Loading video...

Video Failed to Load

Go Home

ยกตัวอย่างเช่น : เมะตึกอโศก

28,472 views • 3 months ago •via X (Twitter)

0 Comments

No comments available

Comments from the original post will appear here

Related Videos

อันนี้ดีอ่ะ ใครอยากให้บังทันวงแตก แยกวงก็อดทนหน่อยนะ😔 💜พูดถึงความเป็นทีมของบังทัน 🐥สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราอนุญาตให้ทะเลาะกันได้ครับ 🐥แต่การสื่อสาร คือ หัวใจสำคัญ หลังจากที่เราทะเลาะกันแล้ว พวกเราจะมารวมตัวกันแล้วคุยกันว่า "ทำไมเราถึงทะเลาะกัน" 🐥พวกเราทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กฝึกเลยครับ 🐥ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมกับจองกุกเกิดมีเรื่องทะเลาะกันขึ้นมา วันนั้นพวกเราทุกคน (มบ. ทั้งวง) จะมานั่งล้อมวงกัน แล้วเริ่มถามว่า ใครเป็นคนเริ่ม? ทำไมถึงทำแบบนั้น? และสาเหตุเกิดจากอะไร? 🐥พวกเราจะคุยกันแบบนี้ทุกเรื่องเลยครับ

🌦️☔EndorJIN💓💜❤️ARIRANG🌸

36,871 views • 6 months ago

3 สัญญาณที่บอกว่า “ไขมันลด” ถึงแม้น้ำหนักตัวเท่าเดิมมา Checklist กันค่ะ🫶🏻 1. เสื้อผ้าเริ่มหลวม (สัดส่วนลดลง) * กางเกงตัวเก่งที่เคยคับเริ่มใส่สบายขึ้น * ต้องขยับเข็มขัดเข้าอีกรู * เสื้อผ้าบริเวณหน้าท้องหรือต้นขาดูไม่ตึงเหมือนก่อน นั่นแปลว่า “ปริมาณไขมัน” ซึ่งมีขนาดใหญ่และกินพื้นที่ได้หายไป และถูกแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อที่กระชับกว่าค่ะ 2. รูปร่างดู “ลีน” และเห็นลายกล้ามเนื้อชัดขึ้น เมื่อไขมันใต้ผิวหนังลดลง จะทำให้เห็นรายละเอียดของร่างกายชัดเจนขึ้น * ความชัดของกล้ามเนื้อ อาจเริ่มเห็นร่อง 11 จางๆ หรือเห็นเส้นแบ่งของกล้ามเนื้อแขนและไหล่ชัดขึ้น * ความกระชับ เนื้อเหลวๆ หรือส่วนที่เคยย้วยจะเริ่มแน่นขึ้นเมื่อจับส่วนนั้น ทริค! ลองถ่ายรูปหน้ากระจกในมุมเดิมและแสงเดิมทุกสัปดาห์ จะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดกว่าการส่องกระจกทุกวัน 3. ความแข็งแรงและความทนทานเพิ่มขึ้น การที่ไขมันลดลงมักเกิดจากการออกกำลังกายและคุมอาหารที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น * ถ้าแข็งแรงขึ้น เราจะสามารถยกเวทได้หนักขึ้น หรือทำท่าออกกำลังกายที่เคยทำไม่ได้ * ถ้าเหนื่อยยากขึ้น เราสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น หรือออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยไม่หอบเท่าเดิม เพราะฉะนั้นให้เวลาตัวเองเยอะๆ และทำต่อไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์จะชัดเจนขึ้นแน่นอนค่ะ🙆🏻‍♀️🤍✨

ใบหม่อนจะเฮลตี้

103,475 views • 7 months ago

[Interview Video 1/3] จางหลิงเฮ่ออาจจะต้องระมัดระวังคำพูดทุกอย่างมากขึ้น แล้วก็ใส่ใจภาพลักษณ์มากขึ้นด้วย แต่ถ้าเป็นจางเจียเหว่ย ก็คงจะเป็นตัวเองมากกว่า และก็จะไม่มีใครเรียกผมว่าจางเจียเหว่ย ทุกคนเรียกผมว่าจางหลิงเฮ่อ ถ้าผมไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้ จริงๆแล้วมีโอกาสสูงมากที่ผมจะทำงานที่ใกล้เคียงกับสาขาวิชาที่เรียนมา ชีวิตอาจจะเป็นระเบียบกว่าตอนนี้ อาจจะเหมือนทุกคน คือเข้าออฟฟิศแปดหรือเก้าโมงเช้า กลับบ้านมาก็กินข้าวเย็น ทุกวันก็ไปทำงาน เลิกงาน ถึงวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้หยุดสองวัน Q : ลองนึกดูสิว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของจางเจียเหว่ยคืออะไร? ZLH : ปัญหาใหญ่ที่สุดของจางเจียเหว่ย อันนี้ก็คาดเดาไม่ได้จริงๆ อาจจะเป็นการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ หลายคนถามผมว่า ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน คุณจะยังเลือกอาชีพนี้ไหม? จนถึงตอนนี้ คำตอบของผมก็ยังเหมือนเดิม คือผมจะเลือกเหมือนเดิม เพราะสำหรับผม สำหรับจางเจียเหว่ยในตอนนั้น มันคือสิ่งใหม่อย่างหนึ่ง ผมคิดว่าถึงแม้จะไม่ได้ทำงานในวงการนี้ จางเจียเหว่ยก็คงยังอยากลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ดี เพราะนี่คือสิ่งที่ผมโหยหาเป็นอย่างมาก นั่นคือการที่ทุกวันมีความท้าทายใหม่ๆ ให้ความอยากรู้อยากเห็นของผมผลักดันให้เดินหน้าต่อไป ความเข้าใจของผมที่มีต่อจางเจียเหว่ย ก็คือเขาเป็นตัวผมเอง ไม่ใช่อีกด้านหนึ่งของจางหลิงเฮ่อ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คุณเป็นจางหลิงเฮ่อ คุณอาจจะมีบทบาทติดตัว มีหน้าที่ของบทบาทนั้นอยู่บนตัว จางหลิงเฮ่ออาจจะต้องระมัดระวังคำพูดทุกอย่างมากขึ้น แล้วก็ใส่ใจภาพลักษณ์มากขึ้น สิ่งที่แสดงออกต่อภายนอกก็หวังว่าตัวเองจะดูสดใสและเป็นพลังบวกมากขึ้น แต่ถ้าเป็นจางเจียเหว่ย ก็อาจจะเป็นตัวเองมากกว่า จางหลิงเฮ่อไม่ค่อยมีโอกาสทำหลายๆ อย่างที่จางเจียเหว่ยชอบทำ เพราะฉะนั้นจางเจียเหว่ยจึงเหมือนผมมากกว่า น่าจะเป็นตัวผมในเวลาส่วนตัว ส่วนจางหลิงเฮ่อจะปรากฏอยู่ในบทบาทต่างๆ มากกว่า เวลาที่อยู่ในกองถ่าย ก็จะมีเงาของตัวละครอื่นๆ ติดอยู่บนตัวผม Q : การเลือกว่าจะเป็นจางเจียเหว่ยต่อไป หรือจะกลายเป็นจางหลิงเฮ่อ ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจที่สำคัญแบบนี้ ทุกคนต่างก็ต้องพบเจอในชีวิต และผู้คนมักจะรู้สึกโชคดีเมื่อประสบความสำเร็จ และเสียใจภายหลังเมื่อผิดหวัง คุณเคยมีช่วงเวลาแบบนี้ไหม? ZLH : ผมไม่ใช่คนที่มีนิสัยแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาปกติที่ผมเจอความยากลำบาก ผมจะไม่คิดว่า ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้หรือ ไม่น่าเลือกอาชีพนี้เลย ผมจะคิดแค่ว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะแก้ไขมันอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการแก้ปัญหา ไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่การต้องมานั่งเสียใจกับการตัดสินใจในอดีต เพราะไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ ต่อให้คุณเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คุณก็ต้องเจอปัญหาอีกแบบหนึ่งอยู่ดี การแก้ปัญหาต่างหากที่สำคัญที่สุด Q : เวลาคุณแก้ปัญหาหรือจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง คุณมีวิธีหรือสูตรเฉพาะของตัวเองไหม? ZLH : ถามว่ามีสูตรสำเร็จไหม? จริง ๆ แล้วไม่มีสูตรอะไรเลย อย่างที่ผมเคยบอกว่า เวลาผมจัดการกับอารมณ์ตัวเอง ผมชอบอยู่คนเดียว ก็เพราะจริงๆ แล้วผมเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แม้ว่าผมจะเป็นคนที่เวลาเจอปัญหาจะคิดหาวิธีแก้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเจอปัญหาใหม่แล้วจะแก้ได้ทันที เวลาที่เจอปัญหาใหม่ๆ ผมเองก็มีช่วงที่อารมณ์ตกเหมือนกัน ที่บอกว่าขังตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว ก็เพื่อพยายามไม่ให้อารมณ์เข้ามาครอบงำตัวเอง หลังจากผ่านประสบการณ์แบบนี้มาหลายครั้ง คุณก็จะรู้ว่า อ้อ… ที่แท้อารมณ์แบบนี้สามารถผ่านไปได้ เช่น การเบี่ยงเบนความสนใจ หรือพยายามไม่จมอยู่กับอารมณ์ วิธีแบบนี้ก็ช่วยให้แก้ปัญหาได้ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ตอนนี้ผมไม่ค่อยขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่ออยู่คนเดียวแล้ว (แปลผิดพลาดตรงไหน ขออภัยด้วย🙏)

 PG *✲゚*。

19,437 views • 3 months ago

เช้าวันนี้ ผมได้ใช้สิทธิพาดพิง หลังจากที่ทางรองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง มีการกล่าวถึงผมในการประชุมเมื่อคืน . 1. ท่านรองประธานพาดพิงถึงผมโดยพยายามจะสื่อว่าผมมีเจตนาในการไป “จุดกระแส” หรือ “รื้อรั้วบ้าน” . ผมยืนยันว่าผมทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง โดยเราได้มีการศึกษาและตรวจสอบคำของบประมาณของทุกหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับประชาธิปไตย (เช่น กกต. ป.ป.ช. สภา) - เราไม่ได้เพ่งเล็งมาที่งบประมาณสภาเพียงอย่างเดียว แต่มันก็บ่งบอกอะไรหลายหลายอย่างที่สื่อมวลชนและสาธารณะตั้งคำถามกับการตั้งงบประมาณของสภาในปีนี้เป็นพิเศษ . 2. ท่านรองประธานย้ำอยู่หลายรอบว่า “งบประมาณยังไม่ผ่านสภา” และ “ยังไม่มีการใช้จ่าย” . ผมเห็นว่าคำพูดนี้ เป็นการพูดความจริงที่ยังไม่ครบถ้วน . เพราะแม้งบประมาณสำหรับหลายโครงการ (เช่น งบปรับปรุงศาลาแก้ว งบปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ งบก่อสร้างอาคารที่จอดรถ) ยังไม่ได้มีการใช้จ่ายจริง แต่งบประมาณส่วนหนึ่งที่ทางสภาได้เตรียมใช้จ่ายไว้แล้ว และมีการโอนงบประมาณจากโครงการอื่นใน งบ 67 มาไว้แล้ว ก็คืองบประมาณสำหรับโครงการออกแบบอาคารที่จอดรถ (มูลค่า 105 ล้านบาท) - โครงการนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วในการคัดเลือกบริษัท ถึงขึ้นมีการประกาศผู้ชนะในการคัดเลือกไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้ที่ยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาเพราะว่ามีบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องทักท้วงเข้ามา เนื่องจากว่ามีการเปิดเวลาในการรับข้อเสนอที่สั้นมาก . 3. ท่านรองประธานพูดว่า “งบประมาณนั้นยังไม่ผ่านสภา มันจะทุจริตได้ยังไง” . ผมต้องชี้แจงว่า “การทุจริตที่มีการเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้อง” ไม่ใช่ความเลวร้ายเดียวที่เราต้องตรวจสอบ เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ . แต่ผมเห็นว่า “การตั้งโครงการที่ไม่จำเป็น” ก็เป็นความเลวร้ายอีกรูปแบบหนึ่งของการจัดทำงบประมาณ เพราะเป็นการนำเอาภาษีของพี่น้องประชาชนมาใช้กับประเด็นที่ไม่ได้เร่งด่วนและไม่ได้เป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน . ยกตัวอย่างเช่น โครงการการตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภา (มูลค่า 133 ล้านบาท) ที่มีการทำคำของบประมาณเข้ามา - ถึงแม้โครงการดังกล่าว จะมีกระบวนการในการคัดเลือกที่โปร่งใสขนาดไหน หรือมีบริษัทที่เข้ามาทำที่ให้ราคาดีแค่ไหน แต่ในมุมมองของผม เราไม่ควรใช้เงินสักบาทจากภาษีพี่น้องประชาชนไปกับการตกแต่งฉากหลังซึ่งไม่ได้ทำให้การประชุมสภาของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น . 4. ท่านรองประธานทิ้งท้ายโดยการแนะนำผมว่า “ถ้าท่าน(พริษฐ์)เก่งจริง ท่านไปตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงต่างๆ” . ผมต้องยืนยันว่าผมทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่แล้ว - ผมทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณของพี่น้องประชาชนทุกบาททุกสตางค์ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงไหน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยรับงบประมาณใด และไม่ว่าหัวหน้าส่วนราชการจะเป็นใคร . แต่ผมต้องย้ำว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจะมีความชอบธรรมอะไร ในการไปตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงอื่นของหน่วยงานอื่น ถ้าหน่วยงานต้นสังกัดผม ยังถูกมองว่ามีการตั้งงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล . 5. ท่านรองประธานบอกว่าสิ่งที่ผมได้ทำหน้าที่ของผมไป อาจจะทำให้สภา “เสียหาย” . ผมยืนยันว่าการตั้งคำถามของผมในฐานะตัวแทนประชาชน ไม่ได้ทำให้สภาเสียหาย แต่ถ้าผู้บริหารสภาไม่สามารถตอบคำถามที่ประชาชนสงสัยได้อย่างดีเพียงพอ จนทำให้ประชาชนหมดข้อสงสัยว่างบประมาณของสภานั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ตรงนั้นต่างหากที่อาจจะทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เสียหาย

Parit Wacharasindhu (Itim)

54,138 views • 1 year ago

[ ผลักดันร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ - สะสางระบบใบอนุญาตให้ “โกงไม่คุ้ม โกงไม่ได้ โกงไม่รอด ] . วันนี้ ผมได้อภิปรายสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน (ซึ่งมีฉบับของพรรคประชาชนและของ ครม.) เพราะผมเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน . ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาอันดับต้นๆของประเทศที่อยู่กับสังคมไทยอย่างเรื้อรังมายาวนาน . ถ้านับเฉพาะ 8 ปีที่ผ่านมาที่เราอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่บางคนภาคภูมิใจว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” คะแนนเรื่องความโปร่งใสเรา ใน “ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน” (corruption perceptions index) ลดลงจาก 38 คะแนนเมื่อปี 2014 ไถลลงมาเหลือ 35 คะแนนเมื่อปี 2023 - รั้งอยู่อันดับที่ 108 จาก 178 ประเทศที่มีการวัดผล . ผมไม่คิดว่าสาเหตุที่ประเทศไทยมีปัญหาการทุจริตมากกว่าประเทศอื่น เป็นเพราะเราคนไทยเกิดมาแล้วมีนิสัย “ขี้โกง” กว่าคนประเทศอื่น . และผมก็ไม่คิดว่าประเทศที่มีปัญหาการทุจริตน้อยที่สุดในโลกมีแต่คนบริสุทธิ์ผุดผ่องที่ไม่มีแนวโน้มจะกระทำการทุจริตเลย . ผมจึงเห็นว่า การหาทางออกเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศเรา - ไม่ควรเน้นไปที่การหวังลมๆแล้งๆ ว่าทุกคนจะกลายเป็น “คนดี” เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีความเสี่ยงที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหากมีโอกาส - แต่ควรเน้นไปที่การสร้าง “ระบบที่ดี” ที่ป้องกันไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้นและที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมหรือเอื้อให้เกิดการทุจริต . ระบบหนึ่งในประเทศเราที่เอื้อต่อการทุจริต (โดยเฉพาะการรับและการจ่ายสินบน)คือ “ระบบใบอนุญาต” ที่มาก ช้า และซับซ้อนเกินจำเป็น - ยกตัวอย่างเช่น การเปิดร้านอาหารที่ต้องขอใบอนุญาต 12 ใบ จาก 10 หน่วยงาน . ดังนั้น การที่ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พยายามจะเข้าไปสะสางปัญหาเรื่องระบบใบอนุญาต ณ ปัจจุบัน จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาการทุจริต โดยการทำให้การ “โกง” ที่เกี่ยวกับใบอนุญาต เป็นการโกงที่ “โกงไม่คุ้ม” “โกงไม่ได้” “โกงไม่รอด” . [ 1. #โกงไม่คุ้ม ] . พอกระบวนการขอใบอนุญาตต่างๆมีความล่าช้าและซับซ้อน ประชาชนและธุรกิจจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจจ่ายสินบนเพื่อให้ได้ใบอนุญาตเร็วขึ้นหรือชัวร์ขึ้นเพราะเห็นว่าต้นทุนหรือค่าเสียหายจากความล่าช้าหรือความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจจะมากกว่าต้นทุนหรือมูลค่าของสินบนที่ต้องจ่าย . ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ ฉบับนี้ พยายามจะทำให้การจ่ายสินบนเพื่อแลกกับใบอนุญาต กลายเป็นการ “โกงที่ไม่คุ้ม” โดยการทำให้การขอใบอนุญาตตามกระบวนการขั้นตอนปกติ มีความรวดเร็ว แน่นอน สะดวกมากขึ้น ผ่านการ: . - กำหนดให้จัดทำคู่มือเพื่อระบุ “กรอบระยะเวลา” ที่ชัดเจน สำหรับกระบวนการพิจารณาใบอนุญาตทุกฉบับ โดยต้องมีการทบทวนกรอบเวลาดังกล่าวให้เหมาะสมอย่างน้อยทุก 2 ปี . - วางกลไกเรื่อง auto-approve หรือ การ “อนุมัติอัตโนมัติ” ที่กำหนดว่า หากประชาชนยื่นเอกสารครบถ้วน แต่หน่วยงานรัฐพิจารณาเสร็จไม่ทัน “กรอบเวลา” ที่กำหนดไว้ในคู่มือโดยไม่แจ้งเหตุผลกลับมา ให้ถือว่าได้ผู้ขอรับใบอนุญาตทันที . [ 2. #โกงไม่ได้ ] . ในทุกๆการทุจริตนั้น “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” . ในบางครั้ง การทุจริตอาจจะไม่ได้ริเริ่มมาจากประชาชนที่ต้องการจะจ่ายสินบนเพื่อแลกมากับใบอนุญาตที่เร็วขึ้นเสมอไป แต่อาจมีต้นตอมาจากเจ้าหน้าที่บางคนที่ตั้งใจทำให้กระบวนการทั้งหมดมันล่าช้าเพื่อหวังเรียกสินบนหรือผลประโยน์จากคนที่พร้อมจ่ายสืนบนเพื่อแลกกับความเร็ว . ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ นี้ พยายามจะทำให้การจ่ายสินบนเพื่อแลกกับใบอนุญาตกลายเป็นการโกงที่ “ทำไม่ได้” หรือ “ทำได้ยากขึ้น” โดยการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ช่องว่างดังกล่าวเพื่อเรียกผลประโยชน์เข้าตน ผ่านการ: . - วางกลไกที่จะทำให้กระบวนการขอใบอนุญาตมีแนวโน้มที่จะทำผ่านรูปแบบและช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ขอใบอนุญาต และน่าจะลดความเสี่ยงที่จะมีการเรียกผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ได้ในระดับหนึ่ง . - เปิดไว้ว่าหากใบอนุญาตฉบับใดมีหน่วยงานที่เป็นผู้อนุญาตมากกว่า 1 ราย ผู้อนุญาตสามารถพิจารณาคำขอแทนกันได้ ซึ่งหมายความว่าหากผู้อนุญาตคนไหนมีพฤติกรรมที่เป็นการเรียกสินบนหรือผลประโยชน์ ประชาชนผู้ขอใบอนุญาตก็สามารถไปใช้บริการกับผู้อนุญาตส่วนอื่นแทนได้ . [ 3. #โกงไม่รอด ] . อีกวิธีหนึ่งที่จะป้องกันให้คนที่คิดจะโกง ไม่กล้าโกง คือการทำให้ทุกการกระทำ เกิดขึ้นในที่แจ้ง มีความโปร่งใส และถูกตรวจสอบได้ . หากพูดถึงบริบทของการจ่ายสินบนเพื่อแลกกับใบอนุญาต วิธีการหนึ่งที่จะสร้างความโปร่งใส และป้องกันการกระทำดังกล่าวคือการมีระบบที่สังคมตรวจสอบได้ง่าย ว่ามีใครแซงคิวใครหรือไม่? มีใครได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษจากเจ้าหน้าที่หรือไม่? . ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ นี้ จะทำให้การจ่ายสินบนเพื่อแลกกับใบอนุญาตกลายเป็นการโกงที่คน “กล้าโกง” น้อยลงโดยการปรับปรุงการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการขอใบอนุญาตทั้งระบบ ผ่านการ: . - เสนอให้ตั้งศูนย์รับคำขอกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการรับคำขอต่างๆจากประชาชน รวมถึงรวบรวมข้อมูลของปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นซึ่งน่าจะส่งผลให้กระบวนการทั้งหมดมีการบูรณาการและมีความโปร่งใสมากขึ้นในการติดตามความคืบหน้าของคำขอต่างๆและความผิดปกติที่พบเจอ . . ผมขอสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ ที่เรากำลังพิจารณาในวันนี้ เพื่อให้เกิดการสะสางระบบใบอนุญาตในประเทศไทย… . …ที่ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนและผู้ประกอบการโดยทั่วไป . …แต่ยังจะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านการสร้างระบบที่ “โกงไม่คุ้ม” “โกงไม่ได้” และ “โกงไม่รอด”

Parit Wacharasindhu (Itim)

13,628 views • 1 year ago

"...พูดตรงๆ นะ ผู้ประกอบการไม่มีใครพูดแบบนี้หรอก เพราะผู้ประกอบการเขารู้ว่าประเทศเรามันขาดแรงงานต่างด้าวไม่ได้ คุณไปดูร้านก๋วยเตี๋ยวสุขุมวิทเนี่ย ร้านดังๆ เห้ย คนพม่าหมดร้านเลยนะ.. สมมตินะ อยู่มาวันนึงรัฐบาลมีนโยบายใหม่ กูจะเอาแรงงานต่างชาติต่างด้าวออกไปให้หมด ไทยแลนด์เฟิร์ส บอกให้นะ ศก.ไทยเป็นอัมพาตทันที . มหาชัยน่ะ คุณขาดแรงงานพม่าในโรงงานปลากระป๋องได้มั้ย แรงงานที่มาสร้างตึกแถวๆ คอนโดเราก็แรงงานพม่าหมดเลย ขายไก่ทอดยังเป็นพม่าเลย คือ เวลาคุณพูดเนี่ยเราอยากจะร้องขอไปทางสังคมนะ คุณชาตินิยม คุณรักชาติมันเรื่องของคุณเลย ทุกคนมีสิทธิจะรักชาติ แต่ท้ายที่สุดเราต้องมีความรักชาติแบบพอดี โดยที่เราเห็นสถานการณ์ ใช้ความเป็นจริงในการรักชาติน่ะ เช่น อย่างที่เราบอก มหาชัยทั้งอำเภอถ้าไม่มีแรงงานพม่า จบ โรงงานปลากระป๋องไม่มีแรงงานพม่า นั่นเท่ากับว่าแรงงาน 98% หายหมดทั้งของโรงงานปลากระป๋อง . (โบ๊ท : แล้วทำไมคนไทยไม่ไปทำล่ะอาจารย์) เราทำมั้ยล่ะ เราทำมั้ย เราถามตัวเอง (โบ๊ท : แรงงานที่อาจารย์พูดถึงถูก กม.หรือไม่ถูก กม.) ถูก (โบ๊ท : แต่ค่าแรงก็ยังจะถูกกว่าคนไทยอยู่ดี) ใช่ แล้วก็ทำ คุณทำมั้ยล่ะ ควักไส้ปลา คุณทำมั้ยล่ะล้างปลา คุณทำมั้ยล่ะขอดเกล็ดปลา คุณทำมั้ยล่ะงานสกปรกๆ แบบงานก่อสร้างน่ะ สมัยก่อนนะ เรายังเคยเห็นกระแสของแรงงานภาคอีสานมาเป็นแรงงานก่อสร้างในประเทศไทย ใช่มั้ย แต่นั่นมัน 40-50 ปีที่แล้วในยุคที่อีสานยากจนไง แต่ตอนเนียะ ดูขอนแก่นดิ ร้านกาแฟ specialty เยอะมาก คือโอเคว่าไม่ได้เป็นภาพแทนว่าขอนแก่นรวยขึ้นหรืออะไร แต่เราต้องยอมรับว่าสังคมไทย คนไทยแม้แต่ภาคอีสานเองลำบากน้อยลง แต่ว่าคนจากฝั่งพม่าเวลามันเกิดสงครามกลางเมืองเขาไม่รู้จะไปที่ไหน แม้แต่ชนชั้นกลาง final destination เป็น no.1 destination สำหรับเขาก็คือ กทม. มันใกล้ และเป็นเมืองที่เขารู้สึกว่า at home สำหรับเขา . เพื่อนเราเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้เขามี joke ในหมู่คนย่างกุ้ง เอ้า คุณเป็นคุณย่างกุ้งหรอ อยู่ กทม.ดิ...มันหมายความว่าคนย่างกุ้งจำนวนมากอ่ะมาหาซื้อคอนโดที่นี่ มาส่งลูกเรียนอินเตอร์ที่นี่ มาส่งลูกเรียนมหา'ลัยที่นี่ อย่างทุกวันเราเจอคนที่หลากหลาย เราก็ได้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ปจบ.คนที่มีคอนเนคชันเยอะๆ เขาก็ส่งลูกมาเรียน ป.โท ป.เอก ที่มหา'ลัยชั้นนำในประเทศไทยทั้งนั้นนะ คือประเทศเราอ่ะ เราต้องยอมรับอย่างนึงนะว่า เรารับคนพม่าเข้ามาอยู่อาศัยเนี่ย ทั้งในระดับแรงงาน ทั้งในระดับชนชั้นกลาง ทั้งในระดับชนชั้นสูง มหาศาล . ฝ่ายพวกอสังหาฯ ในปัจจุบันเขาแฮปปี้กับปริมาณคนจากพม่าที่มาซื้อคอนโด แล้วเขาไม่ได้ซื้อห้องแบบ 25ตร.ม.เหมือนเรานะ เขาซื้อระดับห้อง 2bedrooms มันมีสถิติจาก บ.อสังหาฯ ออกมาเลยนะ ว่าคนอินเดียคนพม่าจะซื้อแบบเฉลี่ย ตร.ม.สูงกว่าคนไทย แล้วปกติ 2bedrooms ขายยาก ราคามันสูง คนพม่าซื้อหมด..." . "...เราไม่ได้พูดอะไรที่กระทบความมั่นคงของไทยนะ เราอยู่กับหน่วยงานความมั่นคงเยอะมากๆ เลยนะ เชื่อมั้ยหน่วยงานความมั่นคงเองเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิด เพราะเขาก็รู้สึกว่ามันคือ gray zone, black zone, dark zone ที่อยู่ใต้พรมมานานน่ะ เขาก็อยากจะแก้ไขปัญหา มันแก้ยากมาก (เพราะมันไปชนตอ) ใช่ คนที่แก้ได้คนเดียวคือนายกฯ นะ เพราะมีนายกฯ มีสิทธิที่จะสั่งการ 1 2 3 4 คุณต้องทำนี้ๆ เราบอกเลยว่าทำได้ แต่ รบ.เห็นความสำคัญรึเปล่า..." . "...ต้อง registered แรงงานให้หมด ต้องระดมสรรพกำลัง (นี่คือการแก้ปัญหาสำหรับคนไทยด้วย?) ใช่ คุณจะจำกัดโซน คุณจะจำกัดโควต้า คุณจะให้อาชีพสงวนหรืออะไร คุณพูดมาให้ชัดๆ แล้วคุณก็ต้องทำตามนั้นไม่มีเงื่อนไขนะ แล้วมาฟงมาเฟียในพม่าที่เป็นเจ้าของแผงหรืออะไรน่ะ คุณปราบปรามจริงรึเปล่า? การค้าข้ามแดนอย่างเงียะที่มันเป็นของผิด กม. เป็น black market คุณปราบปรามจริงมั้ย? หรือคุณจะป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตคอรัปชั่น ป้องกันไม่ให้มียี่ปั้วซาปั้วนายหน้าอะไรต่างๆ เนี่ย เป็นไปได้มั้ยล่ะ คุณลงทะเบียนแรงงานพม่าเนี่ยคุณผนึกกำลังกันเลย มท. พม. กระทรวงที่เกี่ยวข้องความมั่นคง มีคนที่ facilitated คือคนในพื้นที่ทั้งปลัดอำเภอ ทั้งอะไรที่อยู่ตามแนวชายแดน ผู้ว่าฯ กองกำลังในพื้นที่ ร่วมมือเลย ลงทะเบียนให้หมด แล้วต้องทำให้ฟรีด้วย คุณเอางบมาสิ แล้วลงทะเบียนให้หมด คุณจะยังไงก็ได้ แต่ว่าคุณต้องลงทะเบียน . แต่! ถึงแม้คุณจะบอกว่าลงทะเบียนปุ๊บนะ คือคนพม่าที่เข้ามาประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะแรงงาน เข้าใจมั้ย มันมีแบบพวกขบวนการฝ่ายต่อต้าน รบ.รปห.พวกเนียะ ซึ่งเขาก็ไม่ได้มีงานทำหรือไม่ได้มีอะไรแบบนี้ (ซึ่งถ้าเขาลงทะเบียน เขากลัวถูกส่งกลับประเทศ?) ใช่ (ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยด้วย?) เยอะมาก มันมี 2-3 กลุ่มนะ กลุ่มซีดีเอมเมอร์ ก็คือคนที่เข้าร่วมขบวนการอหิงสา เป็น ขรก. เป็นคนแบบเก่งๆ เลยนะ เป็นหมอ พยาบาล ครู วิศวะ นายแบงก์ อะไรอย่างเงียะ ที่ทำงานให้ รบ.มาก่อน พอเกิน รปห.เขาก็ประท้วงด้วยการไม่ไปทำงาน แล้วแน่นอน รบ.ไล่เขาออก แล้วก็มีมาตรการลงโทษ คนพวกนี้เขาก็อพยพออกนอกประเทศ มีมันจำนวนมากแล้วแหละที่อพยพไปประเทศที่ 3 อเมริกา ออสฯ อะไรเงียะ แต่มันก็มีจำนวนมากที่อยู่ในประเทศไทย คุณเชื่อมั้ยว่าคนจำนวนเนียะ ไม่สามารถทำงานในประเทศไทยได้ เป็นครู เป็นหมอ จบนอก แบบเนียะ เป็น ขรก.มีความสามารถ แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถแม้แต่จะทำงานให้กับคนพม่าที่อยู่ในไทยได้แบบถูก กม. เพราะเราไม่มี กม.รองรับอะไรคนเหล่านี้ไง . ถ้าวันหนึ่ง รบ.ไทยมีความกล้าหาญว่า โอเค เราจะ registered คนพวกนี้นะ รบ.พม่าก็ประท้วงละ หมายความว่าคุณยอมรับคนเหล่านี้ถูกต้องตาม กม.ประเทศคุณหรอ ...ถ้าเราพูดในมุมมองเรานะ เราก็จะบอกพม่าไปว่า ก็เออดิ ก็ทำไม ก็เขามาอยู่ประเทศเรา เราจะจัดระบบ เราอยากจะรู้ว่า who is who อ่ะ แต่ที่ผ่านมา รบ.ไม่เคยมีความอยากจะแก้ปัญหาพวกนี้ . ถ้าคุณ registered ได้นะคุณอะลุ่มอะล่วยได้ว่าคนพม่าเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมาทำงานให้คนไทย ถ้ากลัวว่าหมอพม่าไม่เก่งหรืออะไร ไม่เป็นไร เอาแค่ไปรักษาคนพม่าด้วยกันเองเนี่ย (มันก็แบ่งเบาได้แล้ว) จำกัดโซนหรืออะไร เอา ngo จาก ตปท. เอาเงินมาลงสิ หรืออะไร ไม่ต้องมายุ่งกับเงิน รบ.ภาษีอะไรกับเราเลย (ซึ่งมีองค์กรจากต่างชาติพร้อมเขามาช่วยเหลือเราอยู่แล้ว?) มี! แล้วเขาก็มีองค์กรสาธารณกุศลของตัวเองที่ทำงานเพื่อที่จะ empowered คนพม่าด้วยกันน่ะ คือคนพลัดถิ่นน่ะ คนที่หนีจากบ้านมา บางทีเมียก็ไปอยู่อเมริกาแล้ว พ่อแม่ลูกไปอยู่ออสฯแล้ว ตัวเองยังอยู่ประเทศไทยเงียะ ด้วยภาระผูกพันของตัวเองอย่างเงียะ (เขาก็อยากจะช่วยคนของเขา) เขามีความรู้สึกว่าเขาอยากจะทำอะไรให้ประเทศไทยนะ แต่ กม.เรามันไม่อะลุ้มอะล่วยให้เกิดจุดนั้น.." . "...เราไม่ได้หมายความว่าจะเอาคนพม่ามาทำงานให้คนไทยหรือมาแย่งงานคนไทย เข้าใจมั้ย แต่มันมีคนที่อยู่นอกระบบเนี่ย ซีดีเอมเมอร์ส่วนหนึ่ง คนทางการเมืองแท้ๆ ที่เป็นคนของ รบ.คู่ขนานเองที่อยู่ในประเทศเราในระดับเป็นร้อยคน เรากล้าการันตีเลย แต่เขาไม่ได้มีบทบาทอะไร เขาอยู่แบบถือวีซ่าบางคนก็วีซ่าท่องเที่ยว บางคนก็เพอร์มาเนนท์วีซ่า บางคนก็มาลงเรียนภาษา อะไรแบบเนียะ คือมีหลายวิธีที่ struggle แล้วก็มาอยู่ในเมืองไทยน่ะ รร.สอนภาษาในเชียงใหม่ตอนนี้เปิดกันมากเลย เพราะคนพม่ามาเรียน เพื่อขอวีซ่า..." . ผายมือเรียกไอโอมาฟัง "พรรคพม่า 101" กับ ลลิตา หาญวงษ์ Lalita Hanwong #สภาภาษาคน #EP43 21ก.ย.67 :

R_artisty

201,034 views • 2 years ago