
Parit Wacharasindhu (Itim)
@paritw92 • 345,215 subscribers
People’s Party (formerly Move Forward Party)
Shorts
Videos

[ คลิปหลักฐานคดีโกง สว. : พฤติกรรมของผู้ร่วมขบวนการโกง สว. ที่อ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน” ] . ผมเชื่อว่าหลักฐานต่างๆที่ผมและหลายภาคส่วนได้นำเสนอเกี่ยวกับ “ขบวนการโกง สว.” ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงหลายพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและที่สังคมไม่ควรยอมรับ เช่น . - การจงใจวางแผนยึดกุมวุฒิสภา เพื่อหวังทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล - การจ้างคนมาลงสมัครและลงคะแนนให้กับผู้สมัครในขบวนการตนเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ-จังหวัด - การเสนอผลประโยชนน์ เพื่อควบคุมการลงคะแนนให้เป็นไปตาม “โพยใบสั่ง” ในระดับประเทศ - การโอนเงินจากนักการเมืองไปสู่เจ้าหน้าที่ กกต. (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการเลือก สว.) - การข่มขู่พยานที่เห็นถึงขบวนการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ - การกำหนดให้ สว. หรือ ผู้สมัคร สว. เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อให้ขาดความเป็นอิสระในการทำงาน - การปล่อยปละละเลย (หรือการรู้เห็นเป็นใจ?) ของหน่วยงานจัดการเลือก สว. (เช่น กกต. / มหาดไทย) - การเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะมาฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา เพื่อหวังตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล . แต่อีกหนึ่งพฤติกรรมหนึ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างชัดเจน ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. (ซึ่งมีพยานหลายคนยืนยันตรงกัน) คือพฤติกรรมในการแอบอ้าง “ข้างบน” เพื่อจงใจหาประโยชน์จากความศรัทธาของผู้คน ในการนำมาต่อยอดผลประโยชน์ตนเอง และในการนำมาเป็นเกราะกำบังให้กับการทุจริตของตนเอง . แม้ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำบอกเล่าถึงพฤติกรรมดังกล่าวจากพยานบุคคล แต่ผมหวังว่าคลิปนี้ (ซึ่งถูกอัดในระหว่างการพูดคุยกันของบุคคลในขบวนการโกง สว.) จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าว มีอยู่จริง . . #สั่งฟ้องสว (และเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง) . — . . ป.ล. คลิปนี้มีการยกระดับเสียง (เพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น) และนำเฉพาะส่วนสำคัญจากบทสนทนาเต็มมานำเสนอ (เพื่อให้ไม่ให้ยาวเกินไป)
Parit Wacharasindhu (Itim)736,081 просмотров • 1 месяц назад

[ มติเสียงข้างมาก กกต. ขัดหลักการ-หลักกฎหมาย เพราะจงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ในคดีโกง สว. : (1) ความเป็น “ขบวนการ” | (2) ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย | (3) มาตรฐาน กกต. เองในอดีต ] . วันนี้ ผมได้ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงานประจำปี 2567 & 2568 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ภารกิจสำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คงหนีไม่พ้นการจัดการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม . แต่ท่ามกลางหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับการโกง สว. เราเพิ่งได้ทราบถึงข้อสรุปในชั้น กกต. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก ว่ามหากาพย์การโกงครั้งนี้ มีคนที่ กกต. เชื่อว่าเกี่ยวข้อง และสั่งฟ้องไปที่ศาลทั้งหมด เพียงแค่ 77 คน ซึ่ง: - น้อยกว่าความเห็นของ คณะไต่สวนชุดที่ 26 (ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 229 คน) และความเห็นของเลขาธิการ (ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140-200 คน) - มี สว. เพียง 26 คน และมีแกนนำพรรคภูมิใจไทย (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) เพียง 1 คน . ผมเห็นว่า มติดังกล่าว ขัดกับหลักการ-หลักกฎหมาย-หลักฐาน จนเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. เพราะเป็นมติที่ ทำเป็นมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ที่อยู่ในการโกง สว. . . [ ช้าง 1 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. ] . ความผิดปกติเกี่ยวกับมติ กกต. ที่ชัดที่สุด คือการพยายามตีกรอบ และ บีบให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโกง สว. แยกขาดจากกัน เสมือนกับเป็นเหตุการณ์และกลุ่มบุคคล ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่บังเอิญ “ต่างคนต่างโกง” ในห้วงเวลาและรูปแบบเดียวกัน . กรอบดังกล่าวมัน ขัดกับหลักฐานทั้งหมด ที่ชี้ว่าการโกง สว. ครั้งนี้ เขาทำกันเป็น “ขบวนการ” . ผมขอยก 4 ตัวอย่าง: 1. โพยใบสั่ง . โพยใบสั่ง เป็นเครื่องมือที่ขบวนการโกง สว. เขาใช้ในการกำกับการลงคะแนน ซึ่งพอเราไปดูโพยทั้ง 12 แบบ (versions) ที่มีตัวเลขเหลื่อมๆกัน เราจะค้นพบว่าจำนวน สว. ที่มีหมายเลขปรากฎอยู่ในโพย มีทั้งหมด 130+ คน ซึ่ง รวมถึงทั้ง 26 สว. ที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง . ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน ว่าเหตุผลที่ 130+ คน นี้ไปปรากฎอยู่ในโพยเดียวกัน ก็เพราะพวกเขาเป็น “ขบวนการ” เดียวกัน . แต่ กกต. เสียงข้างมาก กลับไม่มองแบบนั้น: - กกต. สั่งฟ้อง สว. 26 คน ที่ไปปรากฎอยู่บนโพย เพราะ กกต. เห็นว่าพวกเขาได้กระทำการทุจริต (เช่น ซื้อเสียง ข่มขู่ หรือ หลอกลวง ผู้สมัครคนอื่น) ให้มาเลือกตามโพย - แต่ กกต. กลับมองว่า สว. อีก 110+ คน ที่ไปปรากฎอยู่บนโพย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ สว. 26 คน และไม่ได้ทำอะไรที่ไม่สุจริต แต่แค่บังเอิญไปอยู่บนโพยเดียวกัน . 2. สถิติการลงคะแนน . ผลการเลือก สว. เป็นสิ่งยืนยันว่ามีการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ หรืออย่างเป็นขบวนการ . หากเราเชื่อตาม กกต. เสียงข้างมาก การโกง สว. ไม่ได้ทำกันเป็นขบวนการ โดยมีเพียงแค่ สว. 26 คน ที่ต่างคนต่างโกง, สิ่งที่เราต้องเห็นคือการกระจายตัวของคะแนนในแต่ละกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน (เช่น บางกลุ่ม อาจจะมีคะแนนสูสีกันทั้ง 10 คน / บางกลุ่ม อาจจะมี 2 คนแรก ที่คะแนนทิ้งห่างคนอื่น) . แต่สิ่งที่เรากลับเห็น คือการกระจายตัวของคะแนนที่เหมือนกันเป๊ะๆใน 19 จาก 20 กลุ่ม (โดยจะมีผู้สมัคร สว. 6 อันดับแรก ที่ทิ้งห่างเพื่อนๆ ก่อนที่คะแนนจะลดลงมาอย่างชัดเจน สำหรับ อันดับที่ 7 เป็นต้นไป) . 3. ศูนย์ทำโพย . หลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ กกต. ใช้ในการสั่งฟ้อง สว. 26 คน คือการไปปรากฎตัวและร่วมกิจกรรม ที่ศูนย์ทำโพย 1-2 วันก่อนการเลือก สว. - เช่น 5 คน ไปทำโพยที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ (อยุธยา) - เช่น 5 คน ไปทำโพยที่โรงแรมธารา แกรนด์ (ปทุมธานี) - เช่น 3 คน ไปทำโพยที่โรงแรมวังยาว ริเวอร์ไซด์ (นครนายก) . สิ่งที่ กกต. เสียงข้างมาก กำลังบอกเรา คือ เหตุการณ์ที่ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่แยกขาดจากกันและไม่เกี่ยวข้องกันเลย . ซึ่งมุมมองแบบนี้ สวนทางกับข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่า ศูนย์ทำโพยเหล่านี้ เป็นกิจกรรมของ “ขบวนการ” เดียวกัน เพราะ - มีการรวมตัวกันของ สว. มากกว่าแค่ 26 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง - มีรูปแบบกิจกรรมและขั้นตอนในการทำโพย ที่เหมือนกัน - (บางศูนย์) แชร์แม้กระทั่งวิทยากรคนเดียวกัน ที่เวียนไปบรรยายหลายแห่ง . 4. การปฐมนิเทศ หลังได้รับเลือก . หากเราชื่อ กกต. เสียงข้างมาก ว่า สว. 26 คน ต่างคนต่างโกง โดยไม่ได้เป็น “ขบวนการ” เดียวกัน: เมื่อได้รับเลือกแล้ว สว. เหล่านี้ ก็คงไม่มีเหตุจำเป็นต้องมาทำอะไรร่วมกันในทันที . แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะในวันที่ 21 ก.ค. 2567 (ไม่กี่วันหลังจากการถูกรับรองเป็น สว. และแค่ 2 วันก่อนการเริ่มปฏิบัติหน้าที่) สว. หลายสิบคน กลับไปประชุม และเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” ร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน . เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ได้รับการยืนยันโดยพยานบุคคลหลายคน แต่ยังสอดรับกับข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่เราได้รับ ที่มีการยืนยันว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คน ที่อยู่ที่บริเวณโรงแรมพูลแมนจริงในวันดังกล่าว (โดยมี สว. ถึง 10 คน จาก 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง รวมอยู่ด้วย) . หาก สว. เหล่านี้ ไม่ได้ร่วมกันโกง หรืออยู่ใน “ขบวนการ” เดียวกัน ตั้งแต่ตอนเลือก แล้วอะไรไปทำให้ สว. เหล่านี้ ต้องไปรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ และรู้จักกันในฐานะ สว. . . ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. ครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ผมที่เห็น - ทางอัยการเอง ก็เคยตีกลับสำนวนที่ DSI เสนอให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน โดยระบุชัดว่า 8 คนดังกล่าว “เป็นเเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ” ที่หน่วยงานจะ “ตัดทอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่” . ความพยายามของ กกต. ในการปฏิเสธว่าการโกง สว. ไม่ได้กระทำกันเป็น “ขบวนการ” ก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า หากมีการวางระเบิดหรือวางเพลิงพร้อมกัน 20 จุด ทั่ว กทม. กกต.กำลังจะบอกว่า - ให้เราพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกจากกัน และให้ดูเฉพาะว่ามีใครบ้างที่มีหลักฐานว่าขับรถไปวางระเบิดที่แต่ละจุด - โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับ 20 จุดมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และไม่ต้องสนใจว่าใครหรือองค์กรใดเป็นผู้วางแผน หรือ บงการ “ขบวนการ” ดังกล่าว . . [ ช้าง 2 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = ความเชื่อมโยงกับ “พรรคภูมิใจไทย” ] . แม้มติเสียงข้างมากของ กกต. ไม่สั่งฟ้อง แกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่หลักฐานจำนวนมาก กลับชี้ไปที่พรรคภูมิใจไทย . 1. แม้ กกต. ไม่สั่งฟ้องรัฐมนตรีหรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่ 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ก็เต็มไปด้วยคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย . ตัวอย่าง: - อดีต รองประธานสภา จากพรรคภูมิใจไทย (นครพนม) - สส. จากจากพรรคภูมิใจไทย (สุโขทัย) - อดีตผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย (ภูเก็ต) - พ่อของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย - นายก อบจ. ที่เคยร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย - ผู้ช่วย สส. ของ สส. จากพรรคภูมิใจไทย - เจ้าหน้าที่ธุรการในต่างจังหวัด ของพรรคภูมิใจไทย . 2. แม้ กกต. เสียงข้างมาก จะปัดตกคำให้การครั้งแรก ของพยานรหัส 16/26 เอกราช ช่างเหลา (ซึ่งความจริงแล้ว ก็ควรจะต้องวิเคราะห์ว่าสาระในคำให้การครั้งไหน สอดรับกับหลักฐานอื่นหรือไม่) แต่หลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึง กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำให้การของ เอกราช ช่างเหลา แต่ยังรวมถึงหลักฐานอื่น (เช่น ประวัติการโทรศัพท์) ซึ่งประธาน กกต. ยืนยันเองว่ามีหลักฐานประเภทดังกล่าวอยู่จริง . ตัวอย่าง: ประวัติการโทร ของบุคคลที่ ชื่อ “รัตนา บ่อถ้ำ” (ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ชลัฐ รัชกิจประการ (กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย) และคาดว่ายังเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย) . สิ่งที่น่าสงสัย คือหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับขบวนการโกง สว. แล้วเหตุใดเราจึงได้รับข้อมูลว่า รัตนา บ่อถ้ำ ได้มีการโทรคุยกับ สว. อย่างน้อย 19 คน รวมกันอย่างน้อย 62 ครั้ง ในห้วงเวลา 80 วัน (21 มิ.ย. 67 - 9 ก.ย. 67) ซึ่งคาบเกี่ยวกับ การเลือก สว. ระดับประเทศ / การปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมน / และการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว. (โดยในบรรดา สว. 19 คน มี 6 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง รวมอยู่ด้วย) . แม้เพียงแค่ประวัติการโทรอย่างเดียวยังอาจสรุปไม่ได้ ว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่ แต่หาก กกต. ต้องการให้เราเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง กกต., ต้องตอบให้ได้ว่า แล้วทำไม ทีมงานของผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย หรือ เจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทย ถึงต้องโทรหา สว. เยอะขนาดนี้ และโทรคุยกันเรื่องอะไร? . ผมเข้าใจดีว่า พรรคภูมิใจไทย มักอ้างว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะหัวหน้าพรรคเคยออกประกาศ 30 เม.ย. 2567 กำชับไม่ให้ลูกพรรค ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. . แต่พอวันนี้มันชัดเจนแล้ว ว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคจำนวนไม่น้อยที่ไปพัวพันกับการโกง สว. ถึงขั้นที่แม้กระทั้่ง กกต. ก็สั่งฟ้อง, มันจึงมีความเป็นไปได้แค่ 2 ทาง คือ: - 1. นายกฯ อนุทิน (ในฐานหัวหน้าพรรค) ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับไม่ให้สมาชิกไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. - 2. นายกฯ อนุทิน (ในฐานหัวหน้าพรรค) รู้เห็นหรือร่วมกันโกง สว. แต่ถูกปกป้องโดย กกต. . . [ ช้าง 3 (ที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น) = มาตรฐาน กกต. เองในอดีต ] . ผมเข้าใจดี ว่า กกต. อาจมีดุลพนิจที่แตกต่างจากผมได้ว่าเรื่องไหนควรสั่งฟ้องหรือยกคำร้อง แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนคาดหวังให้ กกต. ทำ คือการใช้มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคดี . เมื่อปีก่อน: กกต. เคยสั่งฟ้องคดีที่มีหลักฐานเป็นเพียงแชต LINE ระหว่างผู้สมัคร 2 คน ที่จับคู่-แลกคะแนนกัน . แต่ปีนี้: กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คนที่อยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งๆที่โพยดังกล่าวและผลการลงคะแนนที่สอดคล้องกัน เป็นหลักฐานของการ “แลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ” เสียยิ่งกว่าการจับคู่-แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน . มติดังกล่าว จึงขัดแย้งกับทั้งข้อเสนอของ คณะที่ 26 และความเห็นของเลขาธิการฯ และยังเป็นการกระทำที่ขัดกับมาตรฐานของตนเองในอดีตอย่างชัดเจน . . . หลังจากนี้ ผมเห็นว่าสิ่งที่ กกต. ต้องทำเป็นขั้นต่ำ คือลุกขึ้นมายืนยัน 4 เรื่อง: . 1. เปิดเผยมติทั้งหมดสำหรับทุกข้อกล่าวหา รวมถึงรายละเอียดว่าผลการคะแนนเป็นอย่างไร / กกต. คนไหนลงคะแนนอย่างไร / กกต. คนไหนมีความเห็นอย่างไร . 2. ส่งสำนวนทั้งหมดของ กกต. (คณะไต่สวนชุดที่ 26 / ความเห็นเลขาฯ / คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36) ไปที่ศาลฎีกา . 3. เดินหน้าสืบสวน หลักฐานการโกง สว. ที่ได้ปรากฎแล้วต่อสาธารณะ แต่อยู่นอกสำนวนในคดีที่ กกต. เพิ่งลงมติไป (เช่น คลิปเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต?) . 4. (หากกระบวนการของศาลในการไต่สวน 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง นำไปสู่การปรากฏหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่นนอกจาก 77 คน) เดินหน้ารื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลดังกล่าวเพิ่มเติมจาก 77 คน . . โดยสรุป มติของ กกต. เป็นมติที่จงใจทำเป็นมองไม่เห็น 3 ช้างตัว: - 1. ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. - 2. ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย - 3. มาตรฐานของ กกต. เองในอดีต . ความจริง จะเหมารวม กกต. ทั้ง 7 คน ก็คงจะไม่ได้ เพราะ เมื่อวาน กกต. สิทธิโชติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่เป็นการยืนยันว่าท่านเองก็เห็นช้าง 3 ตัวเดียวกันกับผม . และสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเจาะลึก มติของ กกต. โดยเฉพาะการไม่ให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน (เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล) ที่ กกต. มีมติ 5-2: . เราจะเห็นว่า หากเราตัด 4 กกต. จาก สว. สีน้ำเงิน (ซึ่งมีสถานะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์) ออกไป, เสียงข้างมากของ 3 กกต. ที่เหลือ กลับเห็นด้วยกับการสั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว . ดังนั้น เหตุผลเดียวที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว ยังไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาในคดีโกง สว. ในวันนี้ เป็นเพราะ กกต. 4 คน จาก สว. สีน้ำเงิน ตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตนเอง ในทางที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่ทำให้พวกเขาได้มาเป็น กกต. ทุกวันนี้ . ดังนั้น หาก กกต. ยังคงใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อต่างตอบแทนกันทางการเมือง แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการ ผมได้แต่กังวลใจแทนเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าพอท่านกลับมารายงานต่อสภาในปีหน้า ความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อ “ความเป็นอิสระ” หรือความ “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ขององค์กรท่านจะเหลือสักเท่าไหร่
Parit Wacharasindhu (Itim)25,116 просмотров • 4 дней назад

HIGHLIGHT: มติเสียงข้างมากของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกง สว. ขัดกับหลักการ-หลักกฎหมาย-หลักฐาน เพราะเป็นมติที่ ทำเป็นมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ที่อยู่ในการโกง สว. . 1. ความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว. 2. ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย 3. มาตรฐาน กกต. ในการสั่งฟ้องคดีในอดีต . หากเราเจาะลึก มติ 5-2 ของ กกต. ในการไม่ให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน (เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล) เราจะเห็นว่าหากเราตัด 4 กกต. จาก สว. สีน้ำเงิน (ซึ่งมีสถานะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์) ออกไปเสียงข้างมากของ 3 กกต. ที่เหลือ กลับเห็นด้วยกับการสั่งฟ้อง 12 คนดังกล่าว . ดังนั้น เหตุผลเดียวที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าว ยังไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาในคดีโกง สว. ในวันนี้ เป็นเพราะ กกต. 4 คน จาก สว. สีน้ำเงิน ตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตนเอง ในทางที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่ทำให้พวกเขาได้มาเป็น กกต. ทุกวันนี้ . หาก กกต. ยังคงใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อต่างตอบแทนกันทางการเมือง แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “ความเป็นอิสระ” หรือความ “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ของ กกต. จะมีแต่ลดลงเรื่อยๆ
Parit Wacharasindhu (Itim)19,324 просмотров • 4 дней назад

[ คลิปใหม่ ยืนยันชัดเจน 100%: หนึ่งในผู้สมัคร สว. ที่ยื่นโพยให้ กกต. เก็บ คือ ประธานวุฒิสภา (มงคล สุระสัจจะ) ] . 1 เดือนที่แล้ว (15 มิ.ย.) ผมเคยตั้งข้อสังเกตจากหมายเลขและสรีระของผู้สมัครในคลิปการเลือก สว. ระดับประเทศ ว่าหนึ่งในผู้สมัครที่ยื่นโพยให้ กกต. (ในระหว่างที่ กกต. เดินเก็บโพยพร้อมตักเตือนผู้สมัครถึงพฤติกรรมที่เสี่ยงจะไม่สุจริต) น่าจะคือนายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา . หลังจากนั้น ประธานมงคล ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนถึง 2 ครั้ง (17 มิ.ย. / 7 ก.ค.) ว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ โดยบอกให้นักข่าวกลับมาถามผม . ความจริง ผมเห็นว่าการที่ประธานมงคลไม่ตอบคำถามตรงๆ ก็น่าจะเป็นการยืนยันไปแล้วแบบหนึ่ง . แต่วันนี้ ผมได้รับหลักฐานจากคลิปใหม่ ที่เห็นหน้าคุณมงคลชัดเจน และยืนยันว่าบุคคลในคลิปนั้นคือคุณมงคล สุระสัจจะ 100% แบบสิ้นข้อสงสัย (ดู 10 วินาทีสุดท้ายของคลิป) . . [ คำถามที่ไร้คำตอบ คือคำตอบแบบหนึ่ง? ] . ในการตรวจสอบคดีโกง สว. ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นการเผยแพร่ข้อมูลจากหลายภาคส่วน เช่น: - คลิป กกต. เดินเก็บโพย จากผู้สมัคร สว. ( - ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. รายจังหวัด ( - ข้อมูลจากพยานบุคคล 4 คน บนเวทีพรรคฝ่ายค้าน 2 สัปดาห์ก่อน ( - ข้อมูลที่รวบรวมโดย iLaw เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ( . ข้อมูลเหล่านี้ ประกอบไปด้วยหลายข้อกล่าวหาที่เจาะจงและพุ่งตรงไปถึง สว. นักการเมือง หรือ กกต. ที่ถูกเอ่ยชื่ออย่างชัดเจน . แต่แทนที่บุคคลสาธารณะดังกล่าว จะใช้วิธีการตอบคำถามหรือชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อสังคม หลายคนกลับเลือกใช้วิธีหนีการซักถาม โบ้ย เบี่ยงประเด็น ฟ้องผู้ตั้งคำถาม หรือปล่อยข่าวไม่เป็นทางการเพื่อข่มขู่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ . กรณีตัวอย่างของประธานมงคล ชี้ให้เห็นชัด ว่าการที่บุคคลที่ถูกตั้งคำถามเลือก “ไม่ตอบคำถาม” ก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง . และหากวันไหนที่หลักฐานต่างๆปรากฏเองต่อสาธารณะโดยไม่ต้องรอฟังคำตอบจากท่านอีกต่อไป วันนั้น ท่านจะตอบคำถามได้ยากขึ้นแน่นอน . . . ใครสนใจ มาร่วมงานเจาะลึกหลักฐานเพิ่มเติมในคดีโกง สว. (ภาค 2) ของพรรคฝ่ายค้านได้ในวันอาทิตย์นี้ - ลงทะเบียนร่วมงาน:
Parit Wacharasindhu (Itim)261,122 просмотров • 1 месяц назад

[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ] . คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง . เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป) . ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ: . 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”? . 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”? . 3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)? . 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่? . ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ . — . หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. . อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130+ คน ที่เป็น สว. และ 90+ คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน . ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ: . 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”? . 2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่? . 3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่? . . หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่
Parit Wacharasindhu (Itim)367,890 просмотров • 3 месяцев назад

ผมเพิ่งกลับถึงที่พัก หลังจากใช้เวลาทั้งวันในการรับฟังและร่วมอภิปรายวาระ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยผมได้ค้นพบว่า สส. ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย ได้ใช้พื้นที่ของอาคารรัฐสภาในบ่ายวันนี้ เพื่อแถลงข่าวด้วยข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผม โดยเขาได้กล่าวว่า [คลิป 1]: . “วันนี้นะครับท่าน สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ ก็ได้นำเอกสารมาแสดง โชว์ให้เห็นอีก คือเป็นเอกสารฉบับนี้นะครับ เดี๋ยวผมก็จะให้สื่อดูนะครับ เป็นเอกสารรที่ระบุไว้นะครับ ว่าเป็นสำนวนจาก ของคณะ 26 หรืออาจจะลามมาจนถึงคณะ 36” . คำถามง่ายๆ คือ ผมไปแสดงเอกสารดังกล่าวที่อยู่ในมือคุณศุภชัยและที่คุณศุภชัยกล่าวหาผม ตอนไหนนะครับ? . 1. ในเพจสาธารณะทั้งหมดของผมวันนี้ (Facebook / X / IG / Tik Tok) ผมไม่ได้มีการโพสต์เอกสารใดๆตามที่คุณศุภชัยกล่าวอ้างเลย (ความจริง วันนี้น่าจะเป็นไม่กี่วันในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ผมยังไม่ได้สื่อสารอะไรในเพจผมเรื่องคดีโกง สว. ด้วยซ้ำ) . 2. ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อสาธารณะ (รายการ Suthichai LIVE: ผมไม่ได้นำเสนอเอกสารใดๆ . 3. ในการอภิปรายในสภาเรื่อง พ.ร.ก. เงินกู้ ผมได้วิจารณ์รัฐบาลในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยไม่ได้มีการนำเสนอเอกสารใดๆเกี่ยวกับคดีโกง สว. ( . รบกวนคุณศุภชัยชี้แจงชัดๆด้วยครับ ว่าผมไปแสดงหรือเผยแพร่เอกสารดังกล่าวที่คุณศุภชัยกล่าวหาผมเมื่อไหร่? . ถ้าตรวจสอบแล้วค้นพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ท่านไปกล่าวความเท็จไว้ที่ไหน ท่านก็รบกวนไปแก้ข่าวเท็จที่นั่นด้วยครับ . . ป.ล.1. ข้อมูลอีกเรื่องที่คุณศุภชัยพูดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผม คือการบอกว่าผมไม่เคยถูกฟ้อง [คลิป 2] ทั้งๆที่มี 2 คนจากพรรคท่าน (รองนายกฯ ทรงศักดิ์ & รมต. สุขสมรวย) ที่ได้สื่อสารกับสาธารณะว่าได้ไปแจ้งความผมแล้ว - ผมไม่ถือสาอะไรกับความคลาดเคลื่อนนี้ แต่ก็น่าตั้งข้อสังเกตว่าในฐานะที่ท่านศุภชัยชอบออกมาชี้แจงแทนคนอื่นในพรรคเรื่องคดีโกง สว. ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงท่านศุภชัยติดตามและรับรู้ถึงการกระทำของเพื่อนร่วมพรรคตัวเองดีแค่ไหน . ป.ล.2. อีกประเด็นที่น่าสนใจคือท่านกล่าวหาว่าผม “ผูกขาดความรักชาติ” / “ใครคิดไม่เหมือน(ผม) แล้วบอกว่าไม่รักชาติ” [คลิป 2] - ความจริง คนที่พูดอะไรที่ใกล้เคียงกับข้อกล่าวหานี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น รมต. พิพัฒน์ ที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ว่า “ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ว่าฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ผมอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา” (ซึ่งดูจากรายงานข่าววันนั้น ( ก็ดูเหมือน สส. ศุภชัย จะนั่งอยู่ข้างๆ รมต. พิพัฒน์ ด้วย (ยกเว้นสำนักข่าวใช้ภาพเก่า))
Parit Wacharasindhu (Itim)47,689 просмотров • 25 дней назад

[ งบ 70 - มาตรา 32 (กกต.) : งบที่สภากำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” หรือ เพื่อ “ปกป้องอาชญากรรมทางประชาธิปไตย” อย่างเช่น ขบวนการโกง สว. ? ] . ในเอกสารงบประมาณประจำปี 2570 กกต. ได้มีการของบทั้งหมด 2,724 ล้านบาท โดยระบุไว้ว่า จะใช้เพื่อให้ “กระบวนการเลือก มีความน่าเชื่อถือ และไดรับการยอมรับในความสจุริตและเที่ยงธรรม” . แต่จากการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ณ ปัจจุบัน ผมไม่มั่นใจว่างบที่สภากำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะเป็นงบที่ถูกใช้เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” หรือ เพื่อ “สนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย” . ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นการทำหน้าที่ของ กกต. เกี่ยวกับการโกง สว. ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าต่อ กกต. และที่สังคมกำลังกังวล ว่า กกต. จะลงมติตัดตอนให้ไปไม่ถึงศาลในอีก 4 วันหลังจากนี้ . เมื่อผมเริ่มรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานมากขึ้นเกี่ยวกับการโกง สว. สมมุติฐานผมต่อ กกต เริ่มเปลี่ยนไป . จากเดิม ที่ผมเคยมองว่า กกต. “ปล่อยปละละเลย” ต่อขบวนการโกง สว. มาวันนี้ ผมเริ่มกังวล ว่า กกต. (หรือบางส่วนของ กกต.) “รู้เห็นเป็นใจ” กับขบวนการโกง สว. ตั้งแต่แรก หรือไม่ . - ในห้วงเวลาที่ขบวนการโกง สว. กำลังวางแผนยึดกุมวุฒิสภา แบ่งทีม แบ่งงบกัน, กกต. ก็ออกประกาศระเบียบที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว (เช่น กำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งทำให้การทำโพยสะดวกขึ้น) . - เมื่อเปิดรับสมัคร: พอขบวนการโกง สว. จัดตั้งและจ้างคนของตัวเอง มาสมัครเป็นจำนวนมากเพื่อพลีชีพ, กกต. ก็ทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยผ่านให้ผู้สมัครหลายคนที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้าไปลงคะแนนได้ แม้คุณสมบัติหลายเรื่อง (เช่น ความเป็น พ่อ-แม่-ลูก หรือ ความเป็นสามี-ภรรยากัน) ควรจะตรวจสอบได้ตั้งแต่วันสมัคร . - พอถึงวันเลือกระดับประเทศ: ขบวนการโกง สว. ก็นำโพยใบสั่งที่ทำตามโรงแรมต่างๆ เข้าไปใช้ในวันเลือกระดับประเทศ, ในขณะที่ กกต. ก็ปล่อยให้ใช้กันเต็มที่ - เริ่มมาเตือนจริงจังก็คือช่วงบ่าย / พอเตือนแล้วเขาไม่ฟัง (ถึงขั้นที่ กกต. ต้องเดินไปริบจากมือเขา) กกต. ก็ไม่ดำเนินการอะไรต่อ จนผู้สมัครบางคนที่ถูกริบโพยในวันนั้น ตอนนี้ก็ได้กลายมาเป็น สว. หรือ แม้กระทั่ง ประธานวุฒิสภา ในวันนี้ . พอนำเอา เส้นเรื่องของขบวนการโกง สว. กับเส้นเรื่องของการทำงานของ กกต. มาเทียบคู่กันแบบนี้: เราจะเห็นชัด ว่า 2 เส้นเรื่องนี้ “เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ” จนน่าสงสัย เสมือนกับ ถนนพระราม 4 กับ ถนนสุขุมวิท ที่มีทั้งซอยใหญ่ซอยเล็กเชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง ก่อนจะไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง . หากท่านคิดว่าผมคิดไปเองว่า กกต. บางส่วนอาจรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกง สว. ผมอยากชวนท่านลองไปฟังคลิปเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต 1 วัน ก่อนการเลือก สว. ที่มีนายกท้องถิ่นท่านหนึ่ง พูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “อะไรต่างๆ ที่ท่านคิดว่าจะเป็นปัญหาสำหรับท่าน… เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างใน เขาจะดูแลพวกเรา” ( . ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่า “เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างใน” จะหมายถึงใคร ถ้าไม่ได้หมายถึง กกต. . แต่นอกจากข้อพิรุธในการทำหน้าที่ของ กกต. ในช่วงการเลือก สว. แล้ว, การทำหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตหลังจากมีการรับรองผลไปแล้ว ก็เต็มไปด้วยข้อพิรุธเช่นกัน - ทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดคำถามว่า สภาแห่งนี้ควรจะอนุมัติงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ (เช่น 12 ล้านบาท สำหรับการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวน ให้กับเจ้าหน้าที่ 100 คน / 5 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง) . หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพ การตรวจสอบคดีโกง สว. ในขั้นตอนต่างๆของ กกต. ก่อนวันนี้ สามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน . 1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 (ถูกตั้งเป็นชุดพิเศษ เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันของ เจ้าหน้าที่ กกต. กับ เจ้าหน้าที่ DSI) . การทำงานของคณะที่ 26 เป็นการทำงานที่เราสัมผัสได้ถึงความละเอียด โดยมีการสอบพยานปาก 700+ คน และมีการสอบสวนโดยละเอียดจนสรุปเป็นเอกสาร 90,000+ หน้า จนนำมาสู่ ความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล (138 คน เป็น สว. / 21 คน เป็น รัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย) . 2. เลขาธิการ กกต. (ซึ่งในคดีนี้ รองเลขาฯ ครรชิต เป็นผู้ทำหน้าที่-ออกความเห็นแทน) . แม้เรายังไม่รู้ตัวเลขที่แน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้คือหลังจากชั่งน้ำหนักหลักฐานทั้ง 2 ฝั่ง ทางเลขาธิการฯ มีความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคน รวมถึง สว. ทั้ง 136+ คน ที่ปรากฎในโพย และ รัฐมนตรี หรือ สส. อย่างน้อย 3 คน ที่เลขาธิการฯ กกต. เห็นว่ามีหลักฐานโดยตรง . 3. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 . การทำงานในชั้นนี้ ดูจะมีปัญหาที่สุด และหากสภาจะอนุมัติงบให้ กกต. มี อนุฯ ในลักษณะนี้ ที่ทำงานด้วยมาตรฐานแบบนี้อีก ผมไม่สามารถเห็นด้วยได้ เนื่องจาก 3 ปัญหา: . 3.1. เหตุผลในการตั้ง . โดยปกติ กกต. จะมีการจัดสรรงบ ให้มี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยไว้อยู่แล้ว 35 คณะ ที่จะเวียนกันรับผิดชอบคดีต่างๆโดยที่ไม่รู้ล่วงหน้า ว่าคณะไหนจะรับผิดชอบคดีไหน . แต่ในคดีโกง สว. กกต. กลับมีการตั้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อดูประวัติของอนุกรรมการหลายคน ก็ย่อมถูกตั้งคำถามว่าเป็นคนที่เข้ามาเพื่อ “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือไม่ . กกต. พยายามชี้แจงว่า ภาระงานของ 35 คณะ เยอะอยู่แล้ว เลยจำเป็นต้องตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมา แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะพอเราไปดูรายชื่อของ 7 อนุกรรมการ ในคณะที่ 36 กลับมีถึง อย่างน้อย 4 คน ที่เป็นอนุกรรมการอยู่ใน 35 คณะ อยู่แล้ว . 3.2. การทำงาน . จากเอกสารบันทึกการประชุมที่ปรากฎต่อสาธารณะ เราเห็นได้ถึงการทำงาน และ การวินิจฉัยของ ชุดที่ 36 ที่ดูเหมือนจะไปสอดรับกับธงทางการเมืองของบางฝ่าย (ไม่รู้ว่าโดยบังเอิญหรือไม่) เช่น: - 1. ปฏิบัติตนเป็นศาล โดยการตีตกหลักฐานที่น่าสงสัย เพียงเพราะยังไม่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย? - 2. ปกป้องนักการเมือง โดยการตีกรอบกฎหมายเพื่อให้สาวไปไม่ถึงนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม? - 3. ปฏิเสธความเป็นขบวนการ โดยการตีความเหตุการณ์ต่างๆแยกขาดจากกัน ทั้งที่เชื่อมโยงกันและมีรูปแบบคล้ายกัน? . 3.3. ผลลัพธ์ . ข้อสงสัยที่เรามีเกี่ยวกับ ที่มาและการทำงานของ ชุดที่ 36 มันถูกตอกย้ำ และ ยืนยัน จากข้อสรุปของ ชุดที่ 36 ที่ลงความเห็นว่า ขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีใครมีความน่าสงสัย ที่ควรจะสั่งฟ้องศาลแม้แต่คนเดียว . - อนุชุดที่ 36 เห็นอยู่แล้ว ว่าเลขที่อยู่โพยใบสั่ง ไปโผล่บนบัตรเลือกตั้งในลำดับเดียวกันเป๊ะๆ แต่อนุชุดที่ 36 กลับสรุปว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยสุจริต? . - อนุชุดที่ 36 เห็นอยู่แล้ว ว่ามีผู้ช่วย สส. คนหนึ่งที่สุราษธร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. อำเภอเดียวกัน 10 คน แค่ 1 วันก่อนวันเลือกในจังหวัด แต่อนุชุดที่ 36 กลับเชื่อว่า ผู้ช่วย สส. คนนนั้น คงต้อง “ใช้หนี้” “ซื้อปุ๋ย” หรือ “เช่าพระ” จากผู้สมัคร สว. หลายคนพร้อมกันในวันนั้นพอดี . - อนุชุดที่ 36 เห็นอยู่แล้ว ว่ามี สว. คนหนึ่งจากนครพนม ที่มีคลิปเสียงเขาไปเสนอเงิน เสนอตำแหน่ง ให้ผู้สมัครคนอื่นมาร่วมขบวนการ / ที่ไปจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน / และที่หลายคนยืนยันตรงกันว่าได้ไปทำโพยกับผู้สมัครคนอื่น ร่วมกับ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อยุธยา, แต่อนุชุดที่ 36 กลับเชื่อว่า สว. คนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด . ในเมื่อข้อความแลกคะแนนกันไม่กี่ข้อความใน LINE ยังเพียงพอให้ กกต. สั่งฟ้องไปที่ศาลเมื่อปีก่อน, แล้ว อนุ ชุดที่ 36 ทำงานกันอย่างไร ถึงเห็นหลักฐานมหาศาลที่ชัดกว่านั้นมาก แต่กลับไม่เสนอให้ กกต. สั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว? . ถ้าจะทำกันแบบนี้ แล้วสภาจะอนุมัติงบเรื่องการสอบสวนให้ กกต. ไปทำไม เพราะไม่ว่าจะสอบสวนจนได้หลักฐานอะไรมา อนุวินิจฉัยก็ดูเหมือนว่าจะพร้อมยกคำร้องเพื่อให้ตรงกับธงทางการเมือง? . ผมไม่ทราบ ว่า 14 ก.ย. นี้ ทาง กกต. 7 คน จะดำเนินการตามข้อเสนอของอนุฯ ชุดที่ 36 และยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนหรือไม่ . แต่ด้วยการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมาที่เต็มไปด้วยข้อพิรุธ, ผมเห็นว่า หาก กกต. ตัดสินใจในลักษณะที่ขัดแย้งกับหลักฐาน กกต. ก็คงไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้มั่นใจได้ ว่างบที่เราอนุมัติให้ กกต. จะไม่กลายไปเป็นท่อน้ำเลี้ยง ให้กับองค์กรที่มีส่วนในการปกป้อง “เครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย”
Parit Wacharasindhu (Itim)18,885 просмотров • 10 дней назад

[ ต้องเป็นนายกฯแบบไหน ที่ฟังผิดเอง เข้าใจผิดเอง แต่ยังกล้ามาต่อว่าคนอื่นว่าไม่ทำการบ้าน แถมยังคอยมีประธานสภามาช่วยปิดไมค์ฝ่ายค้าน-ตัดจบประชุมสภาให้? ] . วันนี้ ผมถูกพาดพิงโดยท่านนายกฯในหลายประเด็น - ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเห็นที่แตกต่างกันซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ติดใจอะไร / แต่มี 1 ประเด็น เรื่องการแบ่ง “คลัสเตอร์” รองนายกฯ ที่ท่านนายกฯกล่าวหาผมว่า “ไม่ทำการบ้าน” ทั้งๆที่ ท่านนายกฯเองเป็นฝ่ายที่เข้าใจคลาดเคลื่อน . ท่านนายกฯ กล่าวหาว่าผมไม่ทำการบ้าน และจินตนาการไปเองว่า ผมกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเอากระทรวงเกษตรไปดูแล แถมยังมาทำทีท่าถามผมเสมือนกับว่าผมไม่รู้หรอ ว่าท่านนายกฯ มอบหมาย กระทรวงเกษตรฯ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รองนายกฯ ยศชนัน จากพรรคเพื่อไทย . คำตอบคือ “ผมรู้ครับ ผมก็อภิปรายเช่นนั้น และนั่นแหละคือประเด็นของผม” . ถ้าย้อนไปฟังคำอภิปรายของผม ก็จะเห็นชัดว่าผมรู้ว่าท่านนายกฯ มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ภายใต้รองนายกฯ ยศชนัน และการตัดสินใจเช่นนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมตั้งคำถามว่าท่านนายกฯกำลังแบ่งคลัสเตอร์เพื่อ “แก้โจทย์การเมือง” หรือ “แก้โจทย์ประเทศ” . เพราะหากท่านนายกฯยึด “โจทย์ประเทศ” ผมเห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรอยู่ภายใต้รองนายกฯ ศุภจี ที่ดูแลคลัสเตอร์การผลิต การค้า และการบริการ . แต่ในเมื่อท่านนายกฯ ตัดสินใจย้ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ไปอยู่ภายใต้ รองนายกฯ ยศชนัน ที่ดูแลคลัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ แทน ผมจึงตั้งคำถามว่าท่านตัดสินใจแบบนี้เพราะยึด “โจทย์การเมือง” เป็นหลักใช่หรือไม่ เพียงเพราะ รองนายกฯ ยศชนัน กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร (รมว. สุริยะ) มาจากพรรคเดียวกัน . ความจริงเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ผมได้อภิปรายในคืนนี้) แต่การที่ท่านนายกฯ ไม่ตั้งใจฟัง เข้าใจผิดเอง และยังเอาความมั่นใจผิดๆมากล่าวหาว่าคนอื่นไม่ทำการบ้าน ก็น่าจะยิ่งสะท้อนถึงวุฒิภาวะของท่านนายกฯ และตอกย้ำว่าคนที่ไม่ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่คือตัวท่านนายกฯเอง . ความจริงแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 47 ผมมีสิทธิยืนขึ้นและใช้สิทธิพาดพิงได้เลยทันทีที่โดนพาดพิง แต่ผมอยากให้เกียรติไม่ขัดจังหวะท่านนายกฯระหว่างพูด เลยตั้งใจว่าจะใช้สิทธิพาดพิงหลังนายกฯพูดจบ - เผอิญผมไม่คิดว่าเราจะเจอประธานสภาที่ต้องการปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้ใช้สิทธิพาดพิงและปิดประชุมทันที ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับ . เรื่องนี้จึงตอกย้ำ ว่าเรากำลังทำงานในสภา ที่พร้อมปิดปากฝ่ายค้าน และยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่นายกฯ พูดว่าพร้อมรับฟัง สส. ทุกคนไม่เป็นความจริง
Parit Wacharasindhu (Itim)178,278 просмотров • 5 месяцев назад

หากการโกง สว. ถูกทำเป็นหนังหรือซีรีส์ ผมเชื่อว่าเราจะเห็นถึง 2 เส้นเรื่องหลัก: . เส้นเรื่อง 1 = ขบวนการโกง สว. ที่แบ่งออกเป็น 5 ฉากสำคัญ - 1.1. วางแผน-แบ่งทีมยึดวุฒิสภา เพื่อทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล - 1.2. จัดตั้ง-จ้างคนมาสมัครและลงคะแนนให้กัน เพื่อผ่านระดับอำเภอ-จังหวัด - 1.3. รวมพลตาม “ศูนย์ทำโพย” ก่อนการเลือกระดับประเทศ - 1.4. กำกับการเลือกให้เป็นไปตาม “โพยใบสั่ง” ในการเลือกระดับประเทศ - 1.5. “ปฐมนิเทศ” สว. ที่ได้รับเลือกก่อนเริ่มงาน & ตกลงเรื่องประธาน-รองประธาน . เส้นเรื่อง 2 = การทำงานของ กกต. ที่บกพร่องใน 5 ขั้นตอนสำคัญ - 2.1. ออกระเบียบที่ไม่รัดกุมในการป้องกันการทุจริต - 2.2. ตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร สว. อย่างไม่รอบคอบ - 2.3. ปล่อยปละละเลยเรื่องการใช้โพยใบสั่งในวันเลือก สว. - 2.4. เตะถ่วงคดีมาเกิน 2 ปี & ตั้งคณะฟอกขาว (อนุฯ ชุดที่ 36) - 2.5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างหลักฐานไม่พอ ในวันที่ 31 ส.ค.? . สิ่งที่หลายคนคาใจ คือ 2 เส้นเรื่องนี้ (ขบวนการโกง สว. และ การทำงานของ กกต.): 1. เป็น 2 ขบวนการที่เกิดขึ้นกันอย่างคู่ขนานกันโดยบังเอิญ? หรือ 2. เป็น 2 ขบวนการที่สมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นเป็นใจกัน? . . ผมต้องย้ำว่าคดีโกง สว. มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจน กับการสร้างระบอบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน เพราะ: . 1. การโกง สว. เป็น “เครื่องมือ” ในการสร้างระบอบฮั้วกันทั้งกระดาน (เพราะกลุ่มการเมืองใดยึดกุม สว. ได้ กลุ่มการเมืองนั้นก็ยึดกุมองค์กรอิสระได้ ผ่านการชี้ขาดว่า สว. จะรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ) . 2. ระบอบฮั้วกันทั้งกระดาน เป็น “เครื่องมือ” ในการสกัดกั้นการตรวจสอบคดีโกง สว. (เพราะหาก กกต. ไม่เป็นอิสระจากกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว., กกต. ก็อาจตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล) . . ในอีกแค่ 15 วัน (31 ส.ค.) เราน่าจะได้รู้ผลการลงมติของ กกต. ว่า กกต. จะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนไปที่ศาล หรือ จะยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล . #สั่งฟ้องสว (และเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง)
Parit Wacharasindhu (Itim)43,702 просмотров • 1 месяц назад

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่ #พารากอน เมื่อวานนี้ โดยผมได้พยายามใช้พื้นที่ปรึกษาหารือในการประชุมสภาฯเมื่อเช้านี้ ในการส่งต่อข้อเสนอ 3 ด้านไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต . ข้อเสนอ 1 = เรื่องระบบแจ้งเตือนภัย ขอให้เร่งรัดแผนการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยของรัฐแบบ cell broadcasting ที่จะเป็นการส่งข้อความเข้ามือถือทุกเครื่องบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากในเหตุการณ์เมื่อวาน เป็นอีกครั้งที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนด้วยข้อความ SMS จากหน่วยงานรัฐ แต่ต้องอาศัยระบบแจ้งเตือนแบบ SMS ของเอกชนหรือการค้นหาข้อมูลกันเองในสื่อโซเชียลเป็นหลัก . ข้อเสนอ 2 = เรื่องการครอบครองปืน ขอให้หาแนวทางปรับปรุงกฎหมายขออนุญาตปืนในระบบให้ครอบคลุมประเภทอาวุธมากขึ้นและมีกระบวนการที่รอบคอบมากขึ้น (เช่น การให้ใบอนุญาตมีวันหมดอายุเพื่อต่ออายุ การเพิ่มเกณฑ์เรื่องสุขภาพจิต) และปรับปรุงมาตรการปิดช่องทางค้าขายปืนนอกระบบให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะถึงแม้ปืนที่ถูกใช้ก่อเหตุในครั้งนี้เป็นปืนดัดแปลง แต่การที่ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชียก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราอาจควรทบทวนเรื่องการครอบครองปืนทั้งระบบ . ข้อเสนอ 3 = เรื่องพฤติกรรมเลียนแบบ ขอให้หน่วยงานรัฐเร่งสร้างความเข้าใจกับสังคมในการงดการประโคมข่าวหรือแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนและประวัติของผู้ก่อเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงจะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามที่งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญได้บ่งชี้ และเพื่อเป็นการส่งสัญญาณดัง ๆ ไปทั่วประเทศ ว่าการกระทำอันอำมหิตต่อเพื่อนมนุษย์แบบนี้ จะไม่มีวันทำให้คุณได้แสงหรือความสนใจ จากใครสักคน แม้แต่นิดเดียว
Parit Wacharasindhu (Itim)958,156 просмотров • 3 лет назад

[ งบ 70 - มาตรา 4 (ภาพรวม) : กมธ. งบ ตัดงบได้แค่ 0.29% ทั้งที่พื้นที่ทางการคลังถูกบีบให้แคบลง แถมยังจัดสรรงบใหม่โดยเน้น “อนาคตรัฐบาล” มากกว่า “อนาคตประเทศ” ] . การทำงานของ กมธ. วิฯ งบประมาณ ในปีนี้ ถูก “จับตา” มากกว่าปีก่อนๆ เพราะ: . 1. “สถานการณ์การคลัง” ของประเทศทำให้เราอยู่ในจุดที่ไม่สามารถเสียงบไปกับสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ได้อีกแล้ว เพราะพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนถูกบีบให้แคบลงจากรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น และภาระหนี้สาธารณะกำลังจะสูงขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐบาลในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท . 2. สภามีการ “ถ่ายทอดสด” การทำงานของ กมธ. อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้สังคมรับรู้ในวงกว้างขึ้นถึงการใช้งบของหน่วยงานต่างๆ และการทำหน้าที่ของ กมธ. เอง . แต่แม้จะมีแรงส่งจากสองปัจจัยนี้ เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ กมธ. งบ ในปีนี้ ยังตัดงบได้เพียงแค่ 11,162 ล้านบาท (คิดเป็น 0.29% ของงบประมาณ) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าปีก่อนๆแค่นิดเดียว และน้อยกว่างบ 63 & 64 & 65 ด้วยซ้ำ . แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าผิดหวังกว่าการที่ กมธ. ปรับลดงบ ไม่ได้เยอะเท่าที่ควร คือการตัดสินใจของ กมธ. ว่าจะนำงบที่ปรับลดได้ ไปจัดสรรให้กับภารกิจอะไร . ผมเห็นว่า การตัดสินใจของ กมธ. (ในสัดส่วน ครม. และ สส. รัฐบาล) ในเรื่องนี้ บ่งชี้ว่ารัฐบาลดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ “อนาคตรัฐบาล” มากกว่า “อนาคตประเทศ” . ในมุมหนึ่ง รัฐบาลดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ “อนาคตรัฐบาล” เป็นหลัก เนื่องจาก 54% ของงบที่ปรับลดลงมาได้นั้น (6,044 ล้านบาท / 11,163 ล้านบาท) ถูกเทไปลงที่งบกลาง ในหมวดหมู่ของ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” - พอขึ้นชื่อว่า “งบกลาง” พวกเราทราบดีว่าทางสภาตรวจสอบได้ยากกว่าเมื่อเทียบกับการตั้งเป็นโครงการอย่างเป็นกิจลักษณะ . ผมต้องย้ำว่าการมีเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราอย่าลืมว่าตั้งแต่ก่อน กมธ. งบ เทงบเข้างบกลางเพิ่มเติม:: - เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินปีนี้ ก็สูงกว่าปีที่แล้ว 2,000 ล้านบาท - งบกลางในปีนี้ ก็สูงกว่าปีที่แล้วเกือบ 10% - งบกลางในปีนี้ยังมีงบสำหรับการแก้ปัญหาจากวิกฤตพลังงานอีก 12,000 ล้านบาท (ซึ่งดูจะซ้ำซ้อนกับ 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลเพิ่ง ออก พ.ร.ก. เงินกู้ไป) . ดังนั้น การที่ กมธ. จากรัฐบาล ตัดสินใจเทงบอีก 6,000+ ล้านบาท นี้ เข้าไปงบกลาง เลยทำให้อดสงสัยไม่ได้ ว่ารัฐบาลนี้ต้องการ “ดึงงบมาไว้ที่ตนเอง” ให้ได้มากที่สุด เพื่อหวังใช้ตามอำเภอใจ โดยข้ามหัวการตรวจสอบของสภาหรือไม่ . (กมธ. เสียงข้างมาก ให้เหตุผลว่างบกลางที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ จะไปใช้กับ “ค่าโง่คลองด่าน” แต่ในเมื่อ กมธ. ใช้วิธีการตัดงบ 3,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งไว้สำหรับวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยกรมควบคุมมลพิษ และจัดสรร 6,000+ ล้านบาทเข้างบกลาง ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าในที่สุด งบดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น) . ในอีกมุมหนึ่ง ในขณะที่ กมธ. จากรัฐบาล เทงบ ลงไปที่งบกลางเพื่อหวังเป็นอาวุธในการประคอง “อนาคตรัฐบาล” กมธ. จากรัฐบาล กลับไม่จัดสรรงบเพื่อ “อนาคตประเทศ” ได้มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะใน เรื่องของ “คน” และ “องค์ความรู้” . 1. เรื่อง “คน” (การศึกษา) . แม้ กมธ. จะมีการจัดสรรงบ 96 ล้านบาท ไปกับวัสดุสำหรับอาชีวศึกษา และอีก 97 ล้านบาท สำหรับการจัดการศึกษาในถิ่นทุรกันดาร แต่ กมธ. กลับเลือกที่จะไม่จัดสรรงบเพิ่มเติมให้ กับ กยศ. (ตามข้อเสนอของ กมธ. เสียงข้างน้อย) ทั้งๆที่พวกเราทุกพรรคเห็นกันอยู่ (ทั้งตามหน้าข่าว และจากเรื่องร้องเรียนต่อ กมธ. คณะต่างๆ) ว่ามีนักเรียนจำนวนมาก ที่เสี่ยงจะตกหล่นหรือกำลังถูกคัดออกจากการกู้ยืมเงิน . ผมไม่ปฏิเสธ ว่าประสิทธิภาพของ กยศ. ในการบริหารสภาพคล่อง ดีกว่านี้ได้ แต่ผมมีความกังวลว่าการตัดสินใจของ กมธ. เสียงข้างมาก ที่ไม่จัดสรรงบเพิ่มให้ กยศ. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อาจทำให้ผู้ที่ต้องรับกรรมจากการบริหารจัดการที่มีปัญหาที่ผ่านมา กลายเป็นเยาวชนของประเทศเราที่อดเรียนต่อ ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด . ตรงนี้ยิ่งมีความน่ากังวลมากขึ้น ในเมื่อตัวเลขที่คาดการณ์จาก กยศ. ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าหาก กยศ. ไม่สามารถจัดเก็บยอดชำระหนี้ ได้มากกว่าปีก่อน (งบ 68) จะมีเด็กหลายหมื่นคน ที่อาจเข้าไม่ถึงเงินกู้ในปีการศึกษา 2570 (เทียบกับยอดเดิมที่ กยศ. วางแผนไว้) . 2. เรื่อง “องค์ความรู้” (การวิจัยและพัฒนา) . แม้ กมธ. จะมีการจัดสรรงบเพิ่มให้กองทุน ววน. (กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม) เพิ่มขึ้น 4,000 ล้านบาท แต่การเพิ่มดังกล่าว ก็ยังทำให้กองทุน ววน. ยังมีงบน้อยกว่าปีที่แล้ว ถึง 2,000+ ล้านบาทอยู่ดี . ตรงนี้เป็นทิศทางที่น่าเป็นห่วง ยิ่งในเมื่อสัดส่วน “ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา” ต่อ “รายได้ประเทศ” ของไทย ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ประมาณ 2 เท่า . . ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณในภาพรวมตามข้อเสนอของ กมธ. เสียงข้างมาก ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่เน้นไปที่ “อนาคตรัฐบาล” มากกว่า “อนาคตประเทศ”
Parit Wacharasindhu (Itim)11,650 просмотров • 13 дней назад

[ กกต. ต้องเผยแพร่เอกสารแนะนำตัว สว. ทุกคน ให้ประชาชน เข้าถึงได้ ตามที่เคยสัญญาไว้ในสภาผู้แทนราษฏร เมื่อ 28 มี.ค. ] . เนื้อหาของระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ประกาศออกมาเมื่อวาน “น่าผิดหวัง” เป็นอย่างมาก . แม้ทุกคนทราบดีว่าการคัดเลือก สว. ครั้งนี้ยังห่างไกลจากการเลือกตั้ง แต่ระเบียบที่ “เปิดกว้าง” ต่อการมีส่วนร่วมของผู้สมัครและประชาชน จะช่วยทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรี-เป็นธรรมมากขึ้น และช่วยทำให้ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว.) เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ . ในทางกลับกัน ระเบียบที่ออกมากลับทำให้กระบวนการทั้งหมด “ปิดกั้น” และ “แคบลง” กว่าเดิม เช่น - ผู้สมัครแนะนำตัวได้ตามแค่เอกสารของ กกต. (ซึ่งมีพื้นที่แค่ 5 บรรทัด ในการพูดถึงประวัติ-ประสบการณ์) - ผู้สมัครห้าม post เอกสารแนะนำตัวของตนเองทางออนไลน์ (ยกเว้นส่งให้ผู้สมัครคนอื่นเป็นการเฉพาะ) - ประชาชนมีข้อจำกัดในการให้ข้อมูลหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้สมัครแต่ละคน (อาจต้องแจ้ง กกต. เป็น “ผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร”?) . หากระเบียบนี้แก้ไม่ทัน สิ่งที่ผมจำเป็นต้องเรียกร้องให้ กกต. ยืนยัน คือ กกต. จะเผยแพร่เอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ทุกคน ทุกกลุ่มอาชีพ ทุกอำเภอ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ของ กกต. ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ตามที่ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาไว้ในการประชุมกับ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา (ตามคลิป) . #สว67
Parit Wacharasindhu (Itim)430,343 просмотров • 2 лет назад

[ รัฐบาลประชาชน | ชุดนโยบายท่องเที่ยว – มีส้ม มีการท่องเที่ยวทั่วไทยทั้งปี มีการท่องเที่ยวที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ ] . การท่องเที่ยว เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเรามานาน แต่ปัจจุบัน ประโยชน์จากการท่องเที่ยวมีความกระจุกตัว แทนที่จะกระจายไปถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง ดังนั้น พรรคประชาชน เราต้องการยกระดับการท่องเที่ยว โดยเน้นการ “กระจาย” . 1. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปทั่วไทย . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกตัวในเพียง 5 จังหวัดหลัก - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - อัดฉีดงบประมาณ 200 ล้านบาท ต่อ 1 เมืองรอง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 25 จังหวัด ภายใน 4 ปี เพื่อลงทุนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ร่วมกับทั้งท้องถิ่นและภาคเอกชน - ออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยหมุนเวียนบัญชีจังหวัดเมืองรองทุกๆ 4 เดือน และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในจังหวัดดังกล่าว สูงสุด 1,000 บาท/คน/ทริป . 2. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปตลอดปี . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยว มักกระจุกตัวในฤดูกาลท่องเที่ยว (high season) เป็นหลัก - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - ส่งเสริมเทศกาลประจำจังหวัดตลอดปี เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวไปจังหวัดต่างๆในแต่ละเดือน - สนับสนุนทุนหรือเครื่องมือให้คนในท้องถิ่นและอินฟลูเอนเซอร์ ทำ content เพื่อทำการตลาด . 3. “กระจาย” การท่องเที่ยว ไปเจาะกลุ่มใหม่ . ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวหลายคนมาพักผ่อนที่ไทยเพราะจุดขายเดิม โดยไม่ได้ใช้จ่ายมากนักในแต่ละวัน - ดังนั้น พรรคประชาชนจะพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่ใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย: - เช่น จัดงานวิ่งหรือการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกีฬา - เช่น สนับสนุนผู้ประกอบการทางการแพทย์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ . 4. “กระจาย” รายได้การท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการไทย . ปัจจุบัน รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่อย่างเป็นธรรม - ดังนั้น พรรคประชาชนจะ: - กวาดล้างทุนเทาและนอมินีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย - ปรับปรุงกฎหมายโรงแรม เพื่อให้ที่พักขนาดเล็กเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวกมากขึ้น . 5. “กระจาย” ข้อมูลให้ถึงมือนักท่องเที่ยว . พรรคประชาชน เราจะสนับสนุนให้ประเทศมีแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติ 1 ระบบเพื่อ: - จูงใจนักท่องเที่ยวให้ค้นพบแหล่งท่องเที่ยว-เทศกาลที่น่าสนใจ และ เดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ - ช่วยนักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางและเข้าถึงข้อมูลขนส่งสาธารณะ - อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการชำระเงินดิจิทัล และการแจ้งเตือนภัยพิบัติ . มีส้ม มีการท่องเที่ยวทั่วไทยทั้งปี มีส้ม มีการท่องเที่ยวที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ . #นโยบายรัฐบาลประชาชน #1คลิป1ชุดนโยบาย
Parit Wacharasindhu (Itim)136,565 просмотров • 8 месяцев назад

[ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท : วิกฤตประชาชน แต่โอกาสของใคร? ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมอภิปรายเหตุผลว่าทำไมพรรคประชาชนเราไม่เห็นด้วย กับ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านที่ทางรัฐบาลได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร . รองนายกฯ เอกนิติ พูดไว้ตอนเช้า ว่ารัฐบาลต้องการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้เพื่อ “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” . แม้ฟังดูดี แต่คำถามสำคัญที่ผมมีคือ รัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนวิกฤตประชาชน เป็นโอกาสด้านไหนของใคร? . อย่างที่ทราบกันดี พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท มีการแบ่งออกเป็น 2 ก้อน - ก้อน 1 (200,000 ล้านบาท) = การเยียวยา-ช่วยเหลือประชาชน - ก้อน 2 (200,000 ล้านบาท) = การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน . ปัญหาหลักที่ผมได้วิจารณ์รัฐบาลมาโดยตลอด คือการที่รัฐบาลมัดรวม ก้อน 2 ไปอยู่ใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกันกับ ก้อน 1 ทั้งๆที่ยังไม่มีแผนงาน-รายละเอียดโครงการ-ตัวชี้วัดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งทำให้สภาถูกมัดมือชก ว่าหากจะลงมติว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติ จะต้องลงมติสำหรับทั้งสองก้อนไปในทางเดียวกันและในคราวเดียวกัน . การที่ความไม่ชัดเจนดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ ทั้งๆที่ ครม. มีมติอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ตั้งแต่ 113 วันที่แล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าข้ออ้างเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใช้ในการตรา พ.ร.ก. เงินกู้ ฟังไม่ขึ้น . ผมเลยมี 2 ทฤษฎี ว่าทำไมรัฐบาลถึงเสนอวงเงินเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเข้ามาใน พ.ร.ก. เงินกู้ ฉบับนี้ (แทนกระบวนการงบประมาณปกติ) . 1. รัฐบาลกำลังพลิกวิกฤตประชาชน มาเป็นโอกาสในการทำมาหากินหรือโอกาสทางปากท้องของรัฐบาล . - ความโปร่งใสในการกลั่นกรองโครงการ เป็นข้อกังวลหลักของ สส. หลายคน ยิ่งในเมื่อกระบวนการตรวจสอบมีความเข้มงวดน้อยกว่าในกรณีที่เป็นการใช้งบประมาณตามปกติ และเนื่องจากคณะกรรมการกลั่นกรอง (มาตรา 7) มีลักษณะของการที่รัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งคนมาตรวจสอบตนเอง . 2. รัฐบาลกำลังพลิกวิกฤตประชาชน มาเป็นโอกาสในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้กับรัฐบาล . - ในเมื่อมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะไม่สามารถอนุมัติโครงการพลังงานได้ครบตามวงเงินภายในกรอบเวลาของ พ.ร.ก. ที่ต้องลงนามในสัญญาเงินกู้ภายใน 30 ก.ย. 2570 หลายคนเลยมีความกังวลใจว่าจะมีการโอนวงเงินที่กันไว้สำหรับการกู้มาใช้ในโครงการพลังงานในก้อน 2 มาเป็นวงเงินที่ใช้สำหรับการกู้มาแจกเพิ่มเติมจากก้อน 1 (มาตรา 6) . ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ผมกังวลว่ารัฐบาลกำลังจะใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อพลิกวิกฤตปากท้องของประชาชน มาเป็นโอกาสด้านปากท้องและโอกาสทางการเมืองของรัฐบาล - โดยสรุป ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ไม่เปิดให้ถูกตรวจสอบได้เต็มที่โดยตัวแทนประชาชน และไม่เกรงใจภาระทางการคลังที่จะไปตกกับประชาชนทั้งรุ่นนี้และรุ่นถัดๆไป
Parit Wacharasindhu (Itim)16,798 просмотров • 24 дней назад

[ กา “เห็นชอบ” ในประชามติรัฐธรรมนูญ =/= ฉีกรัฐธรรมนูญ =/= ตีเช็คเปล่า ] . ผมต้องยืนยัน ว่าการที่ประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ในประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เท่ากับการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” และไม่เท่ากับการ “ตีเช็คเปล่า” . แม้ประชาชนทุกคนลงคะแนนเห็นชอบในประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ (ซึ่งเป็นประชามติครั้งแรก)... . ...ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังคงบังคับใช้อยู่ และจะบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการทำประชามติครบอย่างน้อย 3 ครั้ง . กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกกำหนดให้ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง: . - 1. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าจะเห็นด้วยให้มีการริเริ่มหรือเดินหน้าสู่การจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ หรือไม่? (ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้) - 2. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่ากรอบเนื้อหาของ รธน. ฉบับใหม่ ควรเป็นอย่างไร (เช่น จะล็อกหมวดใดหมวดหนึ่งหรือไม่) และใครจะเป็นผู้ร่าง? - 3. ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับ ร่าง รธน. ฉบับใหม่ ที่ถูกจัดทำขึ้นมา (หลังจากประชาชนได้เห็นทั้งร่างแล้ว)? . ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังคงมีสภาพบังคับใช้ จนกว่าประชาชนจะลงคะแนน “เห็นชอบ” ในการทำประชามติครั้งที่ 3 . หากรัฐธรรมนูญ 2560 เปรียบเสมือน รถยนต์ที่มีปัญหาหลายจุดจนเราไม่แน่ใจว่าการเข้าอู่เพื่อแก้เป็นจุดๆจะเพียงพอหรือไม่: . - 1. ประชามติครั้งที่ 1 = การถามว่า เราควรจะริเริ่มการหารถยนต์คันใหม่หรือไม่? - 2. ประชามติครั้งที่ 2 = การถามว่า เราควรจะให้ใครไปคัดเลือกรถยนต์คันใหม่มานำเสนอเรา และเราควรวางกรอบให้เขาไหม ว่ารถยนต์คันใหม่จะต้อง รุ่นอะไร สีอะไร เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่? - 3. ประชามติครั้งที่ 3 = การถามว่า เราพร้อมจะสละทิ้งรถยนต์คันเดิม เพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่ที่ถูกคัดเลือกมานำเสนอเราหรือไม่? . ดังนั้น การกา “เห็นชอบ” ในประชามติรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ - ไม่เท่ากับการฉีกรัฐธรรมนูญ - ไม่เท่ากับการตีเช็คเปล่า . . —- . . ผลิตโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฏ
Parit Wacharasindhu (Itim)105,559 просмотров • 8 месяцев назад

[ เปิดหลักฐานเพิ่มคดี ฮั้ว สว. จากนครพนม : คลิปสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. ที่บ่งชี้ว่ามีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ ที่มีทั้งการจ่ายเงิน 6 หลัก - การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมให้ - การสัญญาเรื่องผู้ช่วย ] . “คนเรา ไม่เอาพ่อไม่เอาแม่เนี่ย เยอะ แต่คนที่ไม่เอาเงินเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นนะ” . ประโยคนี้เป็นประโยคหนึ่งจากคลิปเสียงระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดที่บ่งชี้ว่าขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกพึงถึงในคลิปนั้น: . 1. มีการจัดตั้งกันทั่วประเทศ (จึงสามารถสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้) 2. มีการนำเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบของเงิน (เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงให้เป็นเลข 6 หลัก) 3. มีการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมก่อนวันเลือก สว. ให้ 4. มีการสัญญาเรื่องตำแหน่งผู้ช่วยแถม 5. มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง . รายละเอียดในคลิปดังกล่าว สอดคล้องกับหลายหลักฐานจากจังหวัดนครพนม ที่ผมได้รวบรวมและแถลงข่าวไปเมื่อเช้าในโอกาสครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าหลักฐานในคดีดังกล่าวมีความชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ ที่ กกต. ควรเดินหน้าส่งคำร้องไปที่ศาลสำหรับทั้ง 229+ คน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 . แม้ในเวลานี้ เราจะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนของคดีได้ แต่สิ่งที่เราสามารถนำมาวิเคราะห์และนำเสนอได้คือหลักฐานที่เราสามารถรวบรวมได้เอง (เช่น ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ข้อมูลจากบุคคลที่ไปให้ข้อมูลกับหน่วยงาน ข้อมูลจากผู้ที่พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มเติมมาให้เรารวบรวมและตรวจสอบ) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอมีอยู่ชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน . วันนี้ ผมได้เริ่มต้นจากหลักฐานจาก จ.นครพนม ซึ่งมีหลักฐานประกอบด้วย: . 1. คลิปของคุณ ศุภชัย โพธิ์สุ (อดีต สส. และ รองประธานสภา พรรคภูมิใจไทย) ที่มีการกล่าวว่า สว. 3 คนของ จ.นครพนม เป็น “สว.สีน้ำเงิน” อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งคำถามต่อได้ว่าศุภชัยอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจตามที่อ้างหรือไม่ [คลิปสั้นใน comment / คลิปเต็ม: . 2. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 (1-2 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) ที่มีกลุ่มผู้สมัคร สว. (รวมถึงผู้สมัคร สว. จากนครพนม) รวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา - โดยพยาน (ซึ่งเป็นผู้สมัครรายหนึ่งที่ไปร่วมการประชุมด้วย) ระบุว่า: - มีบุคคลสำคัญในห้องประชุมดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยคุณ ศุภชัย / ผู้สมัคร 3 คน (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว. จากนครพนม) / ‘อาจารย์ ป.’ (ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำโพย) - มีการให้ผู้สมัครจัดทำโพยข้างหลังเอกสาร สว.3 - มีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย - มีความพยายามของ ผู้สมัคร สว. คนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ในการบอกให้ผู้สมัครคนอื่นไม่ต้องกังวล เพราะหมายเลขแต่ละคนจะมีผู้สมัครจากจังหวัดอื่นมาเลือก & มีการสัญญาว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตัวเองหลักแสนบาท - มีความพยายามของคุณศุภชัย ในการเจรจาไกล่เกลี่ยและเสนอเรื่องการเวียนกันเป็นผู้ช่วย (โดยระบุว่าจะให้คนที่ได้เป็น สว. เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้า) (แม้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าของพยาน แต่ผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโรงแรมแห่งนี้มีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะบ่งบอกได้ว่าในวันดังกล่าวมีบุคคลใดไปร่วมประชุมกันบ้าง) . 3. หลักฐานการซื้อตั๋วเครื่องบินในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 โดยมีข้อมูลว่าผู้สมัครคนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน เดินทางมาที่ กทม. ร่วมกันก่อนวันเลือกระดับประเทศ (ซึ่งผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก โดยตรวจว่าไฟลท์บินในวันดังกล่าวมีบุคคลชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ จองผ่านใคร การจ่ายเงินเป็นอย่างไร) . 4. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ที่กลุ่มผู้สมัครดังกล่าวได้มีการรวมตัวหารือกันที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม เพื่อวางแผน . 5. คลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว. [ตามคลิป 4 นาทีในโพสต์] . นี่คือหลักฐานที่เกิดขึ้นในหนึ่งจังหวัด - คำถามที่ผมอยากชวนคิด คือถ้าผมและทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นได้ระดับนี้, หน่วยงานอย่าง กกต. และ DSI ในคณะไต่สวน ก็ย่อมต้องเข้าถึงหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นกว่านี้ได้แน่นอน . หลักฐานทั้งหมดวันนี้จึงตอกย้ำว่าหาก กกต. จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรส่งเรื่องดังกล่าวไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 . หลังจากวันนี้ หากเรามีการรวบรวมหลักฐานที่เพียงพอจากเหตุการณ์ในจังหวัดไหนได้อีก ทางผมและพรรคประชาชนจะมานำเสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมร่วมกันตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ในห้วงเวลาสำคัญนี้
Parit Wacharasindhu (Itim)41,563 просмотров • 2 месяцев назад

[ องค์กรอิสระอย่าง กกต. ควรเป็นอิสระในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน ] . วันนี้ ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานการเงินของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) . ในเมื่อ กกต. ตัดสินใจไม่มาชี้แจงด้วยตนเอง โดยมีเพียงแค่ สตง. ที่มาชี้แจงแทน ผมจึงได้เริ่มการอภิปรายโดยการตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำลักษณะนี้เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติประชาชน เนื่องจาก กกต. มีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นับวันเริ่มเหินห่างจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสรรหาและรับรองกรรมการ กกต. ที่ไม่มีประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการถอดถอนที่เคยเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อแต่ไม่ถูกรับรองแล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้) - ดังนั้น การชี้แจงและซักถามในสภาผู้แทนราษฎรแห่งจึงเป็นกลไกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่กลไก ที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ทักท้วง และเสนอแนะการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. . เพราะแม้ กกต. ควรมี “ความเป็นอิสระในการตรวจสอบ” ฝ่ายการเมือง แต่ กกต. ไม่ควรมี “ความเป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบ” โดยประชาชน . ในเมื่อ กกต. ไม่มาชี้แจง ผมจึงตัดสินใจอภิปรายโดยการมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็น ที่อยูในรายงานการเงิน และเป็นประเด็นที่ สตง. สามารถตอบแทนได้ . ประเด็นที่ 1 = งบการเงินของ “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ไม่ปรากฎอยู่ในรายงานการเงินของ กกต. . แม้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐฉบับที่ 35 เพิ่งบังคับใช้ไม่นาน เลยทำให้ยังไม่มีการรวมงบการเงินของกองทุนฯ เข้าไปในรายงานการเงินในปี 2564 ที่ถูกพิจารณา แต่การทำให้ประชาชนเข้าถึงงบการเงินของกองทุนพรรคการเมืองนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง . ในขั้นพื้นฐาน สภาวะทางการเงินของกองทุนพรรคการเมือง บ่งบอกได้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยในประเทศไทย - ยิ่งกองทุนนี้มีรายได้เยอะเท่าไหร่จากการสมทบของประชาชนผ่านการยื่นภาษีประจำปี ก็แสดงว่าประชาชนศรัทธาและพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอยู่ - ยิ่งกองทุนนี้มีการจัดสรรงบให้พรรคการเมืองเยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้พรรคการเมืองดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากแหล่งทุนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง . ยิ่งไปกว่านั้น หาก กกต. ไม่ “เปิดเผย” งบการเงินของกองทุนฯพรรคการเมืองอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา กกต. อาจจะถูกมองว่า กำลังทำหน้าที่ด้วย “ความย้อนแย้ง” . ในขณะที่ กกต. ไม่พร้อมเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่าเขากำลังบริหารกองทุนที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่เป็นหลายร้อยล้านบาทอย่างไร แต่หากประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเงินเพียง 500 บาทผ่านแบบฟอร์มภาษี 500 บาทนั้นกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากระเบียบของ กกต. ที่เพิ่มเงื่อนไขอย่างมหาศาลกับพรรคการเมือง ว่าจะนำเงินที่จัดสรรจากกองทุนไปใช้ได้อย่างไรได้บ้าง (เช่น ต้องเขียนโครงการเข้ามาก่อนอย่างน้อย 15 วัน / ห้ามทำ poll สำรวจความเห็นประชาชนเพราะไม่อยู่ใน list กิจกรรมที่ กกต. อนุญาต) . ประเด็นที่ 2 = การมีอยู่ของ “ใบส้ม” อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาวะทางการเงินของ กตต. . หนึ่งในนวัตกรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการเพิ่มอำนาจให้ กกต. ในการแจก “ใบส้ม” - กล่าวคือหาก กกต. มีความเชื่อว่าผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้กระทำการทุจริตแม้ยังไม่ได้พิสูจน์ในชั้นศาล กกต. สามารถขับคนนั้นออกจากตำแหน่ง สส. & จัดการเลือกตั้งใหม่โดยไม่ให้ผู้สมัครคนนั้นลงแข่งได้ . นวัตกรรมนี้มีความอันตรายอย่างมาก เพราะหากในที่สุด ศาลพิพากษา ว่าผู้สมัครดังกล่าว ไม่ได้กระทำผิด ตามที่ กกต. สันนิษฐาน การแจกใบส้มของ กกต. ไม่เพียงแต่เป็นความอยุติธรรม ที่ทำให้ผู้แทนฯคนนั้น ต้องเสียโอกาสในการทำงานตามเจตจำนงของประชาชน แต่ยัง ทำให้ กกต. มีความเสี่ยงจะถูกฟ้องให้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (อย่างเช่นกรณีของคุณ สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย ที่ถูกแจกใบส้ม หลังชนะเลือกตั้งในเชียงใหม่ เขต 8 เมื่อปี 2562 ก่อนที่ในที่สุด ศาลจะตัดสินว่าคุณสุรพลไม่ผิด และทำให้ กกต. ต้องจ่ายเงินเยียวชาถึง 62 ล้านบาท)
Parit Wacharasindhu (Itim)360,990 просмотров • 3 лет назад

เมื่อพูดถึงข้อเสนอ “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” เราต้องชี้แจง 2 ประเด็นที่อาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม . 1. ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ไม่ได้เท่ากับ ยกเลิกทหาร . 2. คนสมัครเยอะ ไม่ได้เท่ากับ เราใช้ “ระบบ” สมัครใจ 100% . ประเทศไทยมั่นคงได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการบังคับเกณฑ์ทหาร . #พรรคก้าวไกล
Parit Wacharasindhu (Itim)366,179 просмотров • 3 лет назад