Parit Wacharasindhu (Itim)'s banner
Parit Wacharasindhu (Itim)'s profile picture

Parit Wacharasindhu (Itim)

@paritw92345,889 subscribers

People’s Party (formerly Move Forward Party)

Shorts

จังหวัดที่ 7 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . นครศรีธรรมราช . #ก้าวไกล

จังหวัดที่ 7 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . นครศรีธรรมราช . #ก้าวไกล

382,443 просмотров

จังหวัดที่ 9 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . สุราษฎร์ธานี . #ก้าวไกล

จังหวัดที่ 9 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . สุราษฎร์ธานี . #ก้าวไกล

344,585 просмотров

จังหวัดที่ 2 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . ยะลา . #ก้าวไกล

จังหวัดที่ 2 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . ยะลา . #ก้าวไกล

290,521 просмотров

จังหวัดที่ 4 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . สงขลา (สะเดา) . #ก้าวไกล

จังหวัดที่ 4 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . สงขลา (สะเดา) . #ก้าวไกล

212,640 просмотров

จังหวัดที่ 8 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . กระบี่ . #ก้าวไกล

จังหวัดที่ 8 ของ #คาราวานก้าวไกล สายใต้ . กระบี่ . #ก้าวไกล

207,808 просмотров

Videos

paritw92's profile picture

[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ] . คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง . เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป) . ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ: . 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”? . 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”? . 3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)? . 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่? . ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ . — . หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. . อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130+ คน ที่เป็น สว. และ 90+ คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน . ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ: . 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”? . 2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่? . 3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่? . . หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่

Parit Wacharasindhu (Itim)

344,704 просмотров • 6 дней назад

paritw92's profile picture

[ ต้องเป็นนายกฯแบบไหน ที่ฟังผิดเอง เข้าใจผิดเอง แต่ยังกล้ามาต่อว่าคนอื่นว่าไม่ทำการบ้าน แถมยังคอยมีประธานสภามาช่วยปิดไมค์ฝ่ายค้าน-ตัดจบประชุมสภาให้? ] . วันนี้ ผมถูกพาดพิงโดยท่านนายกฯในหลายประเด็น - ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเห็นที่แตกต่างกันซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ติดใจอะไร / แต่มี 1 ประเด็น เรื่องการแบ่ง “คลัสเตอร์” รองนายกฯ ที่ท่านนายกฯกล่าวหาผมว่า “ไม่ทำการบ้าน” ทั้งๆที่ ท่านนายกฯเองเป็นฝ่ายที่เข้าใจคลาดเคลื่อน . ท่านนายกฯ กล่าวหาว่าผมไม่ทำการบ้าน และจินตนาการไปเองว่า ผมกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเอากระทรวงเกษตรไปดูแล แถมยังมาทำทีท่าถามผมเสมือนกับว่าผมไม่รู้หรอ ว่าท่านนายกฯ มอบหมาย กระทรวงเกษตรฯ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รองนายกฯ ยศชนัน จากพรรคเพื่อไทย . คำตอบคือ “ผมรู้ครับ ผมก็อภิปรายเช่นนั้น และนั่นแหละคือประเด็นของผม” . ถ้าย้อนไปฟังคำอภิปรายของผม ก็จะเห็นชัดว่าผมรู้ว่าท่านนายกฯ มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ภายใต้รองนายกฯ ยศชนัน และการตัดสินใจเช่นนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมตั้งคำถามว่าท่านนายกฯกำลังแบ่งคลัสเตอร์เพื่อ “แก้โจทย์การเมือง” หรือ “แก้โจทย์ประเทศ” . เพราะหากท่านนายกฯยึด “โจทย์ประเทศ” ผมเห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรอยู่ภายใต้รองนายกฯ ศุภจี ที่ดูแลคลัสเตอร์การผลิต การค้า และการบริการ . แต่ในเมื่อท่านนายกฯ ตัดสินใจย้ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ไปอยู่ภายใต้ รองนายกฯ ยศชนัน ที่ดูแลคลัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ แทน ผมจึงตั้งคำถามว่าท่านตัดสินใจแบบนี้เพราะยึด “โจทย์การเมือง” เป็นหลักใช่หรือไม่ เพียงเพราะ รองนายกฯ ยศชนัน กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร (รมว. สุริยะ) มาจากพรรคเดียวกัน . ความจริงเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ผมได้อภิปรายในคืนนี้) แต่การที่ท่านนายกฯ ไม่ตั้งใจฟัง เข้าใจผิดเอง และยังเอาความมั่นใจผิดๆมากล่าวหาว่าคนอื่นไม่ทำการบ้าน ก็น่าจะยิ่งสะท้อนถึงวุฒิภาวะของท่านนายกฯ และตอกย้ำว่าคนที่ไม่ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่คือตัวท่านนายกฯเอง . ความจริงแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 47 ผมมีสิทธิยืนขึ้นและใช้สิทธิพาดพิงได้เลยทันทีที่โดนพาดพิง แต่ผมอยากให้เกียรติไม่ขัดจังหวะท่านนายกฯระหว่างพูด เลยตั้งใจว่าจะใช้สิทธิพาดพิงหลังนายกฯพูดจบ - เผอิญผมไม่คิดว่าเราจะเจอประธานสภาที่ต้องการปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้ใช้สิทธิพาดพิงและปิดประชุมทันที ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับ . เรื่องนี้จึงตอกย้ำ ว่าเรากำลังทำงานในสภา ที่พร้อมปิดปากฝ่ายค้าน และยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่นายกฯ พูดว่าพร้อมรับฟัง สส. ทุกคนไม่เป็นความจริง

Parit Wacharasindhu (Itim)

177,723 просмотров • 2 месяцев назад

paritw92's profile picture

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่ #พารากอน เมื่อวานนี้ โดยผมได้พยายามใช้พื้นที่ปรึกษาหารือในการประชุมสภาฯเมื่อเช้านี้ ในการส่งต่อข้อเสนอ 3 ด้านไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต . ข้อเสนอ 1 = เรื่องระบบแจ้งเตือนภัย ขอให้เร่งรัดแผนการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยของรัฐแบบ cell broadcasting ที่จะเป็นการส่งข้อความเข้ามือถือทุกเครื่องบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากในเหตุการณ์เมื่อวาน เป็นอีกครั้งที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนด้วยข้อความ SMS จากหน่วยงานรัฐ แต่ต้องอาศัยระบบแจ้งเตือนแบบ SMS ของเอกชนหรือการค้นหาข้อมูลกันเองในสื่อโซเชียลเป็นหลัก . ข้อเสนอ 2 = เรื่องการครอบครองปืน ขอให้หาแนวทางปรับปรุงกฎหมายขออนุญาตปืนในระบบให้ครอบคลุมประเภทอาวุธมากขึ้นและมีกระบวนการที่รอบคอบมากขึ้น (เช่น การให้ใบอนุญาตมีวันหมดอายุเพื่อต่ออายุ การเพิ่มเกณฑ์เรื่องสุขภาพจิต) และปรับปรุงมาตรการปิดช่องทางค้าขายปืนนอกระบบให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะถึงแม้ปืนที่ถูกใช้ก่อเหตุในครั้งนี้เป็นปืนดัดแปลง แต่การที่ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชียก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราอาจควรทบทวนเรื่องการครอบครองปืนทั้งระบบ . ข้อเสนอ 3 = เรื่องพฤติกรรมเลียนแบบ ขอให้หน่วยงานรัฐเร่งสร้างความเข้าใจกับสังคมในการงดการประโคมข่าวหรือแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนและประวัติของผู้ก่อเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงจะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามที่งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญได้บ่งชี้ และเพื่อเป็นการส่งสัญญาณดัง ๆ ไปทั่วประเทศ ว่าการกระทำอันอำมหิตต่อเพื่อนมนุษย์แบบนี้ จะไม่มีวันทำให้คุณได้แสงหรือความสนใจ จากใครสักคน แม้แต่นิดเดียว

Parit Wacharasindhu (Itim)

958,003 просмотров • 2 лет назад

paritw92's profile picture

[ รัฐบาลประชาชน | ชุดนโยบายท่องเที่ยว – มีส้ม มีการท่องเที่ยวทั่วไทยทั้งปี มีการท่องเที่ยวที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ ] . การท่องเที่ยว เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเรามานาน แต่ปัจจุบัน ประโยชน์จากการท่องเที่ยวมีความกระจุกตัว แทนที่จะกระจายไปถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง ดังนั้น พรรคประชาชน เราต้องการยกระดับการท่องเที่ยว โดยเน้นการ “กระจาย” . 1. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปทั่วไทย . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกตัวในเพียง 5 จังหวัดหลัก - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - อัดฉีดงบประมาณ 200 ล้านบาท ต่อ 1 เมืองรอง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 25 จังหวัด ภายใน 4 ปี เพื่อลงทุนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ร่วมกับทั้งท้องถิ่นและภาคเอกชน - ออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยหมุนเวียนบัญชีจังหวัดเมืองรองทุกๆ 4 เดือน และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในจังหวัดดังกล่าว สูงสุด 1,000 บาท/คน/ทริป . 2. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปตลอดปี . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยว มักกระจุกตัวในฤดูกาลท่องเที่ยว (high season) เป็นหลัก - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - ส่งเสริมเทศกาลประจำจังหวัดตลอดปี เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวไปจังหวัดต่างๆในแต่ละเดือน - สนับสนุนทุนหรือเครื่องมือให้คนในท้องถิ่นและอินฟลูเอนเซอร์ ทำ content เพื่อทำการตลาด . 3. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปเจาะกลุ่มใหม่ . ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวหลายคนมาพักผ่อนที่ไทยเพราะจุดขายเดิม โดยไม่ได้ใช้จ่ายมากนักในแต่ละวัน - ดังนั้น พรรคประชาชนจะพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่ใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย: - เช่น จัดงานวิ่งหรือการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกีฬา - เช่น สนับสนุนผู้ประกอบการทางการแพทย์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ . 4. “กระจาย” รายได้การท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการไทย . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่อย่างเป็นธรรม - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - กวาดล้างทุนเทาและนอมินีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย - ปรับปรุงกฎหมายโรงแรม เพื่อให้ที่พักขนาดเล็กเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวกมากขึ้น . 5. “กระจาย” ข้อมูลให้ถึงมือนักท่องเที่ยว . พรรคประชาชน เราจะสนับสนุนให้ประเทศมีแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติ 1 ระบบเพื่อ: - จูงใจนักท่องเที่ยวให้ค้นพบแหล่งท่องเที่ยว-เทศกาลที่น่าสนใจ และ เดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ - ช่วยนักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางและเข้าถึงข้อมูลขนส่งสาธารณะ - อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการชำระเงินดิจิทัล และการแจ้งเตือนภัยพิบัติ . มีส้ม มีการท่องเที่ยวทั่วไทยทั้งปี มีส้ม มีการท่องเที่ยวที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ . #นโยบายรัฐบาลประชาชน #1คลิป1ชุดนโยบาย

Parit Wacharasindhu (Itim)

136,535 просмотров • 5 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ กา “เห็นชอบ” ในประชามติรัฐธรรมนูญ =/= ฉีกรัฐธรรมนูญ =/= ตีเช็คเปล่า ] . ผมต้องยืนยัน ว่าการที่ประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ในประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เท่ากับการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” และไม่เท่ากับการ “ตีเช็คเปล่า” . แม้ประชาชนทุกคนลงคะแนนเห็นชอบในประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ (ซึ่งเป็นประชามติครั้งแรก)... . ...ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังคงบังคับใช้อยู่ และจะบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการทำประชามติครบอย่างน้อย 3 ครั้ง . กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกกำหนดให้ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง: . - 1. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าจะเห็นด้วยให้มีการริเริ่มหรือเดินหน้าสู่การจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ หรือไม่? (ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้) - 2. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่ากรอบเนื้อหาของ รธน. ฉบับใหม่ ควรเป็นอย่างไร (เช่น จะล็อกหมวดใดหมวดหนึ่งหรือไม่) และใครจะเป็นผู้ร่าง? - 3. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับ ร่าง รธน. ฉบับใหม่ ที่ถูกจัดทำขึ้นมา (หลังจากประชาชนได้เห็นทั้งร่างแล้ว)? . ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังคงมีสภาพบังคับใช้ จนกว่าประชาชนจะลงคะแนน “เห็นชอบ” ในการทำประชามติครั้งที่ 3 . หากรัฐธรรมนูญ 2560 เปรียบเสมือน รถยนต์ที่มีปัญหาหลายจุดจนเราไม่แน่ใจว่าการเข้าอู่เพื่อแก้เป็นจุดๆจะเพียงพอหรือไม่: . - 1. ประชามติครั้งที่ 1 = การถามว่า เราควรจะริเริ่มการหารถยนต์คันใหม่หรือไม่? - 2. ประชามติครั้งที่ 2 = การถามว่า เราควรจะให้ใครไปคัดเลือกรถยนต์คันใหม่มานำเสนอเรา และเราควรวางกรอบให้เขาไหม ว่ารถยนต์คันใหม่จะต้อง รุ่นอะไร สีอะไร เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่? - 3. ประชามติครั้งที่ 3 = การถามว่า เราพร้อมจะสละทิ้งรถยนต์คันเดิม เพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่ที่ถูกคัดเลือกมานำเสนอเราหรือไม่? . ดังนั้น การกา “เห็นชอบ” ในประชามติรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ - ไม่เท่ากับการฉีกรัฐธรรมนูญ - ไม่เท่ากับการตีเช็คเปล่า . . —- . . ผลิตโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฏ

Parit Wacharasindhu (Itim)

105,266 просмотров • 4 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ กกต. ต้องเผยแพร่เอกสารแนะนำตัว สว. ทุกคน ให้ประชาชน เข้าถึงได้ ตามที่เคยสัญญาไว้ในสภาผู้แทนราษฏร เมื่อ 28 มี.ค. ] . เนื้อหาของระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ประกาศออกมาเมื่อวาน “น่าผิดหวัง” เป็นอย่างมาก . แม้ทุกคนทราบดีว่าการคัดเลือก สว. ครั้งนี้ยังห่างไกลจากการเลือกตั้ง แต่ระเบียบที่ “เปิดกว้าง” ต่อการมีส่วนร่วมของผู้สมัครและประชาชน จะช่วยทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรี-เป็นธรรมมากขึ้น และช่วยทำให้ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว.) เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ . ในทางกลับกัน ระเบียบที่ออกมากลับทำให้กระบวนการทั้งหมด “ปิดกั้น” และ “แคบลง” กว่าเดิม เช่น - ผู้สมัครแนะนำตัวได้ตามแค่เอกสารของ กกต. (ซึ่งมีพื้นที่แค่ 5 บรรทัด ในการพูดถึงประวัติ-ประสบการณ์) - ผู้สมัครห้าม post เอกสารแนะนำตัวของตนเองทางออนไลน์ (ยกเว้นส่งให้ผู้สมัครคนอื่นเป็นการเฉพาะ) - ประชาชนมีข้อจำกัดในการให้ข้อมูลหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้สมัครแต่ละคน (อาจต้องแจ้ง กกต. เป็น “ผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร”?) . หากระเบียบนี้แก้ไม่ทัน สิ่งที่ผมจำเป็นต้องเรียกร้องให้ กกต. ยืนยัน คือ กกต. จะเผยแพร่เอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ทุกคน ทุกกลุ่มอาชีพ ทุกอำเภอ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ของ กกต. ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ตามที่ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาไว้ในการประชุมกับ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา (ตามคลิป) . #สว67

Parit Wacharasindhu (Itim)

430,325 просмотров • 2 лет назад

paritw92's profile picture

[ วิสัยทัศน์ประธานสภา : ขอให้ประธานคนถัดไปตั้งเป้ากอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่วางตนเป็นกลางใน 4 เรื่องสำคัญ ] . ผมเข้าใจว่าดีว่าการเสนอชื่อผมในวาระการเลือกประธานสภาวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดย “ไม่ได้คาดหวัง” ว่าผมจะได้รับเลือกให้ไปทำหน้าที่ประธานสภา เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ออกมาพวกเราพรรคประชาชนได้เคารพ สิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้ก็เป็นที่รับรู้ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และจะถูกพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยเมื่อมีการลงมติเลือกประธานสภา . ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน หน้าที่ของพวกเราพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล และการผลักดันร่างกฎหมาย แต่ยังรวมถึงการนำเสนอวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเลือกเดินเพื่อเป็นข้อเสนอให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลได้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนประกอบการตัดสินใจในอนาคต . [ ภารกิจสำคัญของประธานสภา = กอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ] . สำหรับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา: ผมเห็นว่า ภารกิจสำคัญของประธานสภา ณ เวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภา - มันเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาฯ เป็นองค์กรเดียวระดับชาติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แต่หลายครั้ง สภาฯ กลับเป็นองค์กรที่ทำลายศรัทธาของประชาชนได้มากที่สุดเช่นกัน . ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 9(1) ระบุไว้ชัดว่า “ประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” . แน่นอน ว่าพวกเราคาดหวังให้ประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางระหว่างทุกพรรคและระหว่างสมาชิกทุกคน แต่หากเราต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่ประชาชน “ฝากความหวังไว้ได้” ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่อง ที่ว่าที่ประธานสภาคนถัดไป “ต้อง” “ไม่วางตนเป็นกลาง” . [ 1. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การหยุดอยู่กับที่” กับ “การเดินไปข้างหน้า” ] . ผมอยากเห็นสภาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ - เช่น การทำระบบฐานข้อมูลที่รวมทุกคำอภิปรายใน ห้องประชุมใหญ่ & กมธ. ที่ทุกคนเข้ามาค้นหาได้ ว่าเคยมีการเสนอแนะหรือศึกษา อะไรไว้แล้วบ้าง - เช่น การเพิ่มความเป็นไปได้ในการประชุมออนไลน์ในกรณีพิเศษ เพื่อให้สภาตอบสนองต่อวิกฤตต่างๆของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น . [ 2. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “ความปกปิด” กับ “ความโปร่งใส” ] . สภาที่โปร่งใส จะทำให้ให้ประชาชนรู้ได้ ว่า สส. ที่เขาเลือกไป และที่เขาจ่ายเงินเดือนให้ ทำงานคุ้มค่า หรือไม่ - เช่น dashboard ที่แสดงได้ทันทีว่าใครขาดประชุมกี่ครั้ง อภิปรายเยอะ-น้อยแค่ไหน ลงมติอย่างไรในแต่ละเรื่อง - เช่น การถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. . [ 3. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การเผาผลาญภาษี” กับ “การปกป้องภาษีประชาชน” ] . ในสภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากทั้งวิกฤตภายในและภายนอก สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือ - ผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกเข้าไป แต่กลับใช้เงินภาษีของเขาอย่างฟุ่มเฟือย - ประธานสภาที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับนำงบไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองตนเอง - สภาผู้แทนราษฎรที่ลงทุนไปกับการตกแต่งอาคารรัฐสภา มากกว่าการแก้ไขปัญหาประชาชน . ผมอยากเห็นประธานสภาของเรา เป็น “หัวหอก” ในการเสนอตัดหรือปรับลดงบประมาณของสภา ในส่วนที่เกินความจำเป็นหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม . [ 4. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “อำนาจของใครไม่กี่คน” กับ “อำนาจของประชาชน” ] . สภาผู้แทนราษฎรชุดไหน ที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชน ก็เปรียบเสมือนสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ของตนเอง . ในยุคที่ อำนาจของประชาชนถูกทำให้อ่อนแอลง เสียงของประชาชนถูกทำให้เงียบลง ผมเห็นว่าประธานสภาจะต้องถือ “ธงนำ” ในการคุ้มครองเจตนารมณ์ของประชาชนไม่ให้ถูกขัดขวาง บิดเบือน หรือครอบงำโดย อำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน . - ในฐานะหนึ่งในกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน . - ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรคมาร่วมกันตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนกลับมามั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะ เสรี เป็นธรรม และโปร่งใส . - ในฐานะประธานรัฐสภา ประธานสภาคนต่อไป ควรจะต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนทุกความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการทำประชามติ . ท้ายสุดนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดวันนี้ - อาจไม่ใช่คำถามว่าใครจะได้เป็นประธานสภา - แต่คือคำถามว่าใน 4 ปีข้างหน้า สภาแห่งนี้จะเลือกยืนอยู่ข้างใคร ระหว่าง ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ กับ กลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มที่อาจพยายามครอบงำอยู่เบื้องหลัง

Parit Wacharasindhu (Itim)

55,523 просмотров • 3 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ องค์กรอิสระอย่าง กกต. ควรเป็นอิสระในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานการเงินของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ในเมื่อ กกต. ตัดสินใจไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง โดยมีเพียงแค่ สตง. ที่มาชี้แจงแทน ผมจึงได้เริ่มการอภิปรายโดยการตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำลักษณะนี้เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติประชาชน เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นับวันเริ่มเหินห่างจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสรรหาและรับรองกรรมการ กกต. ที่ไม่มีประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการถอดถอนที่เคยเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อแต่ไม่ถูกรับรองแล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้) - ดังนั้น การชี้แจงและซักถามในสภาผู้แทนราษฎรแห่งจึงเป็นกลไกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่กลไก ที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ทักท้วง และเสนอแนะการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. . เพราะแม้ กกต. ควรมี “ความเป็นอิสระในการตรวจสอบ” ฝ่ายการเมือง แต่ กกต. ไม่ควรมี “ความเป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบ” โดยประชาชน . ในเมื่อ กกต. ไม่มาชี้แจง ผมจึงตัดสินใจอภิปรายโดยการมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็น ที่อยูในรายงานการเงิน และเป็นประเด็นที่ สตง. สามารถตอบแทนได้ . ประเด็นที่ 1 = งบการเงินของ “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ไม่ปรากฎอยู่ในรายงานการเงินของ กกต. . แม้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐฉบับที่ 35 เพิ่งบังคับใช้ไม่นาน เลยทำให้ยังไม่มีการรวมงบการเงินของกองทุนฯ เข้าไปในรายงานการเงินในปี 2564 ที่ถูกพิจารณา แต่การทำให้ประชาชนเข้าถึงงบการเงินของกองทุนพรรคการเมืองนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง . ในขั้นพื้นฐาน สภาวะทางการเงินของกองทุนพรรคการเมือง บ่งบอกได้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยในประเทศไทย - ยิ่งกองทุนนี้มีรายได้เยอะเท่าไหร่จากการสมทบของประชาชนผ่านการยื่นภาษีประจำปี ก็แสดงว่าประชาชนศรัทธาและพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอยู่ - ยิ่งกองทุนนี้มีการจัดสรรงบให้พรรคการเมืองเยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้พรรคการเมืองดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากแหล่งทุนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง . ยิ่งไปกว่านั้น หาก กกต. ไม่ “เปิดเผย” งบการเงินของกองทุนฯพรรคการเมืองอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา กกต. อาจจะถูกมองว่า กำลังทำหน้าที่ด้วย “ความย้อนแย้ง” . ในขณะที่ กกต. ไม่พร้อมเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่าเขากำลังบริหารกองทุนที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่เป็นหลายร้อยล้านบาทอย่างไร แต่หากประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเงินเพียง 500 บาทผ่านแบบฟอร์มภาษี 500 บาทนั้นกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากระเบียบของ กกต. ที่เพิ่มเงื่อนไขอย่างมหาศาลกับพรรคการเมือง ว่าจะนำเงินที่จัดสรรจากกองทุนไปใช้ได้อย่างไรได้บ้าง (เช่น ต้องเขียนโครงการเข้ามาก่อนอย่างน้อย 15 วัน / ห้ามทำ poll สำรวจความเห็นประชาชนเพราะไม่อยู่ใน list กิจกรรมที่ กกต. อนุญาต) . ประเด็นที่ 2 = การมีอยู่ของ “ใบส้ม” อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาวะทางการเงินของ กตต. . หนึ่งในนวัตกรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการเพิ่มอำนาจให้ กกต. ในการแจก “ใบส้ม” - กล่าวคือหาก กกต. มีความเชื่อว่าผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้กระทำการทุจริตแม้ยังไม่ได้พิสูจน์ในชั้นศาล กกต. สามารถขับคนนั้นออกจากตำแหน่ง สส. & จัดการเลือกตั้งใหม่โดยไม่ให้ผู้สมัครคนนั้นลงแข่งได้ . นวัตกรรมนี้มีความอันตรายอย่างมาก เพราะหากในที่สุด ศาลพิพากษา ว่าผู้สมัครดังกล่าว ไม่ได้กระทำผิด ตามที่ กกต. สันนิษฐาน การแจกใบส้มของ กกต. ไม่เพียงแต่เป็นความอยุติธรรม ที่ทำให้ผู้แทนฯคนนั้น ต้องเสียโอกาสในการทำงานตามเจตจำนงของประชาชน แต่ยัง ทำให้ กกต. มีความเสี่ยงจะถูกฟ้องให้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (อย่างเช่นกรณีของคุณ สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย ที่ถูกแจกใบส้ม หลังชนะเลือกตั้งในเชียงใหม่ เขต 8 เมื่อปี 2562 ก่อนที่ในที่สุด ศาลจะตัดสินว่าคุณสุรพลไม่ผิด และทำให้ กกต. ต้องจ่ายเงินเยียวชาถึง 62 ล้านบาท)

Parit Wacharasindhu (Itim)

360,008 просмотров • 2 лет назад

paritw92's profile picture

[ ปราศรัยใหญ่พรรคประชาชน : การเพื่อเปลี่ยนการศึกษา กาเพื่ออนาคตลูกหลาน ] . กาเพื่อเปลี่ยนการศึกษา ให้มีความหมายและมีความสุข . กาเพื่อลูกหลาน ที่อาจจะยังเข้าคูหาเพื่อกากบาทด้วยตนเองไม่ได้ แต่ต้องอยู่กับการตัดสินใจและกาบาทของเราไปอีกนาน . —- . [ ความเจ็บปวดเกี่ยวกับการศึกษาไทย ] . ตลอดระยะเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ที่ผมได้เดินทางไปทั่วประเทศช่วงรณงค์เลือกตั้ง มีพี่น้องจำนวนมาก ที่เข้ามาพูดคุยกับพวกเราเพื่อฝากภารกิจให้เราเข้าไปเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ด้วยสายตาและน้ำเสียงที่มีทั้งความหวังและความโกรธผสมๆกันไป . ภารกิจหนึ่ง ที่มีคนฝากให้ผมเข้าไปเปลี่ยนแปลงเยอะเป็นพิเศษ คือ เรื่อง “การศึกษา” . แน่นอนว่าการศึกษาสำคัญต่ออนาคตทุกคนและอนาคตประเทศ: - ถ้าเศรษฐกิจเราจะโต ประชาชนเราจะรวย คนในประเทศเราต้องมีทักษะที่แข่งกับโลกได้ - ถ้าความเหลื่อมล้ำจะไม่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เราต้องทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ . แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา คือความเจ็บปวดของผู้คนด้านการศึกษา ที่ไม่สามารถอธิบายได้จากเพียงแต่ตำราทางเศรษฐศาสตร์ หรือสถิติจากงานวิจัย - ผมได้เห็นถึงเรื่องราวของคุณตาคุณยาย ที่ต้องขอให้หลานคนโตในวัยมัธยม ออกจากโรงเรียนมาช่วยที่บ้านขายของ เพื่อให้มีเงินพอในการส่งหลานคนเล็กได้เรียนชั้นประถม - ผมได้เจอกับผู้ปกครองจำนวนกมา ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้มข้นเรื่องนโยบายการศึกษาก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ฝากอนาคตลูกไว้ด้วย” - ผมได้เจอกับน้อง ม. ปลาย คนหนึ่ง ที่ตั้งใจมาดักคาราวานผมที่แถวบ้านเขาในสงขลาเพื่อส่งจดหมายที่เขาเขียนมา 3 หน้ากระดาษ A4 ว่าเขาเจอกับปัญหาอะไรบ้างที่โรงเรียน . การศึกษาไทยต้องถึง “จุดวิกฤต” ขนาดไหน ถึงทำให้คนรู้สึกหมดหวังได้ขนาดนี้? . ที่ผ่านมา การเมืองแบบเดิม แก้ปัญหาการศึกษาไม่ได้ เพราะการแก้ปัญหาการศึกษา ไม่ได้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของผู้เล่นในระบบการเมืองแบบเดิม - การยกระดับการเรียนการสอนในห้องเรียน ไม่ได้เห็นผลเร็วเท่ากับการแจกเงินหรือซ่อมถนน - การเพิ่มงบให้นักเรียน ไม่ได้มีตังทอนได้ง่ายเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงาน หรือการทำแอปซ้ำซ้อน - การคืนครูให้ห้องเรียน มันสวนทางกับความต้องการผู้มีอำนาจในระบบการเมืองแบบเดิม ที่ต้องการดึงครูมาใช้เป็นแรงงานฟรีในกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นมาเพื่อตอบสนองประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง . หลังการเลือกตั้ง เรามักเห็น: - วาระการศึกษาและอนาคตลูกหลานเรา ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง - กระทรวงศึกษาธิการ ไม่เป็นกระทรวงที่เขาแย่งกันเข้ามาบริหาร ตอนเจรจาตั้งรัฐบาล . พรรคประชาชนเรายืนยันว่า - เราไม่ได้ต้องการชนะการเลือกตั้ง เพียงเพื่อจะได้มีอำนาจ แต่เราต้องการชนะการเลือกตั้ง เพื่อนำอำนาจที่ได้รับจากประชาชน มาเปลี่ยนแปลงประเทศ - ถ้าประเทศนี้จะเปลี่ยนได้ การศึกษาไทยต้องเปลี่ยน และต้องเปลี่ยนโดยยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง . [ นักเรียนต้อง “แบก” สิ่งของอะไรไปโรงเรียนบ้าง? สิ่งของเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาการศึกษาด้านไหน? ] . ผมอยากชวนทุกท่านนึกภาพตามกันครับ ว่าเด็กคนหนึ่งต้อง “แบก” สิ่งของอะไรไปโรงเรียนบ้าง และสิ่งของต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอะไรบ้าง ที่พวกเขาต้อง “แบกรับ” กับการศึกษาไทย . 1. หนังสือเรียน . หนังสือเรียน ยังคงมีส่วนสำคัญต่อการศึกษาไทย เพราะถูกใช้กำกับทิศทางการเรียนการสอนในโรงเรียน . แต่สิ่งที่นักเรียนต้องแบกในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่ความหนักของหนังสือเรียน แต่คือความล้าหลังของระบบการศึกษาไทย เพราะเนื้อหาในหนังสือเรียนในประเทศเรา ณ ปัจจุบัน ถูกบีบให้อยู่ภายใต้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนครั้งใหญ่ มาตั้งแต่ iPhone รุ่นแรก . ดังนั้น หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล - เราจะเดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ที่เน้นทักษะ-สมรรถนะ ให้สำเร็จสักทีภายใต้รัฐบาลประชาชน - เราจะเดินหน้าจัดทำแพลตฟอร์มการศึกษาที่มีการนำ AI มาใช้วิเคราะห์และออกแบบการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับความถนัดของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน / เสมือนกับว่าเด็กแต่ละคน จะมีหนังสือเรียนของตนเอง ที่มีเนื้อหา คลิปการสอน หรือ แบบฝึกหัดที่ดัดแปลงไปตามด้านที่เขาสนใจ หรือ ยังไม่เข้าใจ . 2. ผ้าป่าทางการศึกษา + พัดลมพกพา . ปัจจุบัน เด็กจำนวนมากยังไม่เข้าถึงการเรียนฟรี ที่ฟรีจริงและมีคุณภาพ - บางโรงเรียนได้รับงบ ได้รับจัดสรรครูไม่เพียงพอ ชาวบ้านก็ต้องมาทอดผ้าป่า - โรงเรียนไหนไม่มีแอร์ เด็กก็อาจพกพัดลมไป / โรงเรียนไหนมีแอร์ บางครั้งก็ไปแอบคิดเงินเพิ่มจากผู้ปกครอง . ดังนั้น หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล - เราจะทำให้นักเรียนทุกคนเข้าถึง โรงเรียนที่ฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ - เราจะปรับสูตรจัดสรรงบและอัตราครู ที่ไม่ต้องใช้จำนวนนักเรียนเป็นปัจจัยหลัก เพียงปัจจัยเดียวเพื่อให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีทรัพยากรเพียงพอให้ไปต่อได้ - เราจะแก้กฎหมายและระเบียบเพื่อห้ามโรงเรียนเก็บเงินเพิ่มสำหรับสิ่งที่ควรรวมอยู่ในสิทธิ “เรียนฟรี” (เช่น ค่าสอนคอม) - หากเราจะมีงบเพียงพอ เราต้องกล้าเปิดเผยข้อมูลรัฐให้โปร่งใส (ทั้งเรื่องงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง) เพื่อหยุดผู้มีอำนาจที่ “ขโมยอนาคต” นักเรียน โดยการหากินจากงบก่อสร้างอาคารเรียน งบหนังสือเรียน หรืองบอาหารนักเรียน . 3. กล่องอาหาร + กระติกน้ำ . ปัจจุบัน เด็กไทยเกือบ 3 ใน 10 คน ต้องอดอาหารอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะไม่มีเงินซื้ออาหาร - โรงเรียนประถม และโรงเรียนมัธยมขยายโอกาส มีงบสำหรับอาหารแค่ 1 มื้อ เฉพาะช่วงเปิดเทอม - บางโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีน้ำสะอาดให้นักเรียนดื่ม จนต้องพกขวดน้ำไปจากบ้าน . การศึกษาและโรงเรียนเราต้องไม่มองแค่เรื่องวิชาการ เพราะถ้านักเรียนในประเทศเรา ต้องนั่งในห้องเรียนด้วยความหิวโหย หรือ ด้วยร่างกายที่อ่อนล้า พวกเขาจะมีสมาธิในการเรียนรู้ หรือ สนุกกับการเรียนรู้ได้อย่างไร? . ดังนั้น หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล - เราจะเอาจริงกับการดูแลสุขภาพนักเรียน - ในส่วนของสุขภาพกาย: เราจะเพิ่มงบอาหาร 50% เพื่อให้เด็กเข้าถึงมื้ออาหารที่โรงเรียนมากขึ้น - ในส่วนของสุขภาพใจ: เราจะเพิ่มงบในการจ้างนักจิตวิทยา ให้ประจำโรงเรียนได้มากขึ้น . 4. สมุดบันทึกของครู . ถ้านักเรียนคนหนึ่งเผลอไปหยิบสมุดบันทึกของครูไปอ่าน เขาอาจจะค้นพบข้อเท็จจริงว่าคุณครูแต่ละคน มีภาระงานจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียน . เราเห็นข่าวสลดที่บุรีรัมย์เมื่อปีที่แล้วและที่เชียงใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อน ที่มีคุณครูที่คาดว่าตัดสินใจจบชีวิตตนเองโดยมีสาเหตุบางส่วนจากภาระงานด้านธุรการและการเงิน ซึ่งตอกย้ำให้เห็นชัดว่าวลีที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” ไม่เป็นจริง . ครูไทยจำนวนมาก ต้องเผชิญกับความเครียดและความเหนื่อยล้า จากงานที่ตนเองไม่เคยสมัครไปทำ หรือไม่มีความเชี่ยวชาญ - งานการเงินและพัสดุของโรงเรียน ก็ต้องมาจบที่การให้คุณครูทำ คุณครูเซ็น คุณครูเสี่ยงติดคุก - หน่วยงานไหนอยากทำโครงการอะไรกับนักเรียน ก็ต้องมาขอให้ครูจัด ขอให้ครูเขียนรายงาน . ดังนั้น หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล: - เราจะเอาจริงกับการคืนชีวิตให้ครู และคืนครูให้ห้องเรียน - โครงการไหนซ้ำซ้อนหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เราจะยกเลิกทันที - งานการเงินและพัสดุที่ยังต้องมีอยู่ เราจะเริ่มจ้างพนักงานธุรการมาทำ - ผอ. คนไหนที่เคยโยนงานให้ครูแบบไม่สมเหตุสมผล ก็จะไม่กล้าทำอีกต่อไป เพราะเราจะเปิดให้ครูประเมิน ผอ.ได้ . 5. หมอนผ้าห่ม . เด็กหลายคนขาดนอนหรือรู้สึกเหนื่อยตลอด เพราะสิ่งหนึ่งที่ระบบการศึกษาไทยเรา ดูดจากเด็กมากที่สุด คือ “เวลา” . ตลอด 15 ปีของการศึกษาขั้นพื้นฐาน - นักเรียน 1 คน ต้องใช้เวลาถึง 16,000+ ชั่วโมงในห้องเรียน สูงสุดเป็นอันดับต้นๆของโลก ยังไม่นับเวลาที่ต้องใช้เรียนพิเศษหรือติว สำหรับข้อสอบที่ออกเกินหลักสูตร - นักเรียนหลายคน ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 หรือตี 4 เพื่อให้พ่อแม่พาไปส่งที่โรงเรียนไกลบ้าน / รถโรงเรียนที่มารับ-ส่งเขาถึงบ้าน ก็ไม่ค่อยจะมี . ถ้าวันๆ เด็กในประเทศเราต้องใช้เวลากับ การเรียน การทำการบ้าน การเรียนพิเศษ การติวสอบ และการเดินทาง เป็นหลัก แล้วเขาจะมีเวลาที่ไหน ในการพักผ่อน ในการค้นพบตนเอง หรือในการใช้ชีวิตกับกิจกรรมที่เขาเลือกเองได้ . ดังนั้น หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล - การศึกษาไทยจะต้องไม่ “ดับ” ไฟในการเรียนรู้ แต่ “เติม” ไฟในการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนทุกคน - เราจะมีหลักสูตรที่เน้น คุณภาพ มากกว่า ปริมาณ / เป็นหลักสูตร ที่ไม่เน้นชั่วโมงเรียน การบ้าน หรือการสอบแข่งขัน ที่มากเกินจำเป็น - เราจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยการแจก “คูปองเปิดโลก” เพื่อใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียน (เช่น คอร์สศิลปะ-ดนตรี / อุปกรณ์กีฬา / ค่ายกิจกรรม) . แต่หากเทียบกับสิ่งของดังกล่าวที่นักเรียนต้อง “แบก” ไปโรงเรียน . ผมเห็นว่าสิ่งที่นักเรียนไทย ต้อง “แบก” หนักที่สุด คือ “ความคาดหวัง” . ที่ผ่านมา ประเทศเราคาดหวัง “ทุกสิ่งทุกอย่าง” จากเด็ก แต่กลับไม่มีระบบสนับสนุนให้ทำตามความฝันได้ - เราคาดหวังให้เด็กเราเรียนหนัก เพื่อให้จบไปแล้วมีงานทำ แต่เรากลับมีระบบการศึกษา ที่ไม่สอนในสิ่งที่เอาไปใช้ได้จริง - เราคาดหวังให้เด็กเรามาโรงเรียนทุกวัน ตั้งใจเรียนทุกคาบเรียน แต่เรากลับบีบให้ผู้ปกครองต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งลูกไปเรียนที่ดีๆได้ - เราคาดหวังให้เด็กเรากล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม แต่เรากลับไม่ค่อยชอบฟังเสียงเขา หรือปล่อยให้เขาได้เป็นตัวของตัวเอง - เราคาดหวังให้เขามีไฟในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต แต่เรากลับทำให้การเรียน เต็มไปด้วยความเครียดและแรงกดดัน . [ กาเพื่อเปลี่ยนการศึกษา กาเพื่อลูกหลาน ] ผมและพรรคประชาชน เราต้องการทำให้ลูกหลานเรา ไม่ต้องแบกความคาดหวังจากสังคม โดยปราศจากการสนับสนุนจากรัฐ . ผมรู้ดีว่าหากเราทำเรื่องนี้สำเร็จ - คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากเรื่องนี้ อาจจะยังไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้ง หรืออาจจะยังไม่ได้ลืมตามาในโลกนี้ด้วยซ้ำ - แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนในห้องนี้ พร้อมทำทุกอย่าง เพื่อลูกหลานของประเทศเรา - เพราะหากชาติคือประชาชน เด็กและเยาวชนในประเทศนี้ ก็คือลูกหลานของพวกเราทุกคน . 8 กุมภาพันธ์นี้ - กาเพื่อเปลี่ยนการศึกษาไทย ให้มีความหมาย และมีความสุข - กาเพื่อลูกหลานเรา ที่ยังเข้าคูหาไปกากบาทด้วยตัวเองไม่ได้ แต่จะต้องอยู่กับ การตัดสินใจและ “กากบาท” ของเราไปนานที่สุด . . [ มุ่งสู่ประเทศที่คนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง-ยินดีกับการจ่ายภาษี-สะดวกใจกับการส่งลูกไปโรงเรียนรัฐ ] . ท้ายสุดนี้ ถ้าใครถามว่าเป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของผมคืออะไร? . คำตอบผมเรียบง่ายครับ . ผมอยากเห็นประเทศเราเป็นประเทศที่: 1. คนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง 2. คนยินดีกับการจ่ายภาษี 3. คนสะดวกใจกับการส่งลูกไปโรงเรียนรัฐ . หากคนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง ก็หมายความว่าเรามีระบบการเมืองที่ทำให้เสียงของประชาชนเปลี่ยนประเทศได้ . หากคนยินดีกับการจ่ายภาษี ก็หมายความว่าเรามีรัฐบาลที่ใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใสและถูกจุด เพื่อพัฒนาประเทศ . หากคนสะดวกใจกับการส่งลูกไปโรงเรียนรัฐ ก็หมายความว่าเรามีบริการสาธารณะที่ประชาชนไว้วางใจให้ดูแลคนที่เขารักที่สุด . บางคนอาจจะบอกว่าเป้าหมายนี้ “เป็นไปไม่ได้” แต่ที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า การเมือง “เป็นเรื่องแห่งความเป็นไปได้” และผมเชื่อว่าเป้าหมายนี้จะเป็นไปได้ หากเราทุกคนจับมือกันตั้งรัฐบาลประชาชน . และหากยังมีเซียนการเมืองคนไหนที่บอกว่า - ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง - ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะตั้งรัฐบาลได้ - ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ . ผมเชิญชวนทุกคนครับ . 8 กุมภาพันธ์นี้ . “หักปากกาเซียน ด้วยปากกาคุณ” . เข้าคูหา กาเพื่อเปลี่ยน กาพรรคประชาชน 2 ใบ กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ . และเปิดประตูไปสู่อนาคตด้วยกันครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

62,096 просмотров • 4 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ #เลือกตั้ง69 สำคัญมาก : อย่าเสียสิทธิกำหนดอนาคตประเทศ รีบลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าก่อน 5 ม.ค. 2569 ] . การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ สำคัญมากครับ เพราะจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้ รธน. 2560 ที่ประชาชนเลือก สส. แล้ว สส. ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้าไป จะเข้าไปเลือกนายกฯและกำหนดหน้าตารัฐบาล โดยไม่มี สว. มาเกี่ยวข้อง . ถ้าใครรู้ว่า ไม่สะดวกไปเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่บ้านในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คุณต้องรีบลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า! . การเลือกตั้งล่วงหน้า มี 3 ประเภท . ประเภท 1 = เลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง (เลือกที่หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้าน ในวันที่ 1 ก.พ.) . - ตัวอย่าง: คนที่สะดวกเลือกที่บ้าน แต่ไม่สะดวกไปวันที่ 8 ก.พ. (เช่น ติดงานที่ต่างจังหวัดหรือติดเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 8 ก.พ. พอดี) . ประเภท 2 = เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง (เลือกที่หน่วยเลือกตั้งตามที่อาศัยอยู่จริง ในวันที่ 1 ก.พ.) . - ตัวอย่าง: คนที่ทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่จังหวัดตามทะเบียนบ้าน และไม่สะดวกเดินทางกลับบ้านวันที่ 8 ก.พ. . ประเภท 3 = เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร . - ตัวอย่าง: คนที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ . ช่องทางการลงทะเบียน: . 1. ออนไลน์ ( 2. ไปรษณีย์ 3. เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ (นายทะเบียนอำเภอ/นายทะเบียนท้องถิ่น/สถานทูต) . ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 5 มกราคม 2569 ครับ . . ป.ล. ในส่วนของการทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. - หากท่านไม่สะดวกไปออกเสียงที่หน่วยที่บ้านในวันที่ 8 ก.พ. ท่านยังต้องรอความชัดเจนจาก กกต. ว่าช่องทางในการออกเสียงนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักรจะเป็นอย่างไร - แต่การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตหรือนอกราชอาณาจักรตามโพสต์นี้ จะยังไม่เท่ากับ การลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร ดังนั้น มีแนวโน้มสูงมากๆว่าท่านจะต้องลงทะเบียนเรื่องประชามติอีกรอบ

Parit Wacharasindhu (Itim)

74,643 просмотров • 5 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ สร้างประเทศไทยที่ คนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง-ยินดีกับการจ่ายภาษี-สะดวกใจกับการส่งลูกไปโรงเรียนรัฐ ] . เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของผมคือการเห็นประเทศเราเป็นประเทศที่: . 1. คนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง 2. คนยินดีกับการจ่ายภาษี 3. คนสะดวกใจกับการส่งลูกไปโรงเรียนรัฐ . หากคนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง ก็หมายความว่าเรามีระบบการเมืองที่ทำให้เสียงของประชาชนเปลี่ยนประเทศได้ . หากคนยินดีกับการจ่ายภาษี ก็หมายความว่าเรามีรัฐบาลที่ใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใสและถูกจุด เพื่อพัฒนาประเทศ . หากคนสะดวกใจกับการส่งลูกไปโรงเรียนรัฐ ก็หมายความว่าเรามีบริการสาธารณะที่ประชาชนไว้วางใจให้ดูแลคนที่เขารักที่สุด . บางคนอาจจะบอกว่าเป้าหมายนี้ “เป็นไปไม่ได้” แต่ที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า การเมือง “เป็นเรื่องแห่งความเป็นไปได้” และผมเชื่อว่าเป้าหมายนี้จะเป็นไปได้ หากเราทุกคนจับมือกันตั้งรัฐบาลประชาชน . และหากยังมีเซียนการเมืองคนไหนที่บอกว่า - ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง - ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะตั้งรัฐบาลได้ - ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ . ผมเชิญชวนทุกคนครับ . 8 กุมภาพันธ์นี้ . “หักปากกาเซียน ด้วยปากกาคุณ” . เข้าคูหา กาเพื่อเปลี่ยน กาพรรคประชาชน 2 ใบ กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ . และเปิดประตูไปสู่อนาคตด้วยกันครับ

Parit Wacharasindhu (Itim)

56,564 просмотров • 4 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม หนีญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงาน ] . เป็นเรื่องน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่ประธานสภาคนใหม่ สส. โสภณ ซารัมย์ ตัดสินใจปิดประชุมหนีการเสนอญัตติในสภา เพื่อหารือและระดมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการทำมาหากินและค่าครองชีพของคนไทยทั่วประเทศ . หากย้อนดูเหตุการณ์วันนี้ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะตั้งแต่เช้าว่าจะมีการเสนอญัตติด่วนหลังวาระการเลือกนายกฯเสร็จสิ้นลง ( - พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ดูไม่ขัดข้อง โดยมี 1 พรรคที่ได้อภิปรายถึงความประสงข์ดังกล่าวเช่นกัน และมีอีก 1 พรรค ที่ได้แจ้งตอนมีการประสานงานไปว่าพร้อมจะร่วมเสนอญัตติด้วยเมื่อถึงเวลา - สส. รัฐบาลท่านหนึ่ง ยังอภิปรายตอนลุกขึ้นมาประท้วงในช่วงวาระการเลือกนายกฯ ว่า สส. หลายคนก็มีความเป็นห่วงเป็นใยในประเด็นดังกล่าว โดยแนะนำให้ สส. ฝ่ายค้านเสนอเป็นญัตติเข้ามา . พอวาระการโหวตนายกฯใกล้จะเสร็จสิ้นลง (โดยอยู่ในช่วงการรวมคะแนน) ผมเห็นว่าเวลา ณ เวลานั้น คือ 13.17 น. ซึ่งยังเหลือเวลาอีกมากที่สภาจะสามารถเดินหน้าพิจารณาวาระเรื่องวิกฤตพลังงานต่อไปได้โดยที่ยังไม่ต้องปิดประชุม (หากเทียบชัดๆ คนอาชีพอื่นๆก็ยังไม่เลิกงาน นักเรียนก็ยังไม่เลิกเรียน) . อย่างไรก็ตาม พอผมลุกขึ้นหารือในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมคะแนนจากการเลือกนายกฯ ทางประธานสภาฯกลับหยุดผมโดยยืนยันว่าจะให้หารือหลังจากรวมคะแนนเสร็จและวาระการเลือกนายกฯผ่านไป / แต่พอวาระการเลือกนายกฯเสร็จสิ้นลง ประธานสภากลับชิงปิดประชุมทันที . ในเมื่อประธานสภาตัดสินใจใช่อำนาจตนเองในการชิงปิดประชุมเพื่อหนีการซักถาม-ตรวจสอบรัฐบาลในวันนี้: . 1. พรรคประชาชนได้เรายื่นญัตติด่วนเรื่องการพิจารณาและเสนอแนะรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตน้ำมัน เข้าสู่สภาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไปอีกช่องทาง เพื่อขอให้ประธานสภาบรรจุญัตติดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมโดยเร็ว และก่อนการประชุมสภาสัปดาห์หน้า . 2. พรรคประชาชนขอให้ทางประธานสภาและ สส. รัฐบาล ยืนยันว่าจะสนับสนุนให้ญัตติดังกล่าวถูกพิจารณาในการประชุมสภาครั้งถัดไป (พุธ 25 มี.ค.) เพื่อเปิดเวลาให้ สส. ได้ซักถามทุกข้อสงสัยและเสนอแนะทุกมาตรการได้อย่างครบถ้วน . 3. พรรคประชาชนขอให้ทาง นายกฯ และ ครม. รักษาการฯ (โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง) มาร่วมประชุมสภาด้วยตนเองเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะของ สส. และชี้แจงข้อซักถามที่เราสอบถามแทนพี่น้องประชาชน

Parit Wacharasindhu (Itim)

40,324 просмотров • 3 месяцев назад

paritw92's profile picture

[ ข้อเสนอปฏิรูปงบประมาณการศึกษา มุ่งเป้าสู่เป้าหมาย "เรียนฟรี" จริง ] . วันนี้ ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2565 ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) . แม้เราได้ยินคำว่านโยบาย “เรียนฟรี” มาหลายปี แต่เราต้องยอมรับว่าต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาจากการที่การศึกษานั้น “ไม่ฟรีจริง” . สถิติที่น่าตกใจ คือในทุกๆ 100 บาทที่ถูกใช้ไปกับการศึกษา รัฐเป็นคนจ่ายประมาณ 78 บาท ในขณะที่ครัวเรือนและผู้ปกครองต้องควักเองอีก 22 บาท . ดังนั้น โจทย์หลักที่ผมได้อภิปรายในวันนี้คือการตั้งคำถาม 4 ข้อ ในการพยายามถอดบทเรียนจากการดำเนินงานของ กสศ. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อออกแบบแนวทางปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณการศึกษา เพื่อให้การศึกษานั้น “ฟรีจริง” . คำถาม #1 = งบที่ กสศ. จัดสรรตรงให้ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนพิเศษภายใต้ชื่อ “ทุนเสมอภาค” . ที่ผ่านมา อัตราทุนเสมอภาคที่ กสศ. จัดสรรต่อนักเรียนยากจนพิเศษ 1 คน นิ่งอยู่ที่ 3,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 ซึ่งสวนทางกับรายได้ครัวเรือนของครอบครัวยากจนพิเศษที่มีแต่ลดลงๆ และค่าครองชีพด้านการศึกษาที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ . คำถาม: กสศ. มีแผนจะ เพิ่มอัตราของทุนเสมอภาคหรือไม่ และเป็นเท่าไหร่? และนอกจากการเพิ่มอัตราแล้ว กสศ. มีแผนจะ ขยายฐานนักเรียน ที่จะเข้าเกณฑ์ในการได้รับทุนเสมอภาคหรือไม่ อย่างไร? . คำถาม #2 = งบที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรไปที่โรงเรียนสำหรับการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนทุกคน . ปัญหาหนึ่งที่ทำให้หลายโรงเรียนขนาดเล็กขาดทรัพยากร เป็นเพราะการจัดสรรงบให้แต่ละโรงเรียนใช้สูตรที่คำนึงถึงจำนวนนักเรียนหรือรายหัวนักเรียนเป็นหลัก จนทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ บางโรงเรียนก็มีครูไม่พอ ในขณะที่ครูไม่กี่คนที่มีอยู่ ก็ต้องแบทั้งภาระงานสอนและภาระงานอื่นๆ . คำถาม: กสศ. มีข้อเสนออย่างไร เพื่อทำให้การจัดสรรงบระหว่างโรงเรียนมีความเป็นธรรมมากขึ้น และเพื่อทำให้เด็กทุกคน เข้าถึงโรงเรียนที่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ? . คำถาม #3 = ประสิทธิภาพของการจัดสรรงบระหว่างการให้ตรงไปที่ผู้ปกครอง-นักเรียน (ในฐานะผู้รับบริการการศึกษา) vs. การจัดสรรงบผ่านโรงเรียน (ในฐานะผู้ให้บริการการศึกษา) . โจทย์นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการออกแบบระบบงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวม โดย กสศ. เป็นหน่วยงานที่อยู่ในจุดที่จะตอบประเด็นนี้ได้ดี เพราะปัจจุบัน นักเรียนยากจนพิเศษ ที่ กสศ. เป็นคนคัดกรอง ได้รับเงินอุดหนุนผ่านกลไกทั้ง 2 ประเภท . 1. “ทุนเสมอภาค” ที่ กสศ. จ่ายตรงไปให้นักเรียน/ผู้ปกครอง (ในลักษณะของ demand-side financing) 2. “เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ที่ สพฐ. จัดสรรไปที่โรงเรียน (ในลักษณะของ supply-side financing) คำถาม: จากประสบการณ์ การให้เงินอุดหนุน แบบไหนมีประสิทธิภาพกว่ากัน? และหากเราสามารถ ออกแบบระบบใหม่จากศูนย์ได้ เราควรออกแบบระบบ ที่เน้นไปที่การอุดหนุนแบบ supply-side financing หรือ demand-side financing ในสัดส่วนอะไร? . คำถาม #4 = การออกแบบการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาระหว่างแต่ละหน่วยงานภาครัฐ . ความจริงแล้ว ตั้งแต่ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2561 กสศ. ได้ดำเนินการมาถึงทุกวันนี้ ด้วยสัดส่วนงบประมาณที่น้อยกว่าที่ถูกออกแบบไว้ตอนแรก เพราะข้อเสนอดั้งเดิมของ กอปศ. ได้ระบุไว้ ว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ กสศ. ในช่วงแรกควรอยู่ที่ 5% ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กลับอยู่แค่ 0.5 - 1.3% - นั่นหมายความ ว่าหากเราจัดสรรงบประมาณของ กสศ. ตามเป้าหมาย 5% ที่ถูกวางไว้ตอนแรก / กสศ. จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้น 16,000 ล้านบาท . คำถาม: หาก กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจริง (ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากการลดโครงการของ ศธ. ที่ไม่จำเป็นและถูกทักท้วงว่าเป็นการเพิ่มภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียน) กสศ. จะนำงบดังกล่าวไปใช้กับอะไร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อย่างคุ้มค่าตอภาษีประชาชน . ผมเชื่อว่าหาก กสศ. มีคำตอบที่ชัดเจน และสมเหตุสมผล ต่อ 4 คำถามนี้ เราจะเริ่มเห็นแสงสวางที่จะช่วยนำพาประเทศเราเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ทุกคนได้ “เรียนฟรีจริง” . ผมได้ทิ้งท้ายด้วยการให้กำลังใจทาง กสศ. ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศเราจะไม่จำเป็นต้องมีกองทุนที่ทำหน้าที่ในลักษณะที่ กสศ. กำลังทำอยู่อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะ กสศ. ล้มเหลว แต่เพราะ กสศ. ประสบความสำเร็จ ในการสร้างระบบที่ทำให้เด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้ - ไม่ว่าจะยากดีมีจน - เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทัดเทียมกัน

Parit Wacharasindhu (Itim)

302,001 просмотров • 2 лет назад

paritw92's profile picture

[ Roadmap รธน ฉบับใหม่ ของก้าวไกล : 4 ยก ที่แพ้ไม่ได้ ] . วาระที่ขาดหายไม่ได้คือการนำพาการเมืองไทยกลับสู่สภาวะประชาธิปไตยปกติ คือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาแทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้ง ที่มา-กระบวนการ-เนิ้อหา และมีส่วนในการนำพาการเมืองไทยมาสู่วิกฤตและทางตัน ณ วันนี้ . แม้หลายพรรคและประชาชนจำนวนมาก มีเป้าหมายปลายทางร่วมกันในการให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่หนทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าวอาจต้องอาศัยชัยชนะผ่านการที่ประชาชนเข้าคูหาทั้งหมด 4 ครั้ง (ประชามติ 2 ครั้ง ก่อน สสร. + การเลือกตั้ง สสร. 1 ครั้ง + ประชามติหลัง สสร. 1 ครั้ง) ซึ่งล้วนมีประเด็นหลักที่จะถูกเถียงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละครั้ง . ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมพร้อมแนบคลิปที่เคยอภิปรายไว้เมื่อตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. เกี่ยวกับ Roadmap สู่ รธน ฉบับใหม่ ในมุมมองของพรรคก้าวไกล . ยก 1 = ประชามติ #1 . หลักการ = จัดประชามติก่อนเสนอร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ด้วยคำถามว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน . เหตุผล = แม้ก้าวไกลยืนยันว่าการจัดประชามติ #1 ไม่ได้มีความจำเป็นทางกฎหมาย เนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ระบุเพียงแค่ให้มีการจัดประชามติ 1 ครั้งก่อนมี สสร. (ซึ่งทำให้การจัดประชามติ #2 อย่างเดียวก็เพียงพอ) แต่เราเข้าใจดีว่าหากไม่จัดประชามติ #1 ตั้งแต่ก่อนเสนอร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. เข้าสู่รัฐสภา สมาชิกรัฐสภาบางส่วนอาจจะหยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาปัดตกร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา (เหมือนที่เคยทำใน มี.ค. 2564) ดังนั้น การจัดประชามติ #1 จึงมีเหตุผลรับรองทางการเมือง เพื่อให้ปรากฎเป็นที่ชัดเจนผ่านผลประชามติ ว่าประชาชนอยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ (หากประชาชนเห็นชอบ) เพื่อไม่ให้สมาชิกรัฐสภาท่านใดมีข้ออ้างเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ปัดตกเจตจำนงของประชาชน . ประเด็นหลักที่จะถูกถกเถียง = ภาพรวมว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ . กรอบเวลา (หากเร็วที่สุด) = ภายใน ธ.ค. 2566 (หาก ครม. ใหม่มีมติตั้งแต่ประชุม ครม. นัดแรกว่าให้จัดประชามติดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ประชามติ 2564) . ยก 2 = ประชามติ #2 . หลักการ = จัดประชามติหลังร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ด้วยคำถามว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ กับร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ที่รัฐสภาเห็นชอบ . เหตุผล = การจัดประชามติจะต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากที่ร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ผ่าน 3 วาระของรัฐสภา เพราะ รธน. มาตรา 256 (8) ได้กำหนดไว้ว่าการแก้ไข รธน. ใดๆก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ไข รธน. (เช่น การมี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) จะต้องมีการจัดประชามติเพื่อสอบถามความเห็นชอบจากประชาชนก่อน . ประเด็นหลักที่จะถูกถกเถียง = รายละเอียดของ สสร. ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เช่น ระบบเลือกตั้ง สสร. จำนวน สสร. กรอบเวลาในการทำงานของ สสร.) . กรอบเวลา (หากเร็วที่สุด) = ภายใน มิ.ย. 2567 (หากรัฐสภาใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนในการพิจารณาร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ใน 3 วาระ) . ยก 3 = เลือกตั้ง สสร. . หลักการ = จัดการเลือกตั้ง สสร. ให้ประชาชนเลือกผู้แทนที่จะไปทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ . เหตุผล = การจัดการเลือกตั้ง สสร. จะเปิดให้ประชาชนได้เลือกผู้แทนที่มีชุดความคิดและแนวทางเกี่ยวกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตรงกับตนเองที่สุด (เช่น แนวทางในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แนวทางในการออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีความชอบธรรม) และจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการแสวงหาฉันทามติใหม่ ที่คำนึงถึงทุกชุดความคิดที่แตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ในสังคม . ประเด็นหลักที่จะถูกถกเถียง = เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ตาม “นโยบาย” หรือ “ข้อเสนอ” ที่ผู้สมัครแต่ละคนหรือกลุ่มนำเสนอ) . กรอบเวลา (หากเร็วที่สุด) = ภายใน ต.ค. 2567 (หากรัฐสภาใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการพิจารณาร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ใน 3 วาระ) . ยก 4 = ประชามติ #3 . หลักการ = จัดประชามติหลัง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ ด้วยคำถามว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ . เหตุผล = การจัดประชามติ เป็นการเปิดให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงในการลงคะแนนว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ถูกร่างโดย สสร. ที่ทุกคนเลือกเข้าไป . ประเด็นหลักที่จะถูกถกเถียง = ภาพรวมว่าเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ . กรอบเวลา (หากเร็วที่สุด) = ภายใน 2568 (ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาทำงานของ สสร.) . . ในเมื่อกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องอาศัยเวลา (อย่างเร็ว) 2 ปี เราจึงจำเป็นต้องทำอีก 2 อย่างคู่ขนาน . A. การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา . - แก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภา ในมาตราหรือประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขเฉพาะหน้าเพื่อสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจและป้องกันไม่ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกขัดขวางหรือทำให้สะดุดระหว่างทาง . B. การรณรงค์ทางความคิดในสังคม . - ความตื่นตัวของสังคมในวงกว้างต่อปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบีบปัจจุบันและประโยชน์ที่จะได้จากการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งความสำเร็จในภารกิจนี้ และประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการสะท้อนฉันทามติใหม่ของสังคม . . ด้วยความท้าทายที่รออยู่ เจตจำนงของนายกฯและรัฐบาลใหม่ในการขับเคลื่อนวาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตยและคืนความปกติให้การเมืองไทย

Parit Wacharasindhu (Itim)

270,580 просмотров • 2 лет назад