The Longevist's banner
The Longevist's profile picture

The Longevist

@Dr_coachbear480,554 subscribers

หมออั๋น นพ.นรินทร สุรสินธน wellness, longevity doctor สุขภาพ healthy lifestyle เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพดี อายุยืนยาว

Videos

Dr_coachbear's profile picture

PCOS กำลังจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น PMOS และนี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ วงการแพทย์เริ่มยอมรับแล้วว่า ชื่อ Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) สื่อสารความหมายคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงของโรคไปมาก ปัจจุบันจึงมีการผลักดันให้ใช้ชื่อใหม่ว่า Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome หรือ PMOS เหตุผลสำคัญคือ รากเหง้าของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่รังไข่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบเผาผลาญ (Metabolic) และการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อทั่วร่างกาย โดยเฉพาะภาวะดื้ออินซูลินและการอักเสบเรื้อรัง การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราไม่สามารถใช้วิธีการรักษาแบบเดิมที่เน้นแค่การปรับประจำเดือนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องมองไปถึงการจัดการ Metabolic Health เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังและการเสื่อมสภาพของเซลล์ก่อนวัยอันควร (Longevity) หากคุณมีอาการสิวเรื้อรัง ขนดก น้ำหนักตัวเพิ่มผิดปกติ หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ การตรวจเช็คระดับอินซูลินและค่าการอักเสบในเลือด อาจเป็นคำตอบที่แม่นยำกว่าการอัลตราซาวด์เพียงอย่างเดียว #หมออั๋น #thelongevist #Longevity

The Longevist

193,895 просмотров • 25 дней назад

Dr_coachbear's profile picture

Lifestyle ที่จะทำให้คุณ “พีคที่สุด” ในปี 2026 ในปีที่ผ่านมา เราเห็นชัดขึ้นว่าความพีคของร่างกายไม่ใช่การออกกำลังกายหนัก แต่คือการจัดระบบ พลังงาน–ฮอร์โมน–ไมโตคอนเดรีย–สมอง ให้ทำงานสอดคล้องกัน นี่คือ 9 พื้นฐานที่กลุ่มคนอายุยืนระดับโลกทำร่วมกัน และได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัย ด้าน Longevity 1.เวท 3 วัน/สัปดาห์ เพื่อสร้าง myokines และลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ 2 3 วัน/สัปดาห์ เพื่อเพิ่มไมโตคอนเดรียและพลังงานพื้นฐาน 3.HIIT 1 วัน/สัปดาห์ เพื่อกระตุ้น VO2max 4.โปรตีน 1.6 g/kg + คาร์บ 40% + ไขมัน 35% เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและลดการอักเสบ 5.นอน 7–8 ชั่วโมง เพื่อให้สมองเคลียร์ของเสียและระบบฮอร์โมนฟื้นตัว 6.แสงธรรมชาติตอนเช้า–ลดแสงยามค่ำ เพื่อปรับ circadian ให้สมดุล 7.ซาวน่า + Red Light 4 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อเพิ่มการไหลเวียน เลือดและพลังงานระดับเซลล์ 8.นั่งสมาธิ เพื่อฟื้นสมองจากความเครียดและลด inflammation 9.พบปะเพื่อน–ครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของ longevity จากการศึกษา Harvard Adult Development Study ถ้าเริ่มทั้งหมดไม่ได้ ให้เลือก 3 ข้อที่ง่ายที่สุด แล้วทำต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ คุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและสมอง #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

1,405,199 просмотров • 5 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

มีอาการแบบนี้หรือเปล่า

The Longevist

233,622 просмотров • 2 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

ทำไมการลูบหัวถึงช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่แย่ที่สุดได้จริง วิทยาศาสตร์ค้นพบว่าบนผิวหนังของมนุษย์มีเส้นประสาทชนิดพิเศษที่ชื่อว่า C-tactile afferents ซึ่งทำหน้าที่รับสัมผัสที่แผ่วเบาและอ่อนโยนโดยเฉพาะ เส้นประสาทนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณไปที่ส่วนรับรู้สัมผัสทั่วไป แต่จะส่งตรงไปยังสมองส่วน Insular Cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกทางสังคม เมื่อเราถูกลูบหัวอย่างอ่อนโยน C-tactile จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งออกซิโทซิน (Oxytocin) และลดระดับคอร์ติซอล (Cortisol) ลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความวิตกกังวลและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย งานวิจัยจากสถาบัน Neuroscience and Physiology มหาวิทยาลัย Gothenburg ยืนยันว่าการกระตุ้นเส้นประสาทกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาวะทางจิตใจและการสร้างความผูกพัน ซึ่งในมุมมองของ Longevity การรักษาสมดุลของระบบประสาทและลดความเครียดผ่านสัมผัสที่ดี คือหัวใจสำคัญของการชะลอความเสื่อมของร่างกายและสมองในระยะยาวครับ #หมออั๋น #thelongevist #Longevity

The Longevist

146,337 просмотров • 1 месяц назад

Dr_coachbear's profile picture

ทำไมบางคนถึง “นอนไม่หลับจนดึก” ทั้งที่พยายามเข้านอนเร็วแล้วก็ยังไม่ง่วง? ภาวะนี้อาจไม่ใช่แค่นอนไม่หลับธรรมดา แต่คือ “Delayed Sleep Phase Syndrome (DSPS)” หรือ “นาฬิกาชีวิตเดินช้า” ซึ่งเป็นความผิดปกติของ Circadian Rhythm — ระบบนาฬิกาชีวภาพที่ควบคุมการหลับตื่นของร่างกาย คนที่เป็น DSPS จะ ง่วงช้ากว่าปกติ เช่น ง่วงตอนตี 2–3 และตื่นสายถึงเที่ยง แม้พยายามเข้านอนเร็วแค่ไหนก็หลับไม่ได้ เพราะร่างกายยังไม่เริ่มหลั่ง melatonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ ในระยะยาว ภาวะนี้ทำให้เกิด “sleep debt” หรือการนอนสะสมไม่พอ ส่งผลต่อสมอง อารมณ์ ระบบเมตาบอลิซึม และภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันสูง ภาวะซึมเศร้า และการเสื่อมของเซลล์เร็วขึ้น สิ่งที่ช่วยได้คือการ “ตั้งนาฬิกาชีวิตใหม่” •ออกไปรับแสงแดดตอนเช้า 20–30 นาที •หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าจากหน้าจอหลังหนึ่งทุ่ม •เข้านอน–ตื่นในเวลาเดิมทุกวัน •ใช้ melatonin ขนาดต่ำ (0.3–1 mg) ก่อนเวลานอนที่ต้องการ 3–4 ชั่วโมง •เสริมสารอาหารช่วยปรับสมดุลระบบประสาท เช่น Magnesium, L-theanine, GABA “การนอนตรงเวลา คือการรีเซ็ตอายุเซลล์ทุกคืน” เพราะการหลับลึกในช่วงเวลาที่ถูกต้อง คือช่วงที่ร่างกายซ่อมแซม DNA ปรับสมดุลฮอร์โมน และขจัดสารพิษจากสมอง #TheLongevist #Longevity #หมออั๋น #CircadianRhythm

The Longevist

517,178 просмотров • 7 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน ร่างกายอาจแก่เร็วขึ้นมากกว่าที่คิด การนอนหลับไม่ใช่แค่การพัก แต่เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองอย่างลึกซึ้ง ระหว่างที่เราหลับ ร่างกายกำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ซ่อมแซมความเสียหายระดับเซลล์และ DNA ช่วยระบบกำจัดของเสียในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลียร์โปรตีนอย่าง beta-amyloid กระตุ้นการหลั่ง growth hormone โดยเฉพาะในช่วง deep sleep เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกันและการอักเสบของร่างกาย แต่เมื่อเรานอนน้อยเรื้อรัง สิ่งที่พบได้บ่อยคือ ระดับ cortisol ผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงบ่าย-เย็น การอักเสบเพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันแย่ลง ความเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ หลอดเลือด และการเสื่อมของสมองเพิ่มขึ้น มีงานวิจัยจำนวนมากที่เชื่อมโยงการนอนน้อยและคุณภาพการนอนที่ไม่ดี กับตัวชี้วัดของ biological aging รวมถึง telomere shortening ได้ด้วย เป้าหมายของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คือการนอนอย่างสม่ำเสมอ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ใช่แค่ง่วงน้อยลงในวันรุ่งขึ้น แต่คือการดูแล Longevity ของร่างกายในระยะยาว คืนนี้คุณนอนกี่ชั่วโมงครับ? #TheLongevist #SleepScience #Longevity #นอนหลับ #สุขภาพ #SleepHealth #LongevityScience

The Longevist

151,698 просмотров • 2 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

Systematic Thinking & Longevity — ทำไมการ “คิดเป็นระบบ” จึงจำเป็น เมื่อพูดถึง longevity แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งคือ “ระบบการคิด” ของเราเอง การคิดเป็นระบบ (Systematic Thinking) ทำให้เรามองแบบภาพใหญ่ เห็นความเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวม และเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน ไม่หลงทางไปกับข้อมูลที่ล้นเกินในยุคปัจจุบัน หัวใจของการคิดแบบเป็นระบบประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ 1.ระบุปัญหาให้ชัดเจน 2.มองเชื่อมโยงระบบทั้งหมด 3.จัดลำดับความสำคัญ เลือกทำในสิ่งที่ให้ผลกระทบสูงที่สุดต่อสุขภาพ 4.ติดตามผล ปรับแผนตามข้อมูลและสถานการณ์ ท้ายที่สุด การคิดแบบเป็นระบบคือเครื่องมือที่ช่วยให้เราวางแผนชีวิตได้อย่างฉลาด ใช้พลังงานกับสิ่งที่สำคัญที่สุด และสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาวได้จริง #หมออั๋น #Longevity #TheLongevist

The Longevist

215,042 просмотров • 6 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

เหนื่อยล้า สมองเบลอ แต่ไม่มีเวลานอน ลอง NSDR ดูไหมครับ NSDR หรือ Non-Sleep Deep Rest คือเทคนิคการ “พักสมองลึกโดยไม่ต้องหลับ” แนวคิดนี้ได้รับความนิยมจาก Dr. Andrew Huberman นักประสาทวิทยาจาก Stanford University ซึ่งใช้วิธีนี้เป็นประจำเพื่อฟื้นฟูสมอง เสริมสมาธิ และเพิ่มพลังหลังใช้สมองอย่างหนัก เพียงแค่นอนราบ หายใจช้า ๆ หลับตา และฟังเสียงนำสมาธิแบบ “Yoga Nidra” วันละ 10–30 นาที งานวิจัยและข้อมูลจากห้องทดลองของ Dr. Huberman พบว่า – ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด cortisol – กระตุ้นการหลั่ง dopamine อย่างเป็นธรรมชาติ – ฟื้นฟูสมองให้พร้อมจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ – และแม้จะไม่หลับจริง แต่ให้ผลใกล้เคียงกับการนอนหลับลึก NSDR คือทางเลือกใหม่ของการพักผ่อนสำหรับคนที่สมองล้าแต่ยังต้องไปต่อ ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องนอนหลับจริง แค่ตั้งใจ “พัก” อย่างมีคุณภาพ สุขภาพสมองดีขึ้นได้ ด้วยการฟื้นฟูที่ไม่ต้องหลับครับ #TheLongevist #หมออั๋น #NSDR #AndrewHuberman #longevity

The Longevist

295,127 просмотров • 9 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องปกติ ถ้าคุณรู้สึกว่า… – ตื่นเช้ามาแล้วยังเหนื่อย – สมองเบลอ คิดช้า จำอะไรไม่ค่อยได้ – ไม่มีแรงแม้ไม่ได้ทำอะไรหนัก – รู้สึกเหมือนร่างกาย “แบตหมดตลอดเวลา” นั่นอาจไม่ใช่แค่พักผ่อนไม่พอ แต่อาจเป็น “ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง” ที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่า ระบบบางอย่างกำลังผิดปกติ ในมุมของแพทย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ภาวะนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น – ระบบผลิตพลังงานระดับเซลล์ (มิโทคอนเดรีย) ทำงานต่ำ – ฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือไทรอยด์ไม่สมดุล – ขาดวิตามินและสารอาหารสำคัญ – ภาวะลำไส้รั่ว หรือไมโครไบโอมเสียสมดุล – การอักเสบเรื้อรังจากอาหารแปรรูปหรือสารพิษสะสม – ภาวะโลหิตจาง ขาดธาตุเหล็กหรือ B12 – หรือแม้แต่ภาวะ Chronic Fatigue Syndrome (CFS) ที่มักตรวจไม่เจอในระบบทั่วไป การแก้ไขที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ดื่มกาแฟ พักร้อน หรือนอนเพิ่ม แต่ต้อง ฟื้นฟูระบบภายในให้กลับมาสมดุล เช่น – ฟื้นพลังงานระดับเซลล์ด้วย CoQ10, NAD+, B-vitamin – ดูแลสุขภาพลำไส้ด้วยการปรับอาหารและจุลินทรีย์ที่ดี – ปรับจังหวะชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต – เสริมภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบภายใน สุขภาพคือการลงทุนระยะยาวครับ และ “ความอ่อนเพลียเรื้อรัง” คือสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม #หมออั๋น #Longevity #อ่อนเพลียเรื้อรัง #thelongevist #สุขภาพคือการลงทุนระยะยาว

The Longevist

330,158 просмотров • 10 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเหมือนมี “การอักเสบเล็ก ๆ” อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้ติดเชื้อหรือบาดเจ็บอะไรชัดเจน ภาวะนี้ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Chronic Inflammation หรือที่นักวิจัยด้านอายุรวัฒน์เรียกว่า Inflammaging ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเหมือน “เครื่องยนต์ที่ติดอยู่ตลอดเวลา” แม้จะไม่ได้มีศัตรูให้ต่อสู้จริง ๆ การอักเสบระดับต่ำนี้ค่อย ๆ สะสมและทำลายเนื้อเยื่อในหลายระบบของร่างกาย งานวิจัยพบว่า chronic inflammation มีบทบาทสำคัญในโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของอายุ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน สมองเสื่อม มะเร็ง และโรคข้อเสื่อม ปัจจัยที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรังมีหลายอย่าง เช่น อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันทรานส์สูง ไขมันสะสมในช่องท้อง ความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ การติดเชื้อหรือสารพิษสะสมในสิ่งแวดล้อม การดูแลเรื่อง chronic inflammation จึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการชะลอความเสื่อมของร่างกาย ไม่ใช่แค่เพื่อรักษาโรค แต่เพื่อยืด healthspan หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี แนวทางลดการอักเสบที่มีหลักฐานสนับสนุน ได้แก่ การกินอาหารแบบ Mediterranean diet การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการดูแลสุขภาพลำไส้ เพราะการอักเสบเรื้อรังอาจไม่แสดงอาการชัดในวันนี้ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ผลักดันความเสื่อมของร่างกายในระยะยาว #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

101,954 просмотров • 3 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

ทำไมผู้หญิงชอบหลงทาง อ่าน Google Maps ไม่ออก บางคนจำทางเก่ง เดินไปไหนก็ไม่หลง แต่บางคนต่อให้เปิดแผนที่ก็ยังงงว่าต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา นี่คือเรื่อง Spatial Memory หรือความจำเชิงพื้นที่ของสมอง Spatial Memory คือความสามารถในการจำตำแหน่ง วัตถุ และเส้นทางรอบตัว สมองส่วน Hippocampus จะสร้าง “แผนที่ในหัว” หรือ Cognitive Map ให้เราใช้ในการนำทาง หากสมองส่วนนี้ไม่แข็งแรง เราจะหลงทางง่าย และอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของสมองเสื่อม วิธีฝึก Spatial Memory 1.สังเกต Landmark รอบตัวเวลาเดินทาง 2.วาดแผนที่ในหัว หรือหมุนแผนที่ให้ตรงกับทิศทางที่เราเดิน 3.ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพื่อกระตุ้น Hippocampus 4.นอนหลับเพียงพอและลดความเครียด เพื่อให้สมองเรียนรู้ทิศทางได้ดีที่สุด การฝึก Spatial Memory ไม่ใช่แค่ช่วยให้ไม่หลงทาง แต่ยังเป็นการป้องกันสมองเสื่อมในอนาคต #BrainLongevity #TheLongevist #หมออั๋น #longevity

The Longevist

283,777 просмотров • 10 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

เช้านี้หมออั๋นอยากชวนคุยเรื่องเล็ก ๆ ที่มีผลกับสมองในระยะยาว หลายคนคิดว่าการดูแลสมองต้องเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องมีเทคนิคพิเศษหรืออาหารเสริมราคาแพง แต่ความจริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดมักเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ทำซ้ำทุกวัน Morning routine ง่าย ๆ ที่ช่วยดูแลสมองมีอยู่ไม่กี่ข้อ 1.ตื่นมาแล้วไม่แตะโทรศัพท์ทันที ให้สมองมีเวลาปรับตัวจากโหมดพักผ่อนเข้าสู่โหมดตื่น งานวิจัยด้าน neuroscience พบว่าการเริ่มวันด้วยสิ่งกระตุ้นสูง เช่น social media สามารถเพิ่ม cognitive load และทำให้สมาธิระหว่างวันลดลงได้ 2.ดื่มน้ำทันทีหลังตื่น หลังจากนอนประมาณ 7–8 ชั่วโมง ร่างกายมักอยู่ในภาวะขาดน้ำเล็กน้อย ซึ่งมีผลต่อสมาธิ ความจำ และความเร็วในการประมวลผลของสมอง 3.เดินเบา ๆ ตอนเช้า 10–15 นาที การเคลื่อนไหวช่วงเช้าช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง กระตุ้น BDNF ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญต่อ neuroplasticity และการเรียนรู้ 4.ทาน Omega-3 พร้อมมื้อเช้า โดยเฉพาะ DHA ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเซลล์สมอง งานวิจัยจำนวนมากพบว่า Omega-3 มีบทบาทในการลดการอักเสบของสมองและช่วย neuroprotection ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่สะสมผลต่อสมองในระยะยาว ลองดูว่าจาก 4 ข้อนี้ คุณทำข้อไหนอยู่แล้วบ้าง และมีข้อไหนที่อยากเริ่มเพิ่มเข้าไปใน routine ตอนเช้า #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

75,577 просмотров • 2 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

ทำไมการเขียนด้วยมือ ถึงดีกับสมองกว่าการพิมพ์ในมือถือ การเขียนด้วยมือไม่ใช่แค่การบันทึกความคิด แต่คือการกระตุ้นสมองแบบเต็มระบบ งานวิจัยหลายฉบับพบว่า การเขียนด้วยมือช่วยกระตุ้นสมองมากกว่าการพิมพ์ถึง 3 เท่า โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำ การวางแผน และความคิดเชิงซ้อน เวลาที่เราจดด้วยมือ สมองต้องคิดก่อนเขียน คัดเลือกคำ และใช้กล้ามเนื้อมือประสานกับสายตา กระบวนการนี้ต่างจากการพิมพ์ที่แค่ “ก๊อบวาง” หรือจดเร็ว ๆ โดยไม่ผ่านการประมวลผล จึงไม่น่าแปลกใจที่การเขียนด้วยมือจะช่วยให้เราจำได้ลึก เข้าใจได้จริง และฝึกสมาธิไปในตัว นอกจากนี้ การเขียนยังช่วยกระตุ้นการสร้างเครือข่ายประสาทใหม่ (neuroplasticity) เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ในระยะยาว สุขภาพสมอง เริ่มต้นได้ด้วยการเขียนวันละหน้า #TheLongevist #หมออั๋น #Longevity #BrainHealth #Neuroplasticity #Mindfulness #เขียนเพื่อสมอง

The Longevist

223,066 просмотров • 10 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

ความจริงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของ "ยาลดไขมัน" จากงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก: สิ่งที่คุณกลัว อาจไม่ได้เกิดจากยา หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รับประทานยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน (Statins) และเคยอ่านเอกสารกำกับยาจนเกิดความกังวลกับรายการผลข้างเคียงที่ยาวเหยียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำเสื่อม นอนไม่หลับ หรืออาการปวดเมื่อยต่างๆ ข้อมูลใหม่ล่าสุดจากวงการแพทย์อาจทำให้คุณต้องเปลี่ยนมุมมองต่อยานี้ไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 วารสารการแพทย์ระดับโลกอย่าง The Lancet ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาครั้งสำคัญโดยกลุ่มความร่วมมือ Cholesterol Treatment Trialists’ (CTT) Collaboration ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบความปลอดภัยของยาลดไขมันที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำไมเราถึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้ใหม่ สาเหตุหลักคือ รายการอาการไม่พึงประสงค์ที่ระบุอยู่บนฉลากยาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากรายงานผู้ป่วยหรือการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งมักมีความคลาดเคลื่อน เพราะอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นระหว่างกินยา อาจจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือจากโรคอื่นของผู้ป่วย ไม่ได้เกิดจากตัวยาเสมอไป เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง คณะผู้วิจัยจึงได้นำข้อมูลดิบของผู้ป่วยกว่า 154,664 ราย จากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Double-blind RCTs) จำนวน 23 การศึกษา มาวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างละเอียดว่า คนที่ได้รับยาจริง กับคนที่ได้รับยาหลอก มีอาการผิดปกติแตกต่างกันหรือไม่ ความจริงที่ค้นพบ: จากการตรวจสอบรายการอาการไม่พึงประสงค์กว่า 66 รายการที่มักถูกระบุไว้ในฉลากยา ผลการวิจัยยืนยันว่าอาการที่ผู้คนมักกังวลต่อไปนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับยาสแตติน เพราะพบว่าเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่กินยาหลอกในอัตราที่เท่าๆ กัน: • ภาวะสูญเสียความจำหรือความบกพร่องทางสมอง • โรคซึมเศร้า • ปัญหาการนอนหลับ • ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ • อาการปลายประสาทอักเสบ • โรคปอด แล้วผลข้างเคียงจริงๆ คืออะไร งานวิจัยพบว่า มีเพียง 4 อาการเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์กับยาสแตตินอย่างแท้จริง (นอกเหนือจากผลต่อกล้ามเนื้อและเบาหวานที่ทราบกันดีอยู่แล้ว): 1. ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น: พบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่ใช้ยา โดยเฉพาะในขนาดที่สูง แต่ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางผลเลือด 2. ค่าการทำงานของตับอื่นๆ ผิดปกติ: พบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3. การเปลี่ยนแปลงในปัสสาวะ: ส่วนใหญ่คือการพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะในระดับต่ำ 4. อาการบวม: พบว่ายาอาจทำให้เกิดอาการบวมได้เล็กน้อย บทสรุปสำหรับผู้ป่วย สิ่งที่งานวิจัยนี้พยายามสื่อสารคือ ความกลัวต่อผลข้างเคียงหลายอย่างเป็นเรื่องของ "ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน" จากข้อมูลบนฉลากยาที่อาจจะระบุไว้เกินจริงเพื่อความครอบคลุม ประโยชน์ของยาสแตตินในการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่แท้จริงอย่างมหาศาล ดังนั้น หากคุณกำลังรับประทานยานี้อยู่และกังวลเรื่องอาการผิดปกติ ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงแทนการหยุดยาเอง เพราะการหยุดยาอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางสุขภาพที่รุนแรงกว่าสิ่งที่คุณกำลังกังวลอยู่ครับ อ้างอิง: The Lancet (2026), Assessment of adverse effects attributed to statin therapy in product labels: a meta-analysis of double-blind randomised controlled trials.

The Longevist

92,326 просмотров • 4 месяцев назад

Dr_coachbear's profile picture

ถอดรหัสอาหารเสริมพื้นฐาน 8 ชนิด (8 Supplement Staples) ที่ Dr. Rhonda Patrick นักชีววิทยาเซลล์ชื่อดัง เลือกใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเป้าหมายด้าน Longevity Medicine และ Geroscience 1.High-dose Omega-3 Fatty Acids (EPA/DHA) เน้นการบริโภคในปริมาณสูงเพื่อรักษาระดับ Omega-3 Index ในเลือดให้สูงกว่า 8% ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดระบบการอักเสบเรื้อรัง (High-grade inflammation) และลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (All-cause mortality) 2.Vitamin D3 + K2 Synergy การจับคู่ที่ขาดไม่ได้ วิตามิน D3 ทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ในขณะที่วิตามิน K2 (MK-7) ทำหน้าที่เป็น Calcium director นำพาแคลเซียมเข้าสู่กระดูกและฟันอย่างถูกต้อง ป้องกันการเกิดแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือดแดงจนอุดตัน 3.Magnesium Glycinate แร่ธาตุสำคัญที่เป็น Cofactor ของปฏิกิริยาเคมีในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการซ่อมแซมสารพันธุกรรม (DNA Repair) และส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับลึก 4.Creatine Monohydrate นอกเหนือจากประโยชน์ด้านการสังเคราะห์โปรตีนในมวลกล้ามเนื้อ ครีเอทีนคือสารสำคัญในการรักษาความเสถียรของพลังงานในสมอง (Brain energy homeostasis) และทำหน้าที่เป็น Neuroprotective agent ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ประสาท 5. Multivitamin ทำหน้าที่เป็นหลักประกันทางโภชนาการพื้นฐาน (Nutritional insurance) เพื่อป้องกันภาวะขาด Micronutrients โดยเจาะจงเลือกฟอร์มที่ผ่านกระบวนการ Methylation มาแล้ว เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการระดับเซลล์ได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเอนไซม์ในตับเพื่อเปลี่ยนรูป 6.Coenzyme Q10 (CoQ10) สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน มีบทบาทสำคัญในการปกป้องและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial function) ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในการผลิตพลังงาน ATP ให้แก่เซลล์ทั่วร่างกาย 7.Curcumin หนึ่งในตัวเลือกเหนือชั้น (Calculated Outlier) ที่เด่นเรื่องการต้านการอักเสบ ผ่านกลไกการยับยั้ง NF-kB pathway ซึ่งเป็นโมเลกุลต้นตอที่เปิดสวิตช์การอักเสบเรื้อรังและการแก่ตัวของเซลล์ ทั้งนี้ต้องเลือกรูปแบบที่มีเทคโนโลยีเพิ่มการดูดซึม (High Bioavailability) เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 8.Sulforaphane สารสกัดสำคัญจากต้นอ่อนบรอกโคลี (Broccoli Sprouts) ที่ทรงประสิทธิภาพในการกระตุ้น Nrf2 pathway ซึ่งเป็นกลไกหลักของร่างกายในการส่งสัญญาณให้เซลล์ผลิตสารต้านอนุมูลอิสระและขับสารพิษในระดับยีน ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดย Oxidative stress การเลือกใช้สารอาหารและอาหารเสริมเหล่านี้ควรได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคล โดยอ้างอิงจากผลตรวจเลือดและตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Precision Biomarkers) เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด #หมออั๋น #thelongevist #Longevity

The Longevist

22,522 просмотров • 23 дней назад

Dr_coachbear's profile picture

เคยนั่งนิ่งๆ แล้วลองถามตัวเองว่ารู้สึกยังไงอยู่ หรือเปล่า “คำถามที่ทรงพลังมาก” เพราะมันเหมือนกดปุ่ม หยุดอัตโนมัติ ของสมอง แล้วพาเรากลับมาอยู่กับตัวเองจริง ๆ ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เวลาที่เราไม่ถามตัวเอง เรามัก “ถูกอารมณ์ขับ” แบบไม่รู้ตัว เช่น หงุดหงิดเพราะเหนื่อย เครียดเพราะกังวล แต่ดันไปเผลอระบายใส่คนใกล้ตัว ลองทำแบบนี้ 15 วินาทีตอนนี้ได้เลย: 1.หยุด 1 ลมหายใจ (หายใจเข้า-ออกช้า ๆ) 2.ถามตัวเองสั้น ๆ: “ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร?” 3.ตั้งชื่อความรู้สึกให้ชัด 1 คำ เช่น เหนื่อย กังวล โกรธ เศร้า ว่างเปล่า สับสน 4.ถามต่ออีกคำถามเดียว: “ความรู้สึกนี้…ต้องการอะไร?” •เหนื่อย → ต้องการพัก •กังวล → ต้องการความชัดเจน/แผน •โกรธ → ต้องการขอบเขต •เศร้า → ต้องการการปลอบโยน/การยอมรับ การ “ตั้งชื่ออารมณ์” เป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้สมองส่วนคิด (prefrontal cortex) กลับมาคุมระบบเครียด ทำให้ใจนิ่งขึ้นและตัดสินใจดีขึ้นได้จริง แล้วตอนนี้…คุณกำลังรู้สึกคำว่าอะไรอยู่ครับ? #Longevity #TheLongevist #หมออั๋น

The Longevist

83,401 просмотров • 4 месяцев назад