า เพื่อกำหนดว่าหากผู้สมัครที่อยู่ในขบวนการ ถูกจับสลากให้ไปโหวตไขว้กับกลุ่มต่างๆกลุ่มใด เขาจะต้องกาให้กับผู้สมัคร 5 คนใดในกลุ่มนั้น . จริงอยู่ว่าแม้ กกต. ย้อนเวลากลับไปแก้ไขระเบียบเพื่อให้ผู้สมัครที่ผ่านการเลือกในรอบเช้า ต้องจับหรือถูกมอบหมายหมายเลขประจำตัวใหม่สำหรับรอบบ่าย ขบวนการโกง สว. ก็อาจจะยังสามารถเดินหน้าได้อยู่ดี (โดยโพยใบสั่งต่างๆ อาจจะต้องใช้วิธีการเขียนชื่อผู้สมัครแทนหมายเลข) แต่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าระเบียบ กกต. ปัจจุบัน เปิดช่องให้ขบวนการโกง สว. นั้น ดำเนินการได้อย่างสะดวกขึ้น . . [ 2. ตรวจคุณสมบัติไม่รอบคอบ? ] . การทำหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติผู้สมัคร สว. เป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ทั้งในกรณีที่ กกต. ยังคงมีความล่าช้าในการตรวจสอบ และในกรณีที่ กกต. มีการวินิจฉัยไปแล้วแต่กลับถูกมองว่าเป็นการวินิจฉัยที่หละหลวมหรือไม่ถูกต้อง เช่น: . - (1) ข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม (เช่น มีประสบการณ์ในด้านที่สมัครไม่ถึง 10 ปี / เป็น พ่อ แม่ คู่สมรส หรือ ลูก ของผู้สมัคร สว. คนอื่น (ซึ่งประเด็นนี้ตรวจสอบได้ไม่ยากจากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย)) - (2) ข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครใส่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (เช่น ข้อสังเกตกรณี สว. ปราณีต เกรัมย์ จาก จ.บุรีรัมย์ ( - (3) ข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครอาจสมัครผิดกลุ่ม (เช่น กรณี สว. สมพาน พละศักดิ์ & สว. แดง กองมา จาก จ.อำนาจเจริญ ( . แม้ในบางกรณี ผู้สมัคร สว. ที่ถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติหรือกำลังถูกตรวจสอบว่าขาดคุณสมบัติ จะไม่ได้ถูกรับเลือกเป็น สว. แต่อย่าลืมว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว เพราะหากผู้สมัครคนไหนถูกปล่อยให้สมัครเข้ามาได้แม้มาตรวจสอบภายหลังว่าขาดคุณสมบัติ คะแนนที่เขาได้ลงคะแนนไปในการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ ก็ได้มีส่วนไปแล้วในการกำหนดว่าใครได้ถูกรับเลือกให้เป็น สว. . . [ 3. ปล่อยปละละเลยในวันเลือก สว.? ] . ผมเชื่อว่าการปรากฏตัวของโพยใบสั่งในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เป็นสิ่งที่สังคมรับรู้มาสักพักแล้ว . แต่เมื่อนำเอาคลิปเหตุการณ์ในวันดังกล่าว มาประกอบกับคำให้การของพยานบุคคลบนเวทีวันนี้ เราจะค้นพบถึง 3 เหตุการณ์ในวันนั้น ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของ กกต. . 1. เจ้าหน้าที่ กกต. บางคน มีการแจ้งผู้สมัคร สว. บางคนล่วงหน้า ว่าในการเลือกรอบบ่าย ทาง กกต. จะริบเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ถูกใช้ในรอบเช้า (หรือเอกสาร สว.3 ที่มีการเขียนโพยไว้ข้างใน) โดยจะมีการแจะเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ฉบับใหม่ ที่จะมีเฉพาะผู้สมัคร สว. ที่ผ่านเข้ามาในรอบบ่าย [อ้างอิงคำพูดของพยานบุคคลบนเวที] - หากเป็นเรื่องจริง การกระทำเช่นนี้ของเจ้าหน้าที่ กกต. จะเปรียบเสมือนการ “บอกข้อสอบผู้สมัคร สว. ล่วงหน้า” เพื่อให้ผู้สมัครที่มีโพยไหวตัวทัน และหาวิธีการในการจดหมายเลขจากโพยที่อยู่ในเอกสาร สว.3 รอบเช้า เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตอนบ่าย ก่อนที่ กกต. จะริบหรือสั่งห้ามไม่ให้นำเอกสาร สว.3 รอบเช้า เข้าไปใช้ในการเลือกรอบบ่าย . 2. กกต. มีการประกาศทางการ (ประมาณช่วง 18.30 น.) ว่าไม่ให้ผู้สมัคร สว. นำเอกสารใดๆเข้ามาใช้ในการเลือกรอบบ่ายที่กำลังจะเริ่มขึ้น แต่พอ กกต. เดินตรวจหลังจากนั้นและค้นพบว่ามีผู้สมัคร สว. บางคนที่ยังคงมีเอกสารที่พกติดตัวเข้ามา (เช่น คลิปจาเหตุการณ์ช่วงประมาณ 19.00 น. ที่เราเห็น กกต. ฐิติเชฏฐ์ ตักเตือนและริบเอกสารจากผู้สมัคร สว. ( กกต. กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆต่อกับผู้สมัคร สว. ดังกล่าว นอกจากริบเอกสารมา . 3. กกต. ยังไม่ได้สื่อสารชัดเจน ว่าพอริบเอกสารและโพยต่างๆมาแล้วเป็นจำนวนมาก กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวต่อหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่มีการใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก ก่อนการประกาศผลการเลือก “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” (พ.ร.ป. การเลือก สว. มาตรา 59) . พอเป็นเช่นนี้ สังคมจึงอดสงสัยไม่ได้ ว่า กกต. (หากมองในแง่ร้ายน้อย) ปล่อยปละละเลย หรือ (หากมองในแง่ร้ายมาก) รู้เห็นเป็นใจ กับการทุจริตที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในวันเลือก สว. ระดับประเทศหรือไม่? . . [ 4. เตะถ่วงคดี-ตั้งคณะฟอกขาว? ] . หลังจากการเลือก สว. เสร็จสิ้นลง ตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาเกิน 2 ปีแล้ว โดยที่คดีหลักเรื่องขบวนการโกง สว. ยังไม่ถูกส่งไปที่ศาล . ประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยเยอะเป็นพิเศษ ว่าเป็นความพยายามในการเตะถ่วง และ/หรือ ฟอกขาว ขบวนการโกง สว. หรือไม่ คือบทบาทของ “คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36” ที่บอร์ด กกต. ตั้งขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองข้อสรุปของคณะไต่สวนชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ กกต. และ DSI) และกลับมีมติสวนทางอย่างสิ้นเชิง (คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่ามีผู้ที่มีมูลความผิด 229+ คน / คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36 เห็นว่ามีผู้ที่มีมูลความผิด 0 คน) . บทบาทของ “คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36” มีหลายประเด็นที่ถูกตั้งคำถามหรือข้อสงสัยได้: . - ที่มา: เหตุใด กกต. ต้องตั้ง คณะอนุฯวินิจฉัย ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นพิเศษ แทนที่จะมอบหมาย 1 ในคณะอนุฯวินิจฉัย 35 ชุด ที่มีอยู่แล้ว? เหตุใด กกต. ยังไม่ยอมส่งข้อมูลให้ กมธ. หลังผ่านไปแล้ว 40+ วัน ว่า กกต. เคยมีการตั้งคณะอนุฯวินิจฉัย ชุดพิเศษขึ้นมาแบบนี้แล้วกี่ครั้ง สำหรับคดีใด และเพราะสาเหตุอะไร? - องค์ประกอบ: กกต. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการตั้ง อนุกรรมการ 7 คน โดยมี 2 คน ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับข้อครหาการทุจริต และอีก 1 คนถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง? - กระบวนการ: ในขณะที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 มีการสอบพยานหลายร้อยคนและมีการจัดทำเอกสารประกอบรวมกันถึง 90,000 หน้า ก่อนจะมีข้อสรุปว่ามีผู้ที่มีมูลความผิด 229+ คน, ทางคณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36 มีรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการทำงานอย่างไรถึงได้มีข้อสรุปว่าไม่มีผู้ที่มีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว? (กมธ. ซักถามไปแล้ว แต่ กกต. ยังไม่ชี้แจง และ คณะอนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36 ปฏิเสธที่จะมาชี้แจงในที่ประชุม กมธ.) . เมื่อคดีโกง สว. ถูกลากยาวมาเกิน 2 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างคู่ขนาน คือการที่ สว. ชุดปัจจุบัน เดินหน้ารับรองบุคคลมาเป็น กกต. อย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ เสียงส่วนใหญ่ของ กกต. (4 จาก 7 คน) เข้าสู่ตำแหน่งได้จากการลงมติรับรองโดย สว. (ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่อยู่ในมือ กกต.) และก่อให้เกิดข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” . - แม้เราเคยเห็น สว. บางคน ตัดสินใจลาออกจากการเป็น กมธ. สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. เมื่อ เม.ย. 2568 เนื่องจากว่ากลุ่ม สว. ดังกล่าว ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบรัฐมนตรีทวี สอดส่อง จึงกังวลว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน, แต่ในการตั้ง กมธ. สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น กกต. ใน พ.ค. 2568 และ ก.ย. 2568 เรากลับเห็น สว. หลายคนจากลุ่มดังกล่าว ยังคงยืนยันทำหน้าที่ต่อ (ร่วมกับ สว. อีกหลายคนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน) - แม้ในการตั้ง กมธ. สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น กกต. ใน ธ.ค. 2568 จะไม่มีการตั้ง สว. ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา เข้ามาเป็น กมธ. ชุดดังกล่าว แต่อย่าลืมว่าไม่ว่า กมธ. สอบประวัติ จะประกอบไปด้วยใครบ้าง สว. ที่ต้องลงมติรับรอง กกต. ก็ยังคงเป็น สว. ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ดี - ดังนั้น ข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ก็ยังคงดำรงอยู่ . . [ 5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอ? (ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นข้อกังวลหลักตอนนี้) ] . สิ่งที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ คือการที่ กกต. อาจมียกคำร้องและไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล แม้จะมีหลักฐานเพียงพอ . คำถามที่หลายคนมักถามตามมาคือ “หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงจะสั่งฟ้องไปที่ศาลได้?” . ผมต้องย้ำว่าในเชิงกฎหมาย พ.ร.ป. การเลือก สว. มาตรา 62 เขียนไว้ชัด ว่า กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องไปที่ศาล หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต . ดังนั้น เกณฑ์ที่ กกต. และ ศาล ต้องใช้ ในการประเมินความชัดเจนและหนักแน่นของหลักฐาน จึงไม่เหมือนกัน - กกต. มีหน้าที่ประเมินว่า มีหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตหรือไม่? หากมี กกต. ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล - ศาล มีหน้าที่ประเมินว่า มีหลักฐาน “ที่พิสูจน์แล้วว่า” มีการทุจริตหรือไม่? หากมี ศาล จึงพิพากษาว่าผิด . นั่นหมายความว่า แม้ กกต. มีหลักฐานที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดๆว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น กกต. ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล: . ในคดีที่ผ่านมา (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) / คดี ลต. สว. 47/2568 (ชลบุรี)) เราเห็น กกต. มีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ที่มีการแลกคะแนนหรือจับคู่กันระหว่างผู้สมัคร (ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) . คำถามคือ: - ในเมื่อ กกต. เอง เคยมองว่าข้อความแลกคะแนนใน LINE ไม่กี่ข้อความ เป็นหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต… - …แล้วหลักฐานที่ถูกนำเสนอและที่อยู่ในมือ กกต. จำนวนมาก เกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหานี้ (เช่น โพยใบสั่งและบัตรเลือก สว. ที่สอดรับกัน / เส้นทางการเงิน / คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ / ข้อมูลการติดต่อกันทางโทรศัพท์ / หลักฐานการนัดหมาย / ข้อมูลจากพยานบุคคลหลายคนที่สอดรับกัน) ยังไม่เพียงพอต่อการทำให้ กกต. “เชื่อได้ว่า” มีการทุจริต จริงๆหรือ? . . ปฏิเสธไม่ได้ ว่าพฤติกรรมของ กกต. ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนไม่ไว้วางใจ กกต. ในการตรวจสอบคดีโกง สว. อย่างตรงไปตรงมา . แต่หากใน 1 เดือนข้างหน้านี้ กกต. มีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนหรือบางคน (แม้หลักฐานชัดเจน) ตามที่หลายคนกังวล ความไม่ไว้วางใจต่อ กกต. มีแต่จะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม และการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต. อาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

Parit Wacharasindhu (Itim)

17,154 Aufrufe • vor 3 Tagen