Video yükleniyor...

Video Yüklenemedi

Ana Sayfaya Dön

รัฐบาลไม่ควร “หนีสภาพลัส” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ พ.ร.ก. เงินกู้ . ผมมีความกังวลว่าแนวทางของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท กำลังเต็มไปด้วยความ “ไม่ตรงไปตรงมา” ที่ส่อให้เห็นถึงเจตนาในการหนีการตรวจสอบของสภา . หนีที่ 1 = เกิดขึ้นแล้ว . การที่รัฐบาลจงใจออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ “มัดรวม” เงิน 2 ก้อน (ก้อน 1 = ช่วยเหลือ-เยียวยา 200,000 ล้านบาท | ก้อน 2 = โครงการพลังงาน 200,000 ล้านบาท) เข้ามาอยู่ใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน เพื่อบีบให้ สส. ต้องพิจารณาเงินกู้ทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน...

15,488 görüntüleme • 4 ay önce •via X (Twitter)

0 Yorum

Yorum bulunmuyor

Orijinal gönderinin yorumları burada görünecek

Benzer Videolar

[ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท : วิกฤตประชาชน แต่โอกาสของใคร? ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมอภิปรายเหตุผลว่าทำไมพรรคประชาชนเราไม่เห็นด้วย กับ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านที่ทางรัฐบาลได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร . รองนายกฯ เอกนิติ พูดไว้ตอนเช้า ว่ารัฐบาลต้องการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้เพื่อ “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” . แม้ฟังดูดี แต่คำถามสำคัญที่ผมมีคือ รัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนวิกฤตประชาชน เป็นโอกาสด้านไหนของใคร? . อย่างที่ทราบกันดี พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท มีการแบ่งออกเป็น 2 ก้อน - ก้อน 1 (200,000 ล้านบาท) = การเยียวยา-ช่วยเหลือประชาชน - ก้อน 2 (200,000 ล้านบาท) = การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน . ปัญหาหลักที่ผมได้วิจารณ์รัฐบาลมาโดยตลอด คือการที่รัฐบาลมัดรวม ก้อน 2 ไปอยู่ใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกันกับ ก้อน 1 ทั้งๆที่ยังไม่มีแผนงาน-รายละเอียดโครงการ-ตัวชี้วัดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งทำให้สภาถูกมัดมือชก ว่าหากจะลงมติว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติ จะต้องลงมติสำหรับทั้งสองก้อนไปในทางเดียวกันและในคราวเดียวกัน . การที่ความไม่ชัดเจนดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ ทั้งๆที่ ครม. มีมติอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ตั้งแต่ 113 วันที่แล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าข้ออ้างเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใช้ในการตรา พ.ร.ก. เงินกู้ ฟังไม่ขึ้น . ผมเลยมี 2 ทฤษฎี ว่าทำไมรัฐบาลถึงเสนอวงเงินเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเข้ามาใน พ.ร.ก. เงินกู้ ฉบับนี้ (แทนกระบวนการงบประมาณปกติ) . 1. รัฐบาลกำลังพลิกวิกฤตประชาชน มาเป็นโอกาสในการทำมาหากินหรือโอกาสทางปากท้องของรัฐบาล . - ความโปร่งใสในการกลั่นกรองโครงการ เป็นข้อกังวลหลักของ สส. หลายคน ยิ่งในเมื่อกระบวนการตรวจสอบมีความเข้มงวดน้อยกว่าในกรณีที่เป็นการใช้งบประมาณตามปกติ และเนื่องจากคณะกรรมการกลั่นกรอง (มาตรา 7) มีลักษณะของการที่รัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งคนมาตรวจสอบตนเอง . 2. รัฐบาลกำลังพลิกวิกฤตประชาชน มาเป็นโอกาสในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้กับรัฐบาล . - ในเมื่อมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะไม่สามารถอนุมัติโครงการพลังงานได้ครบตามวงเงินภายในกรอบเวลาของ พ.ร.ก. ที่ต้องลงนามในสัญญาเงินกู้ภายใน 30 ก.ย. 2570 หลายคนเลยมีความกังวลใจว่าจะมีการโอนวงเงินที่กันไว้สำหรับการกู้มาใช้ในโครงการพลังงานในก้อน 2 มาเป็นวงเงินที่ใช้สำหรับการกู้มาแจกเพิ่มเติมจากก้อน 1 (มาตรา 6) . ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ผมกังวลว่ารัฐบาลกำลังจะใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อพลิกวิกฤตปากท้องของประชาชน มาเป็นโอกาสด้านปากท้องและโอกาสทางการเมืองของรัฐบาล - โดยสรุป ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ไม่เปิดให้ถูกตรวจสอบได้เต็มที่โดยตัวแทนประชาชน และไม่เกรงใจภาระทางการคลังที่จะไปตกกับประชาชนทั้งรุ่นนี้และรุ่นถัดๆไป

Parit Wacharasindhu (Itim)

16,798 görüntüleme • 1 ay önce

จากเงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท พบว่า รัฐบาลมีแผนที่สองยัดไส้มาอีก คือแผนการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท . ถ้ารัฐบาลอยากจะกู้เงินอีก 2 แสนล้านบาท รัฐบาลก็ควรจะแยกก้อน โดยก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อเยียวยา อีกก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน แบบมีรายละเอียดโครงการชัดเจน ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 จึงต้องถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดใส้โครงการไม่เร่งด่วนเข้ามาใน พ.ร.ก. กู้ด่วน จนทำให้ต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ด้วย . ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.เงินกู้ฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน . ศิริกัญญา ตันสกุล Sirikanya Tansakun รองหัวหน้าพรรคประชาชน 7 พฤษภาคม 2569

พรรคประชาชน - People's Party

12,860 görüntüleme • 4 ay önce

#FactCheck #Misleading จากกรณีที่ Sirikanya Tansakun สส.พรรคก้าวไกล(ในเวลานั้น) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 โดยมีการตัดคำพูดสั้นๆ ไปใช้สำหรับกราฟฟิกว่า "ไม่มีใครได้เงินหมื่น" ข้อเท็จจริงคือ เป็นการแถลงทันทีภายหลังการแถลงของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง(ในเวลานั้น) ว่าแหล่งที่มาของเงินจะมาจากการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยรายละเอียดคือ " 'ท้ายที่สุดอาจไม่มีใครได้เงินจากโครงการนี้เลย' เพราะนายกฯ เลือกเส้นทางที่ยากที่สุด คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ 5 แสนล้าน เพื่อระดมทุนมาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เพราะเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงิน การคลัง มาตรา 53 ที่มีการระบุว่า หากใช้เงินที่ไม่ได้เป็นไปตามงบประมาณปกติ จะทำได้กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น แต่วันนี้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร... ...เพราะการออกพ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มีความสุ่มเสี่ยงจริงๆ เหมือนกับกรณีพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อย่างชัดเจน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ตนตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลเลือกทางนี้ เพราะไม่ต้องการให้โครงการนี้สำเร็จ แต่ต้องการให้เข้าทางนักร้องต่างๆ เพื่อหาทางลงให้สวยงามของโครงการที่มาถึงทางตันโดยสมบูรณ์แล้ว... สรุป ศิริกัญญาให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้าน อาจจะไม่มีใครได้เงินเลย เพราะเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย" ในปัจจุบัน ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีเองได้ล้มเลิกความคิดที่จะกู้เงินผ่านการออก พ.ร.บ.ไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 67 ( ตามที่ศิริกัญญาได้แถลงเอาไว้ก่อนหน้านั้น จึงไม่มีใครได้เงินหมื่นจาก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านแม้แต่คนเดียว การตัดคำพูดพาดหัวสั้นๆ โดยไม่ทราบบริบทหรือทราบแล้วแต่ไม่สนใจ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างได้ครับ Link สรุปข่าวโดย ช่อง One31: Link รายละเอียดข่าวโดย ประชาชาติธุรกิจ: #FactCheckPPLE #ศิริกัญญา #ดิจิทัลวอลเล็ต #พรรคประชาชน

Fact Check - พรรคประชาชน

246,310 görüntüleme • 2 yıl önce

[ นายกรัฐมนตรี ควรมีบทบาทนำในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในฐานะที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ] . เป้าหมายของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอของแกนนำพรรคฝ่ายค้านหรือนโยบายของพรรคการเมืองใด แต่เป็นนโยบายของ “รัฐบาล” ที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาและสัญญากับประชาชนเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2567 โดยการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภาสัปดาห์หน้า (13-14 ก.พ.) จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้เป้าหมายของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ยังคงเป็นไปได้ . แต่นอกจากเราจะไม่เห็นนายกรัฐมนตรีสื่อสารหรือดำเนินการใดๆเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวในที่สาธารณะ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ครม. ไม่ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเองเข้ามาที่รัฐสภาด้วยซ้ำ (โดยมีแค่ร่างของพรรคเพื่อไทย) ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติสำหรับนโยบายอื่นๆของรัฐบาล ที่เรามักจะเห็น ครม. เสนอร่างกฎหมายของตนเองเข้ามาหากต้องมีการแก้กฎหมาย (เช่น พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่เพิ่งพิจารณาไป / พ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ที่กำลังจะถูกเสนอเข้ามา) . ผมเห็นว่านายกรัฐมนตรีจะอ้างว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ (เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยอ้าง) ไม่ได้เพราะ . 1. ในเชิงหลักการ ประเทศเราไม่ได้อยู่ในระบบประธานาธิบดีที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแยกขาดจากกันและต่างมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ประเทศเราอยู่ในระบบรัฐสภา ที่นายกรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกของสภาฯ อยู่ได้ด้วยความไว้วางใจจากสภาฯ และต้องรับผิดชอบต่องานในสภาฯของ สส. รัฐบาล . 2. ในเชิงการผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา หากเราเชื่อว่าโจทย์เรื่องการโน้มน้าวสมาชิกวุฒิสภา เป็นโจทย์เดียวกันกับการโน้มน้าวพรรคร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคือบุคคลที่จะต้องมี "บทบาท" และ “ความรับผิดชอบ” หลักในการบริหารและฝ่าฟันความเห็นต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะหัวหน้าของรัฐบาลผสม ณ เวลานี้ . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะเห็นนายกรัฐมนตรีแสดงภาวะความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบต่อนโยบายของรัฐบาลตนเองใน 4 วันข้างหน้านี้ครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

16,803 görüntüleme • 1 yıl önce

#FactCheck สรุป ตรวจสอบแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ไม่พบว่าเคยพูดเหมือนในข้อความในรูปหรือมีความหมายเหมือนในรูป ส่วนเรื่องที่เคยพูดว่าจะร้อง ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องประชาชนจะได้เงินหมื่น แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายโดยผิดขั้นตอนของกฎหมายต่างหาก ข้อเท็จจริง ศิริกัญญา Sirikanya Tansakun เคยได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการยื่นให้ศาลตรวจสอบ คือได้พูดในการแถลงข่าวของพรรคฝ่ายค้านในวาระ พ.ร.บ.งบประมาณ 68 ในวันที่ 21 มิถุนายน 67 โดยตอนแรกมีความเข้าใจผิดว่าจะเป็นการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ได้มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันเดียวกันว่าเป็นศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ได้มีรายงงานข่าวไป ประเด็นที่ศิริกัญญาพูดถึงว่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการที่ประชาชนจะได้เงินหนึ่งหมื่นบาท แต่เป็นการทำนโยบายของรัฐบาลที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายต่างหาก รายละเอียดหลักในกรณีนี้คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลจะออก พ.ร.บ.งบ 67 เพิ่มเติม เพื่อกู้เงิน 112,000 ล้านบาทเพื่อมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะแจกในไตรมาส 4 ของปี 67 ซึ่งนับเป็นปีงบประมาณ 68 แล้ว ศิริกัญญาได้อภิปรายในสภาไว้ว่า การทำแบบนั้นอาจทำไม่ได้จริงหรือ เพราะจะผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินกาารคลังของรัฐ มาตรา 21 (รูปที่ 3) และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ มาตรา 43 (รูปที่ 4) ซึ่งรัฐบาลใช้งบประมาณแบบที่แถลงไว้แบบนั้นไม่ได้ ขอให้รัฐบาลคิดให้ดี เพราะถ้ายังเสี่ยงดึงดันใช้วิธีการแบบเดิมจะผิดกฎหมาย สร้างบรรทัดฐานที่ผิดในการบริหารประเทศ สุดท้าย ปัจจุบันรัฐบาลก็ยอมถอยตามที่ศิริกัญญาได้อภิปรายไว้ คือไม่ใช้งบประมาณ 112,000 ล้านบาท จาก พ.ร.บ.งบเพิ่มเติม 67 ในไตรมาส 4 อีกแล้ว เนื่องจากยอมรับแล้วว่าผิดกฎหมาย การลงทะเบียนของประชาชนที่เคยอ้างว่าเป็นนิติสัมพันธ์ ก็ยอมรับว่าไม่นับเป็นหนี้ผูกพัน เช่นเดียวกับแหล่งเงินที่จะมาจาก ธ.ก.ส. ก็ถูกยกเลิกไปแล้วเช่นกัน ผลก็คือ ทำให้ประชาชนในกลุ่มแรกได้รับเงินหมื่นในช่วงปลายเดือนกันยายน(ก่อนหมดปีงบประมาณ 67) และได้รับเป็นเงินสด (เนื่องจากระบบ payment platform ของ #ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่ได้มีการเริ่มทำ) และปัจจุบันจะเห็นได้ว่าประชาชนได้เงินหมื่นแล้ว แต่กระบวนการที่ผิดกฎหมายที่รัฐบาลเคยจะทำ แต่สุดท้ายก็กลับลำ ความผิดในสส่วนนั้นไม่ได้เกิดขึ้น จึงไม่มีการร้องใดๆ ไปสู่ศาลปกครอง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ: พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ: #FactCheckPPLE #พรรคประชาชน #ศิริกัญญา

Fact Check - พรรคประชาชน

91,044 görüntüleme • 2 yıl önce

ผมเพิ่งกลับถึงที่พัก หลังจากใช้เวลาทั้งวันในการรับฟังและร่วมอภิปรายวาระ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยผมได้ค้นพบว่า สส. ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย ได้ใช้พื้นที่ของอาคารรัฐสภาในบ่ายวันนี้ เพื่อแถลงข่าวด้วยข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผม โดยเขาได้กล่าวว่า [คลิป 1]: . “วันนี้นะครับท่าน สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ ก็ได้นำเอกสารมาแสดง โชว์ให้เห็นอีก คือเป็นเอกสารฉบับนี้นะครับ เดี๋ยวผมก็จะให้สื่อดูนะครับ เป็นเอกสารรที่ระบุไว้นะครับ ว่าเป็นสำนวนจาก ของคณะ 26 หรืออาจจะลามมาจนถึงคณะ 36” . คำถามง่ายๆ คือ ผมไปแสดงเอกสารดังกล่าวที่อยู่ในมือคุณศุภชัยและที่คุณศุภชัยกล่าวหาผม ตอนไหนนะครับ? . 1. ในเพจสาธารณะทั้งหมดของผมวันนี้ (Facebook / X / IG / Tik Tok) ผมไม่ได้มีการโพสต์เอกสารใดๆตามที่คุณศุภชัยกล่าวอ้างเลย (ความจริง วันนี้น่าจะเป็นไม่กี่วันในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ผมยังไม่ได้สื่อสารอะไรในเพจผมเรื่องคดีโกง สว. ด้วยซ้ำ) . 2. ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อสาธารณะ (รายการ Suthichai LIVE: ผมไม่ได้นำเสนอเอกสารใดๆ . 3. ในการอภิปรายในสภาเรื่อง พ.ร.ก. เงินกู้ ผมได้วิจารณ์รัฐบาลในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยไม่ได้มีการนำเสนอเอกสารใดๆเกี่ยวกับคดีโกง สว. ( . รบกวนคุณศุภชัยชี้แจงชัดๆด้วยครับ ว่าผมไปแสดงหรือเผยแพร่เอกสารดังกล่าวที่คุณศุภชัยกล่าวหาผมเมื่อไหร่? . ถ้าตรวจสอบแล้วค้นพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ท่านไปกล่าวความเท็จไว้ที่ไหน ท่านก็รบกวนไปแก้ข่าวเท็จที่นั่นด้วยครับ . . ป.ล.1. ข้อมูลอีกเรื่องที่คุณศุภชัยพูดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผม คือการบอกว่าผมไม่เคยถูกฟ้อง [คลิป 2] ทั้งๆที่มี 2 คนจากพรรคท่าน (รองนายกฯ ทรงศักดิ์ & รมต. สุขสมรวย) ที่ได้สื่อสารกับสาธารณะว่าได้ไปแจ้งความผมแล้ว - ผมไม่ถือสาอะไรกับความคลาดเคลื่อนนี้ แต่ก็น่าตั้งข้อสังเกตว่าในฐานะที่ท่านศุภชัยชอบออกมาชี้แจงแทนคนอื่นในพรรคเรื่องคดีโกง สว. ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงท่านศุภชัยติดตามและรับรู้ถึงการกระทำของเพื่อนร่วมพรรคตัวเองดีแค่ไหน . ป.ล.2. อีกประเด็นที่น่าสนใจคือท่านกล่าวหาว่าผม “ผูกขาดความรักชาติ” / “ใครคิดไม่เหมือน(ผม) แล้วบอกว่าไม่รักชาติ” [คลิป 2] - ความจริง คนที่พูดอะไรที่ใกล้เคียงกับข้อกล่าวหานี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น รมต. พิพัฒน์ ที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ว่า “ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ว่าฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ผมอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา” (ซึ่งดูจากรายงานข่าววันนั้น ( ก็ดูเหมือน สส. ศุภชัย จะนั่งอยู่ข้างๆ รมต. พิพัฒน์ ด้วย (ยกเว้นสำนักข่าวใช้ภาพเก่า))

Parit Wacharasindhu (Itim)

47,786 görüntüleme • 1 ay önce

อย่าให้เรื่องสำคัญของพี่น้องแรงงานถูกแช่แข็ง! ❄️ . มี 2 เรื่องที่อยากชวนพี่น้องผู้ประกันตนและนายจ้างทุกคนมาร่วมกันครับ . 1️⃣ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน ที่ยื่นเข้าสภาไปแล้ว เพื่อปฏิรูปกองทุนกว่า 2.9 ล้านล้านบาท ให้โปร่งใส เป็นมืออาชีพ และยึดโยงกับผู้ประกันตน (เปิดรับฟังความเห็นถึง 7 ก.ค. 69) . 2️⃣ ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ก่อนวันเลือกตั้งจริง 27 ก.ย. 69 ย้ำว่าต้องลงทะเบียนก่อนถึงจะมีสิทธิ์เลือก ลงทะเบียนได้ถึง 15 ก.ค. 69 . เสียงของพี่น้องทุกคน คือพลังสำคัญที่จะเปลี่ยนกองทุนนี้ให้เป็นของพวกเราจริง ๆ ครับ . #ทวงคืนประกันสังคม #ประกันสังคม #คนไทย

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง)

102,604 görüntüleme • 2 ay önce

#จิราพรสินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่หก ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และตั้งคำถาม ผ่านท่านประธานไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ( สคบ. ) เนื่องจากปีนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับการจัดสรรงบประมาณ 249 ล้านบาท ไม่มีเงินนอกงบประมาณ ซึ่งปรากฏว่าเกือบครึ่งหนึ่งเป็นในส่วนของงบบุคลากร ทราบว่าทาง สคบ. ยังมีจำนวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอกับจำนวนงานและข้อร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ในแต่ละวันเกี่ยวกับการใช้สินค้าและการบริการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของ สคบ. ที่ต้องดำเนินการแก้ไข สส.จิราพรได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในงบประมาณปี 70 หน้า 203 เห็นว่าตั้งงบการพัฒนาคุณภาพการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค 3.6 ล้านบาท ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการพัฒนานวัตกรรมและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลการคุ้มครองผู้บริโภค สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า เป็นการพัฒนาระบบอะไรบ้าง เนื่องจากในสมัยที่สส.จิราพรได้กำกับดูแล สคบ. งบลงทุนของ สคบ. ค่อนข้างน้อย จึงได้นำเอาระบบ Traffy fondue ซึ่งเป็นระบบที่ฟรีและมีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยในการรับเรื่องร้องเรียน และได้มีแนวทางดึงเอา Platform ของเอกชนที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากเข้ามาเชื่อมต่อเพื่อรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งจะช่วยเหลือข้อร้องเรียนออนไลน์ของทาง สคบ. จึงอยากสอบถามไปยัง สคบ. ว่า ยังมีการใช้ Traffy fondue อยู่หรือไม่ และถ้ายังใช้อยู่มีข้อเสนอแนะให้ทาง สคบ. ได้เสริมเรื่องการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคได้ทราบช่องทางนี้เพิ่มเติม ▫️การประชาสัมพันธ์ เนื่องจาก สคบ. มีพันธกิจ ในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้กับประชาชน และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนสามารถที่จะปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ แต่งบของการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. เท่าที่จำได้ในแต่ละปีน้อยมาก เฉลี่ยประมาณปีละ 2 แสนหรือ 3 แสนบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่าปี 70 ได้เท่าไหร่ เนื่องจากถูกปรับลดงบประมาณในภาพรวมประมาณ 70 ล้านบาท สส.จิราพร ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า หากอยากให้พันธกิจนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ สคบ. อาจจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักนายกเช่นเดียวกัน รวมถึงอาจจะต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ▫️ตามพันธกิจที่ 1 ของ สคบ. การพัฒนากฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทันกับสถานการณ์ ในหน้า 203 ซึ่งตั้งงบค่าใช้จ่ายแผนงานการพัฒนากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเอาไว้ 4.88 ล้านบาท เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการผลักดันกฎหมาย Lemon Law ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี ผ่านสภาฯ วาระที่ 1 ไปแล้ว อย่างไรก็ดีมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขายตรงตลาดแบบตรง ซึ่งสส.จิราพรเคยได้ให้ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ( ป.ย.ป. ) ศึกษาประเด็นข้อกฎหมายที่ควรปรับปรุงแก้ไข และส่งต่อให้ สคบ. ดำเนินการต่อ ซึ่งในตอนนั้นทาง สคบ. ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษา สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า ความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายสำคัญสองฉบับนี้ ( พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขายตรงตลาดแบบตรง ) ▫️ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคยมีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกลางในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าผิดกฎหมาย และมีสถิติในการจับกุมสูงแบบก้าวกระโดดในระยะ 5 สัปดาห์ สามารถจับกุมได้ 2,000 กว่าคดี มีของกลางเกือบ 3 ล้านชิ้น ซึ่งในขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าก็ยังเป็นสินค้าผิดกฎหมาย สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังเป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอยู่หรือไม่ และถ้าเป็นอยู่มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคดีเก่าที่มีการจับกุมได้ ณ ด่านศุลกากร ซึ่งสส.จิราพรขณะที่กำกับดูแลได้มีนโยบายไม่ให้มีการระงับคดี ให้ส่งต่อไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง. ) เพื่อไล่เส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ จึงอยากทราบความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว ̶ #สสน้ำ จิราพร สินธุไพร (น้ำ) #ร้อยเอ็ดเขต5 ✱ ( #JirapornSindhuprai • 6 กรกฎาคม 2569 )

⁕ Յ𝐞𝐭𝐭𝐲𝐛𝐮𝐛𝐛𝐥𝐲 니 ༊*·˚•.❀

12,995 görüntüleme • 2 ay önce

นาที ไผ่ ดาวดิน และครูใหญ่ ได้รับการประกันตัวคดี มาตรา 112 ปราศรัยหน้า สภ.ภูเขียว เมื่อ 1 ก.พ. 2564 และออกจากเรือนจำอำเภอภูเขียววันนี้ หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวทั้งคู่ โดยตีวงเงินประกันตัวคนละ 3 แสน ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ให้เหตุผลเนื่องจากทั้งคู่เคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ประกันตัวระหว่างสู้คดีชั้นอุทธรณ์ โดยวานนี้ (13 ก.ย.) ศาลจังหวัดภูเขียวตัดสินโทษจำคุก ‘ไผ่ ดาวดิน’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ จำนวน 2 ปี 12 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ โดยยกฟ้อง ม.116 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม วานนี้ศาลจังหวัดภูเขียว ส่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิจารณาคำร้อง ทำให้ครูใหญ่ และไผ่ ดาวดิน ต้องถูกคุมขังที่เรือนจำจังหวัดภูเขียว เป็นเวลา 1 คืน ก่อนได้ประกันตัววันนี้ตามรายงานข้างต้น อ่านต่อ #คดีมาตรา112 #ชัยภูมิ

prachatai

177,144 görüntüleme • 2 yıl önce

“นี่เป็นการต่อสู้เรื่องต่อต้านการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมสำนึกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย” "จริงๆ ถึงอาจจะเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่เป็นเรื่องที่ยอมรับในเวทีระดับโลกอยู่แล้วของสหประชาชาติ หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้เอง ก็มีคนที่ทำแบบผมมากมาย ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทำให้ระบบเกณฑ์ทหารดีขึ้น เรามีการต่อสู้ในระบบรัฐสภากันแล้ว แต่ว่า ยังจำเป็นที่จะต้องเรียกร้อง ยืนยันว่า เป็นเรื่องสิทธิ์ทางมโนธรรมสำนึกของปัจเจกบุคคล ที่รัฐไม่ควรพรากออกไป” 10 ก.ย. 2568 เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 28 ปี มีกำหนดจะให้การในคดีหมายเลขดำที่ อ.3118/2568 ที่เขาถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากกรณีที่อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร เหตุเกิดปี 2567 ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เทศบาลตำบลบางปู ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) การสืบพยานมีกำหนดระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 อัยการโจกท์ขอสืบพยาน 2 ปาก ได้แก่ สัสดีผู้กล่าวหาและพนักงานสอบสวน ส่วนฝ่ายจำเลยขอสืบพยาน 7 ปาก ศาลจึงกำหนดให้สืบพยานในสองนัดดังกล่าว โดยช่วงเช้าวันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก มีรายงานด้วยว่า วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักเขียนอาวุโส วัย 93 ปี จะให้การเป็นพยานจำเลยในวันที่ 11 ก.ย. ด้วย อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

prachatai

17,234 görüntüleme • 1 yıl önce

'ทนายชา' แจ้งความ 'พีระพันธุ์' ซัดบิดเบือนประชามติ | 19 ม.ค. 2569 วันนี้ (19 ม.ค. 69) ธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือ 'ทนายชา' เข้าแจ้งความ 'พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' อดีตรองนายกฯ และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ สน. ห้วยขวาง จากการที่เพจเฟซบุ๊กพรรครวมไทยสร้างชาติเผยแพร่คลิปพีระพันธุ์พูดว่าการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นการ 'เซ็นเช็คเปล่า' ที่เซ็นไปแล้วจะกรอกตัวเลขยังไงก็ได้ อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าไม่สามารถมีส่วนร่วมอะไรได้เลยในกระบวนการหลังจากนี้ ซึ่งไม่เป็นความจริง ทนายชาอธิบายว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำประชามติ 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นเพียงครั้งแรกเท่านั้น หากประชามติครั้งแรกผ่าน ก็ต้องทำอีกครั้งเพื่อกำหนดแนวทางของรัฐธรรมนูญ ว่าควรมีวิธีการและเนื้อหาสำคัญอย่างไร เมื่อมีร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ก็ต้องทำประชามติครั้งสุดท้ายว่าจะรับร่างดังกล่าวหรือไม่ หมายความว่าประชาชนสามารถออกเสียงควบคุมทิศทางเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ไม่ใช่การเซ็นเช็คเปล่าอย่างที่พีระพันธุ์กล่าว ทนายชาย้ำว่า การรณรงค์เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบล้วนทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด เขาเล่าว่าได้คุยกับประชาชนคนหนึ่งที่จะโหวตไม่เห็นชอบ เพราะเชื่อว่าถ้าให้ผ่านแล้วก็ไม่รู้รัฐธรรมนูญใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร ควบคุมอะไรไม่ได้อีกเลย เขาจึงเชื่อว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เชื่อข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้ โดยข้อหาที่แจ้งความวันนี้คือ พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 77(5) และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(1) ต่อประเด็นการแก้ไขรายมาตรา ทนายชาขยายความว่า ที่ผ่านมามีการยื่นแก้รายมาตราในรัฐสภา 26 ครั้ง แต่ถูก สว. ปัดตกไปแล้วถึง 25 ครั้ง ทำให้รู้สึกคับข้องใจ เป็นเหตุผลที่อยากให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ระหว่างนี้ใครจะยื่นแก้ไขรายมาตราอย่างไรก็ทำได้ แต่ก็ต้องไปลุ้นว่า สว. จะให้ผ่านไหมอยู่ดี นอกจากนี้ พรุ่งนี้ (20 ม.ค.) ทนายชาจะไปยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ประเด็นที่ กกต. ให้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตแค่ 3 วัน จนทำให้มีผู้ตกหล่นเป็นจำนวนมากเพราะเวลาน้อยและขาดการประชาสัมพันธ์ จึงต้องการให้ศาลมีคำสั่งโดยเร็วให้ กกต. เปิดลงทะเบียนออนไลน์เพิ่ม เพื่อให้ทันการใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. นี้ โดยจะมีหนึ่งในผู้เสียหายที่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ทันไปร่วมยื่นฟ้องด้วย

prachatai

47,711 görüntüleme • 8 ay önce

[ HIGHLIGHT: รัฐบาลควรชะลอและโอนงบจาก โครงการ Skill/Credit Portfolio 7,000+ ล้านบาท ได้มากกว่านี้ ท่ามกลางข้อพิรุธของ TOR เดิม ที่สืบทอดมาจากรัฐบาลก่อน ] . วันนี้ ในการอภิปราย พ.ร.บ. โอนงบ 69 ผมพยายามยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆว่ารัฐบาลสามารถประหยัดงบในส่วนไหนได้อีก ที่จะทำให้โอนงบมาช่วยประชาชน ได้มากกว่า 10,328 ล้านบาท ที่รัฐบาลเสนอ . ตัวอย่างที่ผมเห็นว่าชัดที่สุด คืองบที่เกี่ยวข้อง กับ Megaproject ด้านการยกระดับทักษะที่มีชื่อว่า “โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคล” (Skill/Credit Portfolio) - โครงการนี้แบ่งออกเป็น 2 โครงการที่มีชื่อเดียวกันใน 2 กระทรวง (อว. / ศธ.) - มีงบประมาณผูกพันรวมกัน 7,025+ ล้านบาท - มีงบประมาณ 1,183+ ล้านบาท ที่อยู่ใน พ.ร.บ. งบ 69 . เหตุผลไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายของการยกระดับทักษะคนในประเทศ แต่เป็นเพราะผมเห็นว่า 2 โครงการนี้ (ซึ่งถูกริเร่มตั้งแต่สมัยที่ภูมิใจไทยบริหารกระทรวง อว. และ ศธ. เมื่อต้น 68) มีข้อพิรุธหลายประการที่คล้ายกับข้อพิรุธในโครงการ TH-AI Passport และสอดคล้องกับข้อกังวลที่ผมเคยได้อภิปรายไว้ ตั้งแต่ตอนสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 . TOR ของโครงการ Skill/Credit Portfolio ฝั่ง อว. (ที่ถูกจัดทำในช่วงปลายปี 2568) มีข้อสังเกตหรือข้อพิรุธ 3 ข้อ . 1. เงื่อนไขหลายประการ มีความเสี่ยงจะเป็นการ “กีดกัน” มากกว่าการ “สนับสนุน” การแข่งขัน - TOR มีการ “มัดรวม” ค่าการพัฒนาแพลตฟอร์ม (~2,800 ล้านบาท?) กับค่าจัดหาสื่อ (~2,600 ล้านบาท?) ไว้ในสัญญาเดียว แทนที่จะแยกออกเป็นคนละสัญญา ซึ่งทำให้บริษัทที่เชียวชาญอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าร่วมประกวดได้ยาก . 2. กระบวนการทั้งหมด เสี่ยงจะเป็นการเอื้อให้กับบริษัทที่ “รู้ข้อสอบ” มาก่อน - ในมุมหนึ่ง จากรายละเอียดใน TOR บริษัทใดก็ตามที่ชนะประกวดก็คาดว่าจำเป็นต้องพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ขึ้นมา (เพราะกำหนด features ที่แพลตฟอร์มต้องทำได้ ไว้ละเอียดและเจาะจง) - แต่ในอีกมุมหนึ่ง TOR ฉบับเดียวกัน กลับกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกและงวดงานที่วางไว้ ที่เสมือนกับเป็นการบีบให้บริษัทที่จะชนะประกวดได้ จะต้องมีแพลตฟอร์มสำเร็จรูปไว้ในมืออยู่แล้ว (เช่น 62 / 100 คะแนนในเกณฑ์คัดเลือก ถูกวัดจากการ “ทดสอบระบบ” ตั้งแต่วันประกวด) - ดังนั้น พอ TOR ไปออกแบบให้คู่สัญญา(1) ต้องทำแพลตฟอร์มใหม่ที่ตรงตามความต้องการและสเปกที่ละเอียดยิบของกระทรวง แต่ (2) ต้องมีของเกือบสำเร็จรูปอยู่ในมือแล้ว ที่พร้อมทดสอบระบบตั้งแต่ในวันประกวด - บริษัทที่ได้เปรียบที่สุดในการเข้าประกวดโครงการนี้ ก็หนีไม่พ้นบริษัทที่ “รู้ข้อสอบ” มาก่อน . 3. โครงสร้างสัญญาทำให้รัฐเสียเปรียบเอกชน ] - งบประมาณโครงการจะสูงกว่า 5,400 ล้านบาท แต่รัฐกลับมีสถานะเป็นเพียงผู้ “เช่า” บริการ เมื่อสิ้นสุดโครงการใน 4 ปี - เอกชนจะได้ทั้งเงินทุนและได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเพื่อนำไปต่อยอดหาลูกค้าเอง ในขณะที่รัฐกลับไม่มีทรัพย์สินใดติดมือเหลืออยู่เลย . ความจริง ข้อพิรุธทั้งหมดที่ผมพูดมา ผมเชื่อว่า รมต. อว. ปัจจุบันก็ทราบดี เพราะ - ท่านเองก็ยังไม่ได้เข้าสู่ตำแหน่ง ตอนมีการร่าง TOR เดิมฉบับนี้ - ท่านเองก็ได้สั่งรื้อ TOR เดิม ไปเมื่อไม่นานมานี้ - ท่านปรับลด 35% ของงบ 69 และรวมเข้ามาอยู่ใน พ.ร.บ. โอนงบ 69 . แต่ในเมื่อโครงการนี้ ติด “กระดุมเม็ดแรก” ก็เต็มไปด้วยข้อพิรุธ เหตุใด รมต. อว. ถึงยังต้องคงงบอีก 65% ของงบ 69 (500 ล้านบาท) ไว้ใช้ใน 3 เดือนข้างหน้าที่เหลืออยู่ของงบ 69 แทนที่จะสั่งพับหรือชะลอโครงการนี้ไปเลยเพื่อโอนงบทั้งหมดมาใน พ.ร.บ. โอนงบ? . ผมหวังว่าโครงการ Skill/Credit Portfolio จะไม่ได้อยู่ในสถานะ “เลิกไม่ได้” เหมือนกับโครงการ TH-AI passport ที่เขาว่ากันว่า เป็นการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มทุนบางกลุ่มที่มีอิทธิพลและหนี้บุญคุณกัน กับกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินในรัฐบาล . เพราะหากเราไปดูรายชื่อ 6 บริษัท ที่เข้าไปร่วมกระบวนการสืบและประเมินราคาของโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ 2 กระทรวง เราจะค้นพบว่า: - มี 3 จาก 6 บริษัท ที่ความจริงแล้วเชื่อมโยงกับบริษัทหรือเจ้าของเดียวกัน - มี 4 จาก 6 บริษัท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI passport (2 บริษัท ที่จับมือกันเป็นกิจการร่วมค้าและชนะประกวด / อีก 1 บริษัทที่เข้าร่วมการประกวด / อีก 1 บริษัทที่เป็นผู้ร่วมประเมินราคา) . ในวันที่พี่น้องประชาชนลำบากกันอย่างมากจากพิษเศรษฐกิจ หากรัฐบาลยังไม่ยอม “พับ” หรือ “ชะลอ” โครงการที่มีข้อพิรุธดังกล่าว เพื่อนำงบมาแก้วิกฤตเฉพาะหน้าให้ประชาชน ก็ย่อมถูกตั้งคำถามได้ว่า ว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ตัดสินใจ โดยเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง

Parit Wacharasindhu (Itim)

10,780 görüntüleme • 3 ay önce