Video wird geladen...

Video konnte nicht geladen werden

Zur Startseite

ทำไมบางคนถึง “นอนไม่หลับจนดึก” ทั้งที่พยายามเข้านอนเร็วแล้วก็ยังไม่ง่วง? ภาวะนี้อาจไม่ใช่แค่นอนไม่หลับธรรมดา แต่คือ “Delayed Sleep Phase Syndrome (DSPS)” หรือ “นาฬิกาชีวิตเดินช้า” ซึ่งเป็นความผิดปกติของ Circadian Rhythm — ระบบนาฬิกาชีวภาพที่ควบคุมการหลับตื่นของร่างกาย คนที่เป็น DSPS จะ ง่วงช้ากว่าปกติ เช่น ง่วงตอนตี 2–3 และตื่นสายถึงเที่ยง แม้พยายามเข้านอนเร็วแค่ไหนก็หลับไม่ได้ เพราะร่างกายยังไม่เริ่มหลั่ง melatonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ ในระยะยาว ภาวะนี้ทำให้เกิด “sleep debt” หรือการนอนสะสมไม่พอ ส่งผลต่อสมอง อารมณ์ ระบบเมตาบอลิซึม และภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันสูง ภาวะซึมเศร้า และการเสื่อมของเซลล์เร็วขึ้น สิ่งที่ช่วยได้คือการ “ตั้งนาฬิกาชีวิตใหม่” •ออกไปรับแสงแดดตอนเช้า 20–30 นาที...

517,782 Aufrufe • vor 8 Monaten •via X (Twitter)

0 Kommentare

Keine Kommentare verfügbar

Kommentare vom Original-Post werden hier angezeigt

Ähnliche Videos

Metabolic switching คือความสามารถของร่างกายในการ “สลับเชื้อเพลิง” จากการใช้ “น้ำตาล” หลังมื้ออาหาร ไปเป็นการใช้ “ไขมันและคีโตน” เมื่อเว้นช่วงอาหารหรือออกกำลังต่อเนื่อง จุดนี้คือหัวใจของ “metabolic flexibility” ซึ่งสัมพันธ์กับการชะลอ metabolic aging เพราะช่วยลดช่วงเวลาที่อินซูลินสูง ลดน้ำตาลแกว่ง สนับสนุนการทำงานของไมโตคอนเดรีย และลดการอักเสบระดับต่ำ (inflammaging) ในระยะยาว วิธีเริ่มแบบปลอดภัยและทำได้จริง 1.เว้นช่วงอาหาร 12 ชั่วโมงก่อน (เช่น มื้อเย็นไม่ดึก) 2.ออกกำลังโซน 2 เดินเร็ว/ปั่น 30–45 นาที สัปดาห์ละ 3–4 วัน 3.โปรตีนให้พอทุกมื้อ ลดหวานและแป้งขัดสี โดยเฉพาะช่วงเย็น #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

15,066 Aufrufe • vor 5 Monaten

นาฬิกาชีวิตกับหัวใจและเมตาบอลิซึม: รายงานใหม่จากสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) รายงานล่าสุดจาก American Heart Association เปิดเผยว่า “สุขภาพของนาฬิกาชีวิต” หรือ Circadian Health มีผลโดยตรงต่อหัวใจ ระบบเผาผลาญ และความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) คือระบบเวลาภายในร่างกายที่ควบคุมการนอน การหลั่งฮอร์โมน การย่อยอาหาร และการอักเสบ เมื่อจังหวะนี้ถูกรบกวน เช่น •นอนหลับไม่เป็นเวลา •รับประทานอาหารดึก •ทำงานกะดึก •อยู่ในแสงไฟแรงตอนกลางคืน จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในระบบต่าง ๆ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเมตาบอลิซึม แนวทางจากรายงาน AHA แนะนำว่า •ควรรักษาเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ •รับแสงธรรมชาติในตอนเช้าเพื่อปรับจังหวะนาฬิกา •หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าก่อนนอน •รับประทานอาหารให้จบก่อน 19.00 น. •ออกกำลังกายช่วงเช้าหรือบ่ายต้น ๆ เพื่อช่วยซิงค์นาฬิการ่างกาย รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่า “เวลา” สำคัญไม่แพ้ “พฤติกรรม” เพราะแม้จะกินอาหารดี ออกกำลังกายครบ และนอนพอ แต่ถ้าทำในเวลาที่ขัดกับนาฬิการ่างกาย ก็อาจลดประสิทธิภาพของระบบซ่อมแซมและการทำงานของเซลล์ได้ แหล่งข้อมูล: American Heart Association Scientific Statement (2025): Role of Circadian Health in Cardiometabolic Health and Disease Risk #circadianrhythm #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

22,375 Aufrufe • vor 8 Monaten

การใช้ยาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไต หากมีการใช้ยาบางกลุ่มติดต่อกันเป็นเวลานานหรือใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม กลุ่มยาที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันภาวะไตเสื่อม ได้แก่ 1. ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน หรือยาแก้ปวดข้อและคลายกล้ามเนื้อต่างๆ ยากลุ่มนี้จะไปลดการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงไต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันหรือไตเสื่อมเรื้อรังได้หากใช้บ่อยเกินไป 2. ยาปฏิชีวนะบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ยาเหล่านี้มีพิษต่อเนื้อเยื่อไตโดยตรง การใช้ยาฆ่าเชื้อจึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสมตามการทำงานของไต 3. ยาลดกรดกลุ่ม PPIs ที่มักใช้รักษาโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน แม้จะเป็นยาที่ใช้กันแพร่หลาย แต่มีงานวิจัยระบุว่าการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง 4. ยาสมุนไพรและอาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงการได้รับวิตามินบางชนิดในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นต่อเนื่อง เช่น วิตามินซีขนาดสูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดนิ่วในไตและทำให้ไตทำงานผิดปกติได้ในระยะยาว การมีสุขภาพดีและอายุขัยที่ยืนยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและการป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับสารเคมีที่เกินความจำเป็น ก่อนเริ่มใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดก็ตาม การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาการทำงานของไตให้แข็งแรงไปตลอดทุกช่วงวัย #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

38,140 Aufrufe • vor 5 Monaten

งานรีวิวล่าสุดใน Journal of Cachexia, Sarcopenia and Muscle ปี 2025 พบว่า การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อเพียง 2–3% สามารถเปลี่ยนสมดุลการเผาผลาญของร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ไขมันในร่างกายลดลงเฉลี่ยประมาณ 4% ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารลดลงประมาณ 6% และค่า HbA1c ลดลงประมาณ 4% การมีกล้ามเนื้อมากขึ้นเพียงเล็กน้อยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น เพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดภาวะอักเสบเรื้อรัง และลดความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูง กล้ามเนื้อจึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายของความแข็งแรง แต่เป็นอวัยวะที่ช่วยควบคุมระบบเผาผลาญของทั้งร่างกาย และเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพระยะยาว เริ่มต้นได้จากการออกกำลังกายแบบแรงต้านสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง และรับโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดอายุสุขภาพให้ยาวนานขึ้น #TheLongevist #Longevity #หมออั๋น

The Longevist

12,391 Aufrufe • vor 8 Monaten

รู้ความเสี่ยงอัลไซเมอร์…ได้ล่วงหน้า วันนี้การแพทย์สามารถตรวจหาความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้แล้ว 4 กลุ่มการตรวจสำคัญ 1.ตรวจพันธุกรรม – ดูยีน APOE ε4 และยีนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินแนวโน้มความเสี่ยง 2.ตรวจสารในน้ำไขสันหลัง (CSF biomarkers) – วัดระดับโปรตีน amyloid และ tau ที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะต้น 3.การถ่ายภาพสมอง (Neuroimaging) – เช่น Amyloid PET, Tau PET, MRI เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพและการฝ่อของสมอง 4.ตรวจเลือดรุ่นใหม่ (Blood biomarkers) – เช่น p-tau181, p-tau 217 , Aβ42/Aβ40 ratio, NfL ที่แม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ การรู้ความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้วางแผนการดูแลสมอง ปรับพฤติกรรม และใช้วิธีป้องกันก่อนที่โรคจะเริ่มทำลายความทรงจำของเรา #TheLongevist #หมออั๋น #Longevity

The Longevist

13,480 Aufrufe • vor 11 Monaten

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเหมือนมี “การอักเสบเล็ก ๆ” อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้ติดเชื้อหรือบาดเจ็บอะไรชัดเจน ภาวะนี้ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Chronic Inflammation หรือที่นักวิจัยด้านอายุรวัฒน์เรียกว่า Inflammaging ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเหมือน “เครื่องยนต์ที่ติดอยู่ตลอดเวลา” แม้จะไม่ได้มีศัตรูให้ต่อสู้จริง ๆ การอักเสบระดับต่ำนี้ค่อย ๆ สะสมและทำลายเนื้อเยื่อในหลายระบบของร่างกาย งานวิจัยพบว่า chronic inflammation มีบทบาทสำคัญในโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของอายุ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน สมองเสื่อม มะเร็ง และโรคข้อเสื่อม ปัจจัยที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรังมีหลายอย่าง เช่น อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันทรานส์สูง ไขมันสะสมในช่องท้อง ความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ การติดเชื้อหรือสารพิษสะสมในสิ่งแวดล้อม การดูแลเรื่อง chronic inflammation จึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการชะลอความเสื่อมของร่างกาย ไม่ใช่แค่เพื่อรักษาโรค แต่เพื่อยืด healthspan หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี แนวทางลดการอักเสบที่มีหลักฐานสนับสนุน ได้แก่ การกินอาหารแบบ Mediterranean diet การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการดูแลสุขภาพลำไส้ เพราะการอักเสบเรื้อรังอาจไม่แสดงอาการชัดในวันนี้ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ผลักดันความเสื่อมของร่างกายในระยะยาว #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

102,322 Aufrufe • vor 4 Monaten

อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องปกติ ถ้าคุณรู้สึกว่า… – ตื่นเช้ามาแล้วยังเหนื่อย – สมองเบลอ คิดช้า จำอะไรไม่ค่อยได้ – ไม่มีแรงแม้ไม่ได้ทำอะไรหนัก – รู้สึกเหมือนร่างกาย “แบตหมดตลอดเวลา” นั่นอาจไม่ใช่แค่พักผ่อนไม่พอ แต่อาจเป็น “ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง” ที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่า ระบบบางอย่างกำลังผิดปกติ ในมุมของแพทย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ภาวะนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น – ระบบผลิตพลังงานระดับเซลล์ (มิโทคอนเดรีย) ทำงานต่ำ – ฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือไทรอยด์ไม่สมดุล – ขาดวิตามินและสารอาหารสำคัญ – ภาวะลำไส้รั่ว หรือไมโครไบโอมเสียสมดุล – การอักเสบเรื้อรังจากอาหารแปรรูปหรือสารพิษสะสม – ภาวะโลหิตจาง ขาดธาตุเหล็กหรือ B12 – หรือแม้แต่ภาวะ Chronic Fatigue Syndrome (CFS) ที่มักตรวจไม่เจอในระบบทั่วไป การแก้ไขที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ดื่มกาแฟ พักร้อน หรือนอนเพิ่ม แต่ต้อง ฟื้นฟูระบบภายในให้กลับมาสมดุล เช่น – ฟื้นพลังงานระดับเซลล์ด้วย CoQ10, NAD+, B-vitamin – ดูแลสุขภาพลำไส้ด้วยการปรับอาหารและจุลินทรีย์ที่ดี – ปรับจังหวะชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต – เสริมภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบภายใน สุขภาพคือการลงทุนระยะยาวครับ และ “ความอ่อนเพลียเรื้อรัง” คือสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม #หมออั๋น #Longevity #อ่อนเพลียเรื้อรัง #thelongevist #สุขภาพคือการลงทุนระยะยาว

The Longevist

330,679 Aufrufe • vor 1 Jahr

อาหารแพ้ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นผื่นแพ้เรื้อรัง และการอักเสบในร่างกายโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว ข้อมูลจาก FDA ระบุว่า แม้อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้จะมีมากกว่า 160 ชนิด แต่กว่า 90% ของอาการแพ้อาหารรุนแรง มาจาก “อาหารก่อภูมิแพ้หลัก 9 กลุ่ม (Big 9)” อาหารก่อภูมิแพ้หลัก 9 กลุ่ม 1.นม 2.ไข่ 3.ปลา 4.อาหารทะเลเปลือกแข็ง เช่น กุ้ง ปู 5.ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท 6.ถั่วลิสง 7.ข้าวสาลี 8.ถั่วเหลือง 9.งา ในคนที่มีผื่นแพ้เรื้อรัง ลมพิษเรื้อรัง หรือผิวอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ อาหารเหล่านี้อาจไม่ทำให้เกิดอาการแพ้เฉียบพลัน แต่สามารถกระตุ้นการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ลำไส้ และผิวหนังในระยะยาว แนวคิดแบบ Longevity คือ ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงอาหารตามกระแส แต่ควรสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับอาการของตัวเอง บางคนแพ้นม บางคนไวต่อกลูเตน บางคนมีปัญหากับถั่วหรือถั่วเหลือง แนวทางดูแลที่เหมาะสม •สังเกตอาการหลังรับประทานอาหาร •ทดลองงดอาหารต้องสงสัยเป็นช่วงเวลา •อ่านฉลากอาหารอย่างละเอียด •ดูแลลำไส้และลดการอักเสบจากภายในควบคู่กัน ผื่นแพ้เรื้อรังอาจไม่ใช่แค่เรื่องผิว แต่คือสัญญาณว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่ไม่เหมาะกับเรา การเข้าใจอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ คือก้าวสำคัญของการดูแลสุขภาพระยะยาว #หมออั๋น #Longevity #TheLongevist

The Longevist

10,435 Aufrufe • vor 7 Monaten

นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน ร่างกายอาจแก่เร็วขึ้นมากกว่าที่คิด การนอนหลับไม่ใช่แค่การพัก แต่เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองอย่างลึกซึ้ง ระหว่างที่เราหลับ ร่างกายกำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ซ่อมแซมความเสียหายระดับเซลล์และ DNA ช่วยระบบกำจัดของเสียในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลียร์โปรตีนอย่าง beta-amyloid กระตุ้นการหลั่ง growth hormone โดยเฉพาะในช่วง deep sleep เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกันและการอักเสบของร่างกาย แต่เมื่อเรานอนน้อยเรื้อรัง สิ่งที่พบได้บ่อยคือ ระดับ cortisol ผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงบ่าย-เย็น การอักเสบเพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันแย่ลง ความเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ หลอดเลือด และการเสื่อมของสมองเพิ่มขึ้น มีงานวิจัยจำนวนมากที่เชื่อมโยงการนอนน้อยและคุณภาพการนอนที่ไม่ดี กับตัวชี้วัดของ biological aging รวมถึง telomere shortening ได้ด้วย เป้าหมายของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คือการนอนอย่างสม่ำเสมอ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ใช่แค่ง่วงน้อยลงในวันรุ่งขึ้น แต่คือการดูแล Longevity ของร่างกายในระยะยาว คืนนี้คุณนอนกี่ชั่วโมงครับ? #TheLongevist #SleepScience #Longevity #นอนหลับ #สุขภาพ #SleepHealth #LongevityScience

The Longevist

152,230 Aufrufe • vor 4 Monaten

เคยนั่งนิ่งๆ แล้วลองถามตัวเองว่ารู้สึกยังไงอยู่ หรือเปล่า “คำถามที่ทรงพลังมาก” เพราะมันเหมือนกดปุ่ม หยุดอัตโนมัติ ของสมอง แล้วพาเรากลับมาอยู่กับตัวเองจริง ๆ ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เวลาที่เราไม่ถามตัวเอง เรามัก “ถูกอารมณ์ขับ” แบบไม่รู้ตัว เช่น หงุดหงิดเพราะเหนื่อย เครียดเพราะกังวล แต่ดันไปเผลอระบายใส่คนใกล้ตัว ลองทำแบบนี้ 15 วินาทีตอนนี้ได้เลย: 1.หยุด 1 ลมหายใจ (หายใจเข้า-ออกช้า ๆ) 2.ถามตัวเองสั้น ๆ: “ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร?” 3.ตั้งชื่อความรู้สึกให้ชัด 1 คำ เช่น เหนื่อย กังวล โกรธ เศร้า ว่างเปล่า สับสน 4.ถามต่ออีกคำถามเดียว: “ความรู้สึกนี้…ต้องการอะไร?” •เหนื่อย → ต้องการพัก •กังวล → ต้องการความชัดเจน/แผน •โกรธ → ต้องการขอบเขต •เศร้า → ต้องการการปลอบโยน/การยอมรับ การ “ตั้งชื่ออารมณ์” เป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้สมองส่วนคิด (prefrontal cortex) กลับมาคุมระบบเครียด ทำให้ใจนิ่งขึ้นและตัดสินใจดีขึ้นได้จริง แล้วตอนนี้…คุณกำลังรู้สึกคำว่าอะไรอยู่ครับ? #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

83,655 Aufrufe • vor 5 Monaten

คำถามจากคนไทยไกลบ้าน: พรรคจะทำอย่างไรเพื่อดึงดูดให้คนไทยในต่างประเทศ ตัดสินใจกลับไทย? . 1. งานที่มีคุณภาพ - เช่น การทำธุรกิจที่มีตลาดรองรับ / การทำงานในระบบราชการที่ปลดล็อกศักยภาพ 2. คุณภาพชีวิตที่ดี - เช่น อากาศที่บริสุทธิ์ / ขนส่งสาธารณะที่สะดวก / การศึกษาที่มีความหมาย 3. ระบบการเมืองที่ดี - เช่น ภาษีที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่า-โปร่งใส / การมีส่วนร่วมตามกลไกประชาธิปไตย . . รับชมงานเสวนาฉบับเต็มย้อนหลังได้ที่: . — . . ผลิตโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฏ

Parit Wacharasindhu (Itim)

10,225 Aufrufe • vor 6 Monaten

ยากลุ่ม Benzodiazepines (BZDs) เช่น Diazepam Lorazepam Alprazolam เป็นยาที่ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง แม้จะช่วยให้หลับง่ายและลดความวิตกกังวลได้เร็ว แต่แพทย์มักไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องในระยะยาว (เกิน 2-4 สัปดาห์) ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้ครับ: 1. การดื้อยาและการเสพติด (Tolerance & Dependence) * ดื้อยา: เมื่อใช้ไปสักพัก ร่างกายจะเริ่มชิน ทำให้ต้อง "เพิ่มขนาดยา" ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้หลับได้เหมือนเดิม * ติดยา: ร่างกายจะเริ่มพึ่งพายาจนไม่สามารถหลับเองได้ตามธรรมชาติ หากหยุดยากะทันหันจะเกิดอาการ "นอนไม่หลับรุนแรงกว่าเดิม" (Rebound Insomnia) รวมถึงมีอาการถอนยา เช่น มือสั่น ใจสั่น กระสับกระส่าย หรือในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นชักได้ 2. ผลกระทบต่อสมองและความจำ * ความจำเสื่อมชั่วคราว: ยากลุ่มนี้รบกวนการสร้างความจำใหม่ ทำให้ตื่นมาแล้วจำเหตุการณ์บางอย่างไม่ได้ หรือมีอาการหลงลืมง่าย * สมองล้าในวันรุ่งขึ้น: ฤทธิ์ยาที่ตกค้างอาจทำให้รู้สึกง่วงซึม มึนงง เหมือนหัวตื้อ (Brain Fog) ส่งผลต่อการทำงานและการตัดสินใจ * เสี่ยงสมองเสื่อม: การใช้ต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ มีงานวิจัยชี้ว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม 3. อันตรายต่อร่างกายและอุบัติเหตุ * กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ยามีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ทำให้ทรงตัวลำบาก เสี่ยงต่อการ พลัดตกหกล้ม จนกระดูกหักได้ง่าย (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ) * กดการหายใจ: หากใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยาแก้ปวดกลุ่มฝิ่น (Opioids) ยาจะไปกดศูนย์ควบคุมการหายใจ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ * คุณภาพการนอนแย่ลง: แม้จะหลับเร็วขึ้น แต่ยาจะไปรบกวนวงจรการนอนแบบหลับลึก (Deep Sleep) และการฝัน (REM Sleep) ทำให้ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเท่าที่ควร 4. ผลข้างเคียงทางจิตใจ * ในบางรายอาจเกิดอาการ "ย้อนศร" (Paradoxical Reaction) แทนที่จะสงบกลับกลายเป็นหงุดหงิด ก้าวร้าว หรือว้าวุ่นใจมากกว่าเดิม และการใช้ระยะยาวอาจทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลงได้ คำแนะนำเพิ่มเติม: หากคุณมีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง การปรับ สุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene) หรือการทำจิตบำบัดกลุ่ม CBT-I (Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia) มักเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่าการใช้ยาครับ ข้อควรระวัง: หากคุณกำลังทานยากลุ่มนี้อยู่ "ห้ามหยุดยาเองทันที" เพราะอาจเกิดอันตรายจากการถอนยาได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการค่อยๆ ลดขนาดยาลงอย่างปลอดภัยครับ #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

81,251 Aufrufe • vor 6 Monaten

[ HIGHLIGHT : รัฐบาลผู้รับเหมาที่เตรียมขึ้นบัญชีดำจาก 5 พฤติกรรม - (1) เบี้ยวสัญญา - (2) ส่งงานล่าช้า - (3) ลดสเปค - (4) โยนงาน - (5) มีข้อครหาเรื่องการทุจริต ] . ผมเห็นว่ารัฐบาลอนุทินชุดนี้ ไม่ได้เป็น “รัฐบาลมืออาชีพ ที่ประชาชนฝากผีฝากไข้ไว้ได้” แต่กลับดูคล้ายจะเป็น “รัฐบาลผู้รับเหมา ที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ” เพราะ 5 พฤติกรรม ที่เราสังเกตเห็น: . 1. เบี้ยวสัญญา - ไม่ทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ (เช่น ค่าไฟ 3 บาท/หน่วย สำหรับทุกครัวเรือน) . 2. ส่งงานล่าช้า - เพิกเฉยต่อวิกฤตจนประชาชนเสียหาย (เช่น วิกฤตพลังงาน วิกฤตฝุ่น PM2.5) . 3. ลดสเปค - ลดทอนนโยบายจากเป้าหมายที่ประชาชนคาดหวัง (เช่น มะพร้าว ปุ๋ย กองทุนภัยพิบัติ) . 4. โยนงาน - ซับงานสำคัญให้คนอื่นทำแทน โดยลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ . 5. มีข้อครหาเรื่องการทุจริต - แต่งตั้งคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน / มีข้อกล่าวหาเรื่องคดีการโกง สว. . พวกเราพรรคฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน . #ประชุมสภา

Parit Wacharasindhu (Itim)

10,218 Aufrufe • vor 3 Monaten

[ ดีเบตช่อง 3 : คำสัญญาที่หาดใหญ่ - แนวทางการฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ และการป้องกันในอนาคต ] . วันนี้ได้มีโอกาสตอบหลายคำถามบนเวทีดีเบตช่อง 3 เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ครับ . [ คำถาม: อะไรที่ผ่านมา เกี่ยวกับการรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่คุณ “รับไม่ได้” มากที่สุด? ] . มีหลายเรื่อง แต่หากยกตัวอย่างล่าสุด - สิ่งหนึ่งที่ผมรับไม่ได้ คือหลังจากเราเห็นความสูญเสียและความเละเทะที่เกิดขึ้น เรายังมีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เข้าใจว่าหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักการเมือง (โดยเฉพาะนักการเมืองที่ไม่มีอำนาจฝ่ายบริหาร) คือการพูดแทนประชาชน และทวงเงินเยียวยาให้กับประชาชน . [ คำถาม: คุณมีข้อเสนออะไรในการฟื้นฟู-เยียวยาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่? ] . 1. ฟื้นฟูบ้านเรือนที่เสียหาย - เช่น ปรับระเบียบเรื่องค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อเพิ่มวงเงินจาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาท + ทำให้เบิกค่าแรงได้ด้วย (ไม่ใช่เบิกได้แค่ค่าวัสดุ) . 2. ฟื้นฟูเงินในกระเป๋าประชาชน - เช่น ยกเว้นค่าไฟให้ประชาชน 3 เดือนจริงๆ (เนื่องจากมีเสียงสะท้อนจากในพื้นที่ว่าบิลค่าไฟบางส่วนยังมีความไม่ชัดเจนว่าได้รับการยกเว้นครบทั้ง 3 เดือน หรือเป็นเพียงการเลื่อนงวดในการจ่าย) . 3. ฟื้นฟูธุรกิจ-กิจการ - เช่น การขยายวงเงินสำหรับพักชำระหนี้ (จาก 1 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาท?) และการอำนวยความสะดวกให้ธุริจเข้าถึงสินเชื่อฉุกเฉินปลอดดอกเบี้ย (soft loans) ที่มีวงเงินเพียงพอ (เช่น หลักล้าน?) . 4. ฟื้นฟูเมือง - เช่น สนับสนุนงบและชดเชยรายได้ให้ท้องถิ่น (หลังมีการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 ปี) เพื่อให้ท้องถิ่นมีงบในการปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานและฟื้นฟูโรงพยาบาล-โรงเรียน-สถานที่สาธารณะ . 5. ฟื้นฟูเศรษฐกิจ - เช่น ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ (เช่น คนละครึ่ง + หวยใบเสร็จ) + กระตุ้นการท่องเที่ยว (เช่น ส่วนลดให้นักท่องเที่ยว / จัดกิจกรรมร่วมกับท้องถิ่น / ส่งเสริมให้หน่วยงานจัดสัมมนาในพื้นที่) . [ คำถาม: หาก 1 ปีข้างหน้ามีฝนตกหนักอีก คุณจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียเหมือนครั้งนี้? ] . 1. ทำให้ระบบราชการ “มีความพร้อมเสมอ” ในการรับมือกับภัยพิบัติที่เข้ามาได้ตลอด - ส่วนกลาง: บูรณาการข้อมูลและลงทุนในเทคโนโลยีที่แม่นยำในการคาดการณ์ - ท้องถิ่น: เตรียมศูนย์พักพิงในทุกหมู่บ้าน + ศูนย์กระจายสินค้า ที่พร้อมใช้ทันทีหากภัยมา . 2. “แจ้งเตือน” อย่างรวดเร็ว-แม่นยำ เมื่อเรารู้ว่าภัยใกล้เข้ามา - แจ้งเตือนเข้ามือถือทุกคนผ่านระบบ cell broadcast ด้วยรูปแบบ-ข้อความที่ประชาชนเข้าใจง่าย - เพิ่มกลไกเสริมของแต่ละชุมชน ในการเตือนภัยคนที่อาจตกหล่นจากการแจ้งเตือนระบบหลัก . 3. “เผชิญเหตุ” ได้อย่างทันควัน-เป็นระบบ เมื่อภัยมาเยือน - ปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นในการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง - ทำให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำมาใช้ช่วยประชาชนได้เร็วขึ้น + เจ้าหน้าที่ไม่เสียเวลาไปกับเอกสาร - รวมศูนย์ระบบบัญชาการ (แทนที่จะตั้งหลายคณะกรรมการซ้ำซ้อนกัน) - รวมศูนย์ช่องทางในการรับคำขอความช่วยเหลือ เพื่อบริหารจัดการ-แบ่งงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ . 4. “ชดเชย เยียวยา” ได้ทันที-ได้สัดส่วน เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น - จ่ายเงินเยียวยาทันที โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนรอน้ำลดก่อน ถึงจะได้เงินเยียวยา (ในเมื่อค่าใช้จ่ายประชาชนเพิ่มและรายได้ประชาชนหาย ตั้งแต่วันแรกที่ภัยมา) - นำเทคโนโลยี (เช่น ภาพจากดาวเทียม) มาใช้กำหนดผู้ได้รับเงินเยียวยา โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องคุ้ยหาเอกสาร-กรอกแบบฟอร์ม-จัดประชุม - ปรับระเบียบเรื่องค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อเพิ่มวงเงินจาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาท + ทำให้เบิกค่าแรงได้ด้วย (ไม่ใช่เบิกได้แค่ค่าวัสดุ) . . —-- . . ผลิตโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฏ

Parit Wacharasindhu (Itim)

14,379 Aufrufe • vor 5 Monaten

และนี่คือข้อร้องเรียนต่อพฤติกรรมของ #ทรายสก๊อต 1. ใช้อำนาจเกินขอบเขต: อ้างว่าเป็นที่ปรึกษาอธิบดีฯ เพื่อสั่งการเจ้าหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ขอใช้เรือ รถ ฯลฯ 2. นำทีมชาวต่างชาติร่วมงานโดยไม่ขออนุญาต และถ่ายคลิป-บินโดรนในพื้นที่อุทยาน 3. ตักเตือนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและดูถูกคนอื่น โดยเฉพาะชาวบ้าน ไกด์ หรือผู้ประกอบการท้องถิ่น 4. ขาดความชัดเจนเรื่องคุณวุฒิหรือผลงาน ที่รองรับการเป็นที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์ทะเล 5. ลงคอนเทนต์ผ่านช่องทางส่วนตัว มากกว่าระบบของทางราชการ ทำให้ภาพที่สื่อออกอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง 6. กิจกรรมบางอย่างอาจมีวัตถุประสงค์ส่วนตัวแฝงอยู่ เช่น การเลือกทำกิจกรรมในจุดที่น่าสนใจเฉพาะตัว หรือมีข้อจำกัดด้านอาหาร น้ำดื่มที่ทำให้ต้องเตรียมพิเศษ #หนีห่าว

ฉันเล่าแล้วเธอห้ามบอกใครนะ

1,191,433 Aufrufe • vor 1 Jahr

เลือกโปรไบโอติกให้ตรงกับความต้องการ โปรไบโอติกไม่ใช่สิ่งที่ “ตัวไหนก็เหมือนกันหมด” แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติและกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน หากเลือกให้ตรงกับความต้องการของร่างกาย จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันโดยรวม สายพันธุ์ที่มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนได้แก่ •Lactobacillus rhamnosus GG ช่วยเพิ่ม IgA และลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ •Lactobacillus acidophilus กระตุ้น NK cell และภูมิคุ้มกันเชิงระบบ •Bifidobacterium lactis เสริมการสร้าง antibody โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ในกลุ่มที่มีปัญหาทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้แปรปรวน แนะนำสายพันธุ์ •Bifidobacterium adolescentis ซึ่งช่วยย่อยไฟเบอร์และสร้าง SCFA •Bifidobacterium infantis ที่มีข้อมูลสนับสนุนด้านการลดอาการลำไส้แปรปรวนและการอักเสบ สำหรับผู้หญิงที่ต้องการดูแลสุขภาพช่องคลอด •Lactobacillus uteri หรือที่มักระบุในเชิงวิจัยว่า L. reuteri มีบทบาทในการรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในช่องคลอดและลดความเสี่ยงการติดเชื้อรา ในกลุ่มที่มีปัญหาช่องปากและสุขภาพเหงือก •Lactobacillus salivarius มีฤทธิ์ต้านจุลชีพในช่องปาก และลดการอักเสบของเหงือก และในกลุ่มที่ต้องการลดการอักเสบเรื้อรังหรือภาวะภูมิไวเกิน •Lactobacillus paracasei มีผลต่อการปรับสมดุล cytokine เช่น IL-10 และ TNF-α การเลือกโปรไบโอติกให้เหมาะกับร่างกายแต่ละคน คือหลักการสำคัญของการดูแลสุขภาพแนวใหม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อ “เพิ่มจุลินทรีย์ดี” เท่านั้น แต่คือการใช้จุลินทรีย์เป็นเครื่องมือปรับสมดุลการทำงานของระบบต่าง ๆ อย่างมุ่งเป้าหมาย สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากจุลินทรีย์ที่สมดุล และการเลือกที่ตรงจุด #TheLongevist #Longevity #หมออั๋น

The Longevist

13,298 Aufrufe • vor 1 Jahr